วันทำบุญให้แก่พ่อแม่และบรรพบุรุษ คือวันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘ แต่เราเริ่มงานโดยเลี้ยงญาติที่ ครัวตาอ้อซีฟู้ด ในเย็นวันที่ ๒๔ เป็นร้านที่อยู่ที่ตำบลท่ายาง ใกล้บ้านน้องชาย (วิเชียร พานิช) ที่รับมรดกบ้านจากพ่อแม่นิดเดียว และเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยไปกินเลี้ยงแบบนี้มากว่ายี่สิบปี เจ้าของร้านเป็นลูกชายครูบัญชา ที่เคยสอนผมสมัยเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลท่ายาง ๑ (เวลานี้ชื่อ โรงเรียนวัดพิชัยยาราม)
เนื่องจากผมไปคนเดียว และจองโรงแรมเอเต้ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านน้องชาย (วิจัย พานิช) น้องชายคนรองจากผม (นพ. วิชัย พานิช) ซึ่งไปคนเดียวเหมือนกัน และภรรยาป่วยคล้ายๆ ภรรยาผม จึงขอมานอนที่โรงแรมด้วย เขานอนที่บ้านคุณวิจัย ๒ คืนด้วยความสะดวกสบาย แต่ต้องเดินขึ้นบันได ไม่สะดวกต่อโรคข้อเข้าเสื่อมทั้งสองข้าง มานอนที่โรงแรม ห้อง ๔๐๗ ชั้นสี่ ใช้ลิฟท์ สะดวกกว่า
ไปคราวนี้ ผมไม่มีรถของตนเองใช้ คุณวิจัยจึงกลายเป็นสารถีของเราสองคน น้องชายคนเล็ก (นพ. วิโรจน์ พานิช) กับครอบครัวรวม ๓ คน (เป็นหมอทั้ง ๓ คน) ก็นอนโรงแรมเอเต้ เอื้อให้ผมได้คลุกคลีกับคนอื่นมากขึ้น ได้สังเกตเห็นความเป็นคนเข้าสังคมเก่ง (extrovert) ของ นพ. วิชัย เขารู้เรื่องของญาติๆ และคนในหมู่บ้านมาก โดยที่ผมไม่รู้เรื่อง และจำชื่อคนเก่าแก่สมัยเราเป็นเด็กแทบไม่ได้เลย ผมเดาว่า เพราะผมเป็น introvert รวมทั้งเพราะผมไปชุมพรด้วยรถยนต์ของตนเองและไปกับภรรยา ทำให้ขาดการสังสรรค์กับคนอื่นๆ
สภาพของงานเลี้ยงญาติค่ำวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่ร้านครัวตาอ้อซีฟู้ด บอกผมว่า ผมได้เห็นสัจจะแห่งชีวิต ว่างานนี้เริ่มมาราวๆ ๓๐ ปี สมัยที่พ่อแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่ไปร่วมกินเลี้ยงด้วย สมัยนั้นพี่น้อง ๖ คนนัดแนะกันกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ เป็นงานเลี้ยงในหมู่พี่น้อง แล้วค่อยๆ ขยายสู่ญาติสนิทจำนวนน้อย
เมื่อพ่อแม่สิ้นชีวิต งานนี้ขยายเป็นทั้งงานทำบุญ และงานเลี้ยงรวมญาติ กลายเป็นงานเลี้ยง ๓ ครั้ง คือครั้งที่ ๑ ค่ำก่อนวันทำบุญ ครั้งที่ ๒ ที่วัดตอนทำบุญเลี้ยงพระเพล และครั้งที่ ๓ ตอนค่ำวันทำบุญ
ค่ำวันที่ ๒๔ ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า สภาพในงานเริ่มมีบทบาทของทายาทรุ่นที่ ๔ หากนับพ่อแม่เป็นรุ่นที่ ๑ คือรุ่นที่ ๔ เริ่มมีคนเข้าสู่วัยรุ่น มีตัวตนที่จะแสดงออก ที่จริงคนที่โตที่สุดในรุ่นเป็นหลานชายของน้องชายคนที่ ๓ (วิชิต พานิช) ที่คนโตเรียนจบปริญญาตรี และแต่งงานแล้ว และคนเล็กก็กำลังเรียนปริญญาตรีด้านเคมีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถัดมาเป็นหลานสาวของผมคือเยเช (นส. จินญาณา พานิช) กำลังเรียนชั้น ม. ๕ กับแม็ป (Moukthika Abburi) เรียนชั้น ม. ๓ ที่สิงคโปร์ ผมเกิดความคิดตั้งกลุ่ม Line ของทายาทตระกูลพานิชรุ่น ๔ เพื่อให้รู้จักกัน และได้พึ่งพาอาศัยกัน
ผมได้เรียนรู้สัจธรรมแห่งชีวิต ที่มีทั้งญาติพี่น้องที่ชีวิตเจริญก้าวหน้า และที่ชีวิตตกต่ำยากลำบาก คือติดยาเสพติดและขายยา มีคนที่เป็นโรคไบโพลาร์ ต้องกินยาคุมอาการด้านจิตใจ คนที่สูงอายุหลายคนเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ผมเป็นคนสูงอายุที่สุดและจัดว่าสุขภาพดีกว่าน้องชายสองสามคนถัดไป
จากการได้มีเวลาคุยกับน้องชาย นพ. วิชัย และคุณวิจัย ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวของญาติ และเรื่องที่ดินมรดก ที่ผมไม่ได้รับ และไม่สนใจ
ในภาพรวม ผมรู้สึกว่า แม้หมออมราจะอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้เลย แต่ครอบครัวผมที่มีลูก ๔ คน หลาน ๒ คน ก็นับว่ามีความมั่นคงดีมาก เมื่อมองไปในอนาคตเมื่อพี่น้องรุ่นผมจบชีวิตไปแล้ว แต่ลูกหลานฝ่ายผมไม่ค่อยได้ไปร่วมงานนี้ ทำให้ค่อนข้างห่างจากญาติพี่น้อง
วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๘
วันนี้เป็นวันทำบุญ ที่วัดหัวถนน ตำบลปากน้ำชุมพร เช่นเคย งานเริ่ม ๑๐ น. มีพี่น้องและญาติมาร่วมเกือบร้อยคน พิธีสวดเป็นไปตามปกติ พอ ๑๑ น. ก็เป็นพิธีเลี้ยงพระ และฆราวาสก็กินเลี้ยงกันเป็นมื้อที่สอง ผมนั่งโต๊ะญาติจากหลังสวน ที่ผมยกย่องเป็นมหากวีเอกแห่งหลังสวน เพราะแต่งกลอนได้ไพเราะ โดยอาชีพหลักเป็นทนายความ และกลุ่มลูกสาวอานวย (นายอำนวย พานิช) น้องชายของพ่อ
ก่อนพิธีมีเวลาสั้นๆ คุยกับหลานสาว (หลานตา) อายุ ๑๕ ปี เรียนชั้น ม. ๓ ที่พ่อแม่แยกกัน แม่เป็นครู โดยผมคุยเพื่อให้กำลังใจเด็ก เพราะสังเกตว่าเขานั่งแบบเหงาๆ ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ เล่นกันอย่างสนุกเมามัน ผมคิดแบบเข้าข้างตนเองว่า คำเสวนาแบบรับฟังและหนุนตัวตนของเขา จะเป็นคุณต่อชีวิตข้างหน้าของเขา
หลานชาย (หลานปู่) อายุ ๑๐ ปี เรียนชั้น ป. ๔ เป็นนักวาดรูป เตรียมวาดไว้ให้ปู่แต่ละคน ตนเองแต่งกายชุด บอกว่าตนมีโครงการค้นหาสมบัติใต้ดินที่ตึกตำบลท่ายาง ยินดีรับหุ้นส่วนมาลงทุน โดยตนเองพิจารณาและตัดสินเองว่าหากคุณย่าอี๊ดสมัครจะให้ ๑ หุ้น แต่กับปู่เล็กจะให้เงินพดด้วง ๒ อัน ส่วนปู่อ๊อดให้เบี้ย ๓ อัน
หลานสาว (หลานปู่) อายุ ๑๓ ปี เป็นสาวเต็มตัว เพิ่งไปทำงานที่งานแสดงหนังสือที่กรุงเทพ เมื่อปู่ไปคุยด้วย สอบถามประเด็นประทับใจ และข้อเรียนรู้ เธอตอบเร็งปร๋อ ฟังไม่ทัน ท่าทีเปลี่ยนจากตอนเป็นเด็กเป็นคนละคน
อาหารค่ำที่ร้านครัวไฟแดง ข้าวต้มโต้รุ่งซีฟู้ด อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ห่างจากโรงแรมเอเต้ราวๆ ๑๐๐ เมตร อาหารเป็นอาหารข้าวต้ม เราสั่งข้าวต้มมากิน อร่อยตามเคย รวมเป็นว่าอาหารเลี้ยงญาติ ๓ มื้อ สามแบบ อร่อยไปคนละแบบ ที่อร่อยไม่แพ้กัน คือการได้คุยกับหลานๆ ได้เรียนรู้จากคนต่างรุ่น ขนาดห่างกัน ๓ รุ่น อายุห่างกัน ๗๐+ปี
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ต.ค. ๖๘