นี่คือสุดยอดของเด็กดียอดกตัญญู ที่ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่รอคอยวาสนา แม้จะได้ทุนการศึกษาแล้ว ก็ยังรู้จักพึ่งพาตนเอง ได้ใจผู้ประสานงานอย่างผมไปเต็มๆ

๓ ปีมาแล้ว นับตั้งแต่ก่อนเกษียณเล็กน้อย ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของภาคเอกชน ที่เคยช่วยเหลือและสนับสนุนการบริหารจัดการในโรงเรียน ปีละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี

ผมได้นำเงินดังกล่าวเข้าระบบอิโดเนชั่น ตามคำแนะนำของเขตฯ แล้วนำไปใช้จัดจ้างครูอัตราจ้างชั่วคราวรายเดือน ปัจจุบันครูทุกคนที่ผ่านการทำงานจากเงินก้อนนี้ สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ทั้งหมดแล้ว

ต้องยอมรับเลยว่าเงินของภาคเอกชนท่านนี้ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จึงกลายเป็นเรื่องจริงผ่านจอเชิงประจักษ์ของผมที่จะเล่าต่อไปนี้ บันทึกไว้เป็นตำนานให้ลูกหลานและผู้ปกครองนักเรียนได้เล่าขานสืบไป

ในตอนนั้นผู้สนับสนุนเงินท่านนี้ ถามผมว่า “ผอ.ใกล้จะเกษียณแล้ว ช่วยประสานเรื่องทุนการศึกษาให้ผมสักหน่อยได้ไหม? ช่วยหาเด็กแบบไม่จำกัดจำนวน ผมจะให้ทุนการศึกษาทุกปี จนเรียนจบชั้นม.๖”

ผมสอบถามเงื่อนไขของทุนฯ ท่านบอกว่า”..ไม่เน้นยากจนมากนัก ขอเกรดเฉลี่ย ๓.๒ ขึ้นไป มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนและกตัญญูต่อครอบครัว ที่สำคัญจะต้องรู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร?และอนาคตต้องการจะมีอาชีพใด?”

นับเป็นโจทย์ที่ยากแท้หยั่งถึง ผมจึงหาเด็กได้แค่ ๕ คน และพอแต่เพียงเท่านี้ ไม่เคยคิดจะหาเพิ่มแต่อย่างใด

ถึงแม้ผมจะไว้วางใจตัวเอง และเชื่อมั่นในผู้สนับสนุน แต่ผมไม่ไว้วางใจเด็กสมัยนี้ สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้เลย ว่าจะออกหัวออกก้อย เด็กจะรักดีไปจนตลอดรอดฝั่งหรือไม่?

ผมเกษียณอายุราชการแล้ว ควรจะรับผิดชอบเรื่องแบบนี้แต่พอสมควร เกิดอะไรขึ้นมาจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผมมากเกินไป

หน้าที่หลักของผมหลังจากส่งรายชื่อเด็กให้ผู้ใหญ่ใจดีไปแล้ว ผมจะต้องส่งข้อมูลค่าใช้จ่ายของเด็กทุกรายการภาคเรียนละ ๑ ครั้ง แล้วนิเทศ ติดตาม และรายงานผลการเรียนของเด็ก ๕ คน ทุกภาคเรียน 

ส่วนเงินทุนการศึกษา เด็กจะเปิดบัญชีธนาคาร ผู้สนับสนุนหลักจะโอนเงินตรงไปที่เด็กเลย โดยไม่ต้องผ่านผม

เด็กในสังกัดของผม กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.๑ , ม.๓ (๒ คน) ม.๕ และ ม.๖ ทุนการศึกษาในภาคเรียนที่ผ่านมา อยู่ที่ ๓,๐๐๐ บาท - ๓๕,๐๐๐ บาท  เด็กที่เรียนชั้นม.๕ - ม.๖ ทุนค่อนข้างสูง เพราะเรียนห้องพิเศษ(Intensive English Program) 

เด็กทุกคนเรียนดีจนน่าใจหาย เกรดเฉลี่ย ๓.๕ - ๔.๐ ทุกเทอม จึงสร้างความสบายใจแก่ผมมิใช่น้อย

ผมหนักใจอยู่คนเดียว กับเด็กสาวที่อยู่ม.๖ ฐานะยากจนกว่าเพื่อน ตอนที่อยู่ ม.๔ พ่อเธอเสียชีวิตกะทันหัน ในงานศพผู้เป็นแม่กอดเธอและน้องอีก ๒ คน ร้องไห้กันระงม ผมจะไม่ช่วยก็กระไรอยู่

จึงถามเด็กว่าเรียนที่ไหน จบม.๖ แล้วจะไปต่อยังไง อยากจะมีอาชีพใดในอนาคต เด็กตอบผมอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าเรียนอยู่สายวิทย์ ในโรงเรียนประจำจังหวัด อยากเรียนต่อคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ เพื่อจะได้ทำงานในสถานฑูต

เด็กคนนี้ ตั้งแต่เรียนชั้นประถม จนใกล้จะจบมัธยมปลาย ทุกเย็นจะต้องขายพวงมาลัยที่ร้อยด้วยมือตัวเอง วันเสาร์อาทิตย์เพิ่มรอบเช้าในตลาดสด เพื่อแบ่งเบาภาระให้แม่ และยังช่วยดูแลน้องที่เรียนอยู่ชั้นม.๑ กับ ม.๓

นี่คือสุดยอดของเด็กดียอดกตัญญู ที่ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่รอคอยวาสนา แม้จะได้ทุนการศึกษาแล้ว ก็ยังรู้จักพึ่งพาตนเอง ได้ใจผู้ประสานงานอย่างผมไปเต็มๆ

ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๘ ที่ผ่านมามีความสำคัญกับเด็กที่จะต้องไปต่อ และสำคัญกับผมที่จะต้องร้องขอผู้ใหญ่ใจดี ให้ช่วยเกื้อหนุนต่อจนจบปริญญาตรีจะได้หรือไม่? ด้วยความวิตกกังวลเล็กน้อย ผมจึงต้องสอบถามผลการเรียน

เด็ก ม.๖ คนนี้ ส่งผลการเรียนมาให้ผมดู คุณพระช่วย!!! เธอสอบได้คะแนนภาษาอังกฤษที่เป็นพื้นฐานในการเรียนต่อ ทั้งวิชาฟัง พูด อ่าน เขียน ได้เกรด ๔  คณิตวิทย์ก็ ๔ เกรดเฉลี่ยจึงปรากฎค่าคะแนนที่ ๔.๐

วันนี้เธอส่งภาพที่กำลังขายพวงมาลัยกับน้องๆ มาให้ผม พร้อมบอกสั้นๆว่า “หนูจะสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์จุฬา(ภาษาอังกฤษ)ให้ได้ค่ะ ผอ.”  ผมน้ำตาแทบร่วง เธอต้องพยายามขนาดไหน ถึงจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ 

แน่นอนที่สุด ความยากจน..มิใช่ขีดจำกัดในการเรียนรู้ ผมจึงมิอาจนิ่งอยู่ได้ รีบส่งข้อมูลไปให้ผู้สนับสนุนหลักในทันที บุญบารมีและปาฏิหาริย์ใดๆ ได้โปรดดลบันดาลให้เธอได้พบหนทางแห่งความก้าวหน้าด้วยเถิด สาธุ…

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๑  ตุลาคม  ๒๕๖๘