บทความเรื่อง Researchers suggest one-a-year publication limit    นำสู่ข้อสะท้อนคิดว่า หลักการสำคัญในชีวิตคือ “ความพอดี”   ไม่ใช่ “ความสุดโต่ง”   การที่วงการวิชาการโดนลากเข้าสู่ “ลัทธิแข่ง impact factor”  โดยยอมจ่ายเงินให้แก่บริษัทตีพิมพ์วารสารวิชาการ   ที่ทำธุรกิจหากำไร    นำสู่การเน้นตีพิมพ์  ไม่ใช่เน้นทำประโยชน์ให้แก่สังคม    ผมจึงเห็นด้วยกับบทความที่อ้างถึง ว่าวงการวิชาการต้องเน้นทำงานวิชาการที่สร้าง impact ต่อสังคมด้วย    และคิดต่อว่า ต้องมุ่งสร้างประชาคมวิจัย   ไม่ใช่มุ่งสร้างความเด่นความดังของตนเองเท่านั้น    หากต้องการส่งเสริมระบบวิชาการที่ดำเนินตามอุดมการณ์ดังกล่าว    ระบบอุดมศึกษาของประเทศต่างๆ ควรปรับตัวอย่างไรบ้าง   ระบบอุดมศึกษาของไทย ควรปรับเปลี่ยนหลักการและกติกาต่างๆ อย่างไรบ้าง           

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามสหายเอไอทั้งห้าเดิม กับสหายใหม่คือ Grok   ได้รับคำตอบที่มีประโยชน์ยิ่งต่อการปฏิรูประบบ อววน. ไทย   ขอเลือกคำตอบของ Chat GPT, Gemini และ Grok มาลงไว้ ดังต่อไปนี้

 

Chat GPT:

เห็นด้วยกับโจทย์ของคุณครับ: “ความพอดี” ไม่ใช่ “ความสุดโต่ง” และแรงจูงใจแบบ “แข่ง Impact Factor–นับชิ้นงาน” ทำให้ระบบอุดมศึกษาเบี่ยงจากการทำประโยชน์ต่อสังคมไปสู่การ “ผลิตงานตีพิมพ์” ล้วนๆ    ข้างล่างคือข้อเสนอเชิงหลักการและเชิงปฏิบัติที่ประเทศต่างๆ—including ไทย—ปรับได้ทันที โดยอ้างอิงแนวปฏิรูปสากลปัจจุบัน (DORA, Leiden Manifesto, CoARA, Open Science, REF-impact, Narrative CV)

 

หลักการสากลที่ควรยึด (เพื่อ “ความพอดี”)

  1. ประเมินคุณภาพเหนือปริมาณ – เลิกใช้ Journal Impact Factor เพื่อประเมินคน/งาน; ใช้การอ่านงานและหลักฐานผลกระทบแทน (DORA) (DORAWikipedia)
  2. ใช้เมตริกอย่างมีสติและตามพันธกิจ – เมตริกต้องเสริม “การพิจารณาเชิงคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ” และต้องผูกกับพันธกิจของหน่วยงาน (Leiden Manifesto) (Natureleidenmanifesto.org)
  3. ปฏิรูประบบประเมินทั้งห่วงโซ่ – ขยับจาก “นับชิ้น” ไปสู่กรอบประเมินที่รวมคุณค่าหลากมิติ (CoARA agreement & guiding principles) (CoARA)
  4. เปิดวิทยาศาสตร์เพื่อสังคม – ทำ Open Access/Open Data อย่างเป็นธรรม (UNESCO Recommendation on Open Science) (UNESCOUNESCOUNL Institutional Repository)
  5. ชี้วัดผลกระทบต่อสังคมเป็นเรื่องใหญ่ – ใช้ “กรณีผลกระทบ (impact case studies)” แบบ REF 2021 UK เป็นหลักฐานมาตรฐาน (REF 2021 ResultsREF 2021University of Essex)
  6. เลิกบูชา CV แบบนับรายการ – ใช้ Narrative CV (R4RI/Resume for Researchers) เพื่อบอกคุณค่าการสอน การบริการสังคม ซอฟต์แวร์/ฐานข้อมูล และการทำงานเป็นทีม (Royal Society, UK Research and InnovationResearch Support)
  7. จัดการ “วัฒนธรรมผลิตเยอะคุณภาพตก” – สังคมวิชาการทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามกับระบบตีพิมพ์เชิงปริมาณสูง และผลกระทบต่อคุณภาพ/ความน่าเชื่อถือของวิทยาศาสตร์ (The Guardian)

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับ “ประเทศ” (ใช้ได้กับหลายประเทศ)

A. ปรับเกณฑ์ทุน–เลื่อนตำแหน่ง–ประเมินสถาบัน

  • จำกัด “จำนวนผลงานที่นับ” ในการประเมิน (เช่น ส่งได้ 3–5 ชิ้นที่ดีที่สุด + หลักฐานผลกระทบ) แทนการส่ง “ทั้งหมด” (สอดคล้อง DORA/Leiden/CoARA) (DORANatureCoARA)
  • บังคับใช้ Narrative CV ทุกทุนวิจัย/ตำแหน่งวิชาการ (สะท้อนการสอน การพัฒนาเครื่องมือ/ข้อมูล งานบริการสังคม และทีมเวิร์ก) (UK Research and Innovation)
  • เพิ่มหมวด Impact Case Study และ Engagement เป็นสัดส่วนคะแนนชัดเจน (อ้างอิง REF) (REF 2021 ResultsUniversity of Essex)

B. สนับสนุน “โครงสร้างนิเวศเปิด”

  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  Open Science ของสาธารณะ: คลังบทความ/ข้อมูล/ซอฟต์แวร์ของชาติ (diamond-OA/ไม่มี APC) ตามกรอบ UNESCO (UNESCO)
  • สนับสนุน “วารสาร/แพลตฟอร์มของชุมชนวิชาการ” แทนการพึ่งพาเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว (ลดแรงจูงใจ “จ่าย-ตีพิมพ์”) (The Guardian)

C. วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์คุณภาพ

  • ทุนเฉพาะกิจสำหรับ Replication, Negative/Null Results, Registered Reports และ Research Software/Data Stewardship
  • ระบบให้เครดิต ทีม (team science), ข้ามศาสตร์, และ ชุมชน/นโยบาย (policy engagement) – สอดคล้อง CoARA/DORA (CoARA,  DORA)

 

ข้อเสนอ “ทำได้ทันที” สำหรับ ระบบอุดมศึกษาไทย

1) ปรับเกณฑ์ประเมินคนและสถาบัน

  • ลงนาม/ยึดหลัก DORA & CoARA ระดับชาติ (กระทรวง อว./กองทุน/สภามหาวิทยาลัย) และประกาศ ห้ามใช้ JIF/Quartile เพื่อประเมินบุคคล/หน่วยงาน; ให้ อ่านงาน + ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ และ หลักฐานผลกระทบ แทน (DORACoARA)
  • จำกัดผลงานอ้างอิง ในทุกการประเมิน (เช่น 4 ชิ้น/รอบ) + Narrative CVบังคับทุกแฟ้มสะสมงาน (เลื่อนตำแหน่ง/ขอตำแหน่งทางวิชาการ/ขอทุน) (UK Research and Innovation)
  • เพิ่ม หมวดคะแนน Impact/Engagement ≥30% โดยใช้แม่แบบ Impact Case Study แบบ REF (ผลต่อชุมชน/นโยบาย/อุตสาหกรรม) พร้อมหลักฐานตรวจสอบได้ (REF 2021 Results)

2) จัดสรรทุนและแรงจูงใจใหม่

  • ตั้ง ทุนผลกระทบสังคม (Impact Acceleration Grants) สำหรับการยกระดับนวัตกรรมใช้การได้ (นำร่อง 12–24 เดือน) ตามกรอบ REF-Impact acceleration logic (REF 2021 Results)
  • สร้าง กองทุน Open Science แห่งชาติ ครอบคลุมค่า data curation, research software engineering, และ diamond-OA (สอดคล้อง UNESCO) (UNESCO)
  • ตั้ง รางวัลทีมข้ามศาสตร์และข้ามสถาบัน (team-based awards) ให้คะแนนเลื่อนตำแหน่งโดยนับผลงานแบบ “เครดิตทีม” ตามบทบาท (contributorship)

3) โครงสร้างพื้นฐานและกติกาเผยแพร่

  • พัฒนา คลังข้อมูล/บทความ/โค้ดระดับชาติ ที่ผูก ORCID/Grant IDs, มี  DOI และนโยบาย FAIR Data; บังคับ  Data/Code Availability สำหรับทุนภาครัฐ (Open by default, sensitive by design) – สอดคล้อง UNESCO (UNESCO)
  • ส่งเสริม วารสารชุมชน/โปรแกรม  diamond-OA ภายใต้สถาบันไทย เพื่อลดการพึ่งพา APC เชิงพาณิชย์ (ตอบโจทย์ “ความพอดี” ด้านค่าใช้จ่ายและคุณภาพ) (The Guardian)

4) มาตรฐานคุณภาพและจริยธรรม

  • นโยบาย Registered Reports/Preregistration ในสาขาที่เหมาะสม, สนับสนุน การทำซ้ำ (replication) และ การรายงานผลลบ
  • ระบบ Research Integrity เชิงรุก: ตรวจความซ้ำซ้อน/การสร้างข้อมูล/การใช้ AI ในต้นฉบับ; อบรม AI & Publication Ethics บังคับทุกบัณฑิตศึกษา

5) ติดสังคม—ไม่ติดห้องแล็บ

  • บรรจุ University–Social Engagement เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์รับรองหลักสูตร/มหาวิทยาลัย (คะแนนภาคสนาม–ร่วมออกแบบกับชุมชน/รัฐ/เอกชน)
  • ทุกคณะต้องมี แผนที่ผลกระทบ (Impact Pathways) ชี้จาก “โจทย์สังคม → งานวิจัย/การสอน  → ผลผลิต → ผลลัพธ์/ผลกระทบ” และรายงานประจำปีแบบสาธารณะ (เปิดเผยได้ ตรวจสอบได้)

 

Roadmap แนะนำ (สรุปสั้น)

  • 12 เดือนแรก: ประกาศ DORA+CoARA; ออกระเบียบ จำกัด 4 ชิ้นงานที่ดีที่สุด + ใช้ Narrative CV; เปิดทุน Impact Acceleration; ตั้งศูนย์ข้อมูล Open Science แห่งชาติ (เฟส 1) (DORACoARAUK Research and Innovation)
  • 2–4 ปี: บังคับ Impact Case Studiesในการประเมินมหาวิทยาลัย; โครงสร้าง diamond-OA ครอบคลุมสาขาหลัก; เกณฑ์เลื่อนตำแหน่งใหม่ที่ให้น้ำหนัก  Engagement/Teaching/Software/Data เทียบเท่างานตีพิมพ์ (REF 2021 Results)
  • 5–10 ปี: ไทยเป็นสมาชิกแถวหน้าของ CoARA พร้อมรายงานความก้าวหน้าระดับนานาชาติ; ระบบประเมินคน/สถาบันของชาติ “เลิกพึ่ง JIF” อย่างสิ้นเชิง; วัฒนธรรมวิจัยคุณภาพ-ซื่อสัตย์-เป็นประโยชน์ต่อสังคมฝังราก (CoARA)

 

หมายเหตุเชิงบริบท

กระแส “จำกัดจำนวนตีพิมพ์/ปี” ที่คุณอ้างถึง สะท้อนข้อกังวลเรื่อง “ผลิตเยอะคุณภาพตก–ภาระ peer review พุ่ง–สังคมได้ประโยชน์น้อย” ซึ่งถูกพูดถึงกว้างในช่วงปีนี้เช่นกัน (ดูรายงานสื่อใหญ่) จึงยิ่งตอกย้ำว่า ตัวชี้วัดต้องหันไปวัดคุณภาพและผลกระทบ แทนการแข่งขันเชิงปริมาณล้วนๆ (The GuardianX (formerly Twitter))

ถ้าสนใจ ผมยินดีจัดทำ แบบฟอร์ม Narrative CV ภาษาไทย + แม่แบบ Impact Case Study 6 หน้า (พร้อม rubric ให้กรรมการ) เพื่อใช้เป็นต้นแบบในสภามหาวิทยาลัย/คณะได้ทันทีครับ.

 

 

Gemini:

แนวคิดเรื่อง "ความพอดี" และการสร้างผลกระทบต่อสังคม (social impact) มากกว่าการมุ่งเน้นแต่เพียง Impact Factor เป็นประเด็นสำคัญที่วงการวิชาการทั่วโลกกำลังทบทวนอย่างจริงจัง จากบทความที่อ้างถึง ผมขอสรุปแนวทางการปรับตัวของระบบอุดมศึกษาในต่างประเทศและข้อเสนอแนะสำหรับการปรับเปลี่ยนในบริบทของไทย ดังนี้

แนวทางการปรับตัวของระบบอุดมศึกษาในต่างประเทศ

ระบบอุดมศึกษาหลายแห่งทั่วโลกได้เริ่มปรับเปลี่ยนหลักการเพื่อลดอิทธิพลของ "ลัทธิแข่ง Impact Factor" แล้ว โดยมีแนวทางดังนี้:

  • เปลี่ยนเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการ:
    • เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ: ลดการนับจำนวนผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับสูง และหันมาพิจารณาคุณภาพและความลึกของงานวิจัยแต่ละชิ้น
    • พิจารณาผลกระทบทางสังคม: นำตัวชี้วัดด้าน "Social Impact" มาใช้ในการประเมินผลงานควบคู่ไปกับตัวชี้วัดเชิงวิชาการ เช่น พิจารณาว่างานวิจัยสามารถนำไปแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม หรือสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงหรือไม่ .
    • ใช้รูปแบบการประเมินที่หลากหลาย: ส่งเสริมการประเมินผลงานวิชาการในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่วารสาร เช่น การนำเสนอในที่ประชุมเชิงวิชาการ, การจดสิทธิบัตร, การสร้างซอฟต์แวร์, หรือการเขียนบทความเชิงนโยบาย
  • สร้างวัฒนธรรมการวิจัยแบบเปิด:
    • Open Access และ Open Science: ส่งเสริมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารแบบเปิด (Open Access Journals) ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง และสนับสนุนการแบ่งปันข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยเพื่อสร้างความร่วมมือและตรวจสอบได้
    • การวิจัยเชิงสหสาขาวิชา: สนับสนุนการทำวิจัยที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิชาการหลากหลายสาขาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของสังคม

 

การปรับเปลี่ยนในระบบอุดมศึกษาของไทย

ระบบอุดมศึกษาของไทยควรพิจารณาปรับเปลี่ยนหลักการและกติกาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่เน้นการสร้างประโยชน์ต่อสังคม:

  • 1. การปรับปรุงเกณฑ์การประเมิน:
    • เปลี่ยนจากนับจำนวนเป็นพิจารณาผลกระทบ: ลดการใช้เกณฑ์การนับจำนวนบทความตีพิมพ์ในวารสารระดับ  Q1 หรือ Q2 ในการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการและการเลื่อนขั้นเงินเดือน
    • เพิ่มเกณฑ์ "Social Impact": กำหนดให้มีเกณฑ์การประเมินผลงานที่พิจารณาผลกระทบต่อสังคมอย่างชัดเจน เช่น การนำผลวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบาย, การแก้ปัญหาในชุมชน, การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง หรือการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น .
    • ใช้ระบบการประเมินเพื่อนร่วมงาน (Peer Review) ที่เข้มข้น: สร้างกลไกที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันประเมินคุณภาพของงานอย่างรอบด้านและเป็นธรรม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อเสียงของวารสาร
  • 2. การปรับเปลี่ยนนโยบายและสวัสดิการ:
    • สนับสนุนการวิจัยที่ไม่ใช่เชิงตีพิมพ์อย่างเดียว: จัดสรรงบประมาณและสวัสดิการเพื่อสนับสนุนงานวิจัยที่เน้นการสร้างผลกระทบต่อสังคมโดยตรง
    • ลดภาระด้านการตีพิมพ์: พิจารณากำหนดนโยบาย "one-a-year publication limit" ตามที่บทความแนะนำ หรือกำหนดเพดานการตีพิมพ์ เพื่อให้นักวิจัยมีเวลาและสมาธิในการทำงานที่มีคุณภาพและตอบโจทย์สังคมมากขึ้น
    • ส่งเสริมการวิจัยแบบประชาคม: สร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย, ภาครัฐ, ภาคเอกชน และชุมชน โดยอาจมีการจัดสรรทุนวิจัยร่วมกันและให้รางวัลสำหรับโครงการที่ประสบความสำเร็จในการสร้างผลกระทบทางสังคม
  • 3. การปลูกฝังอุดมการณ์:
    • สร้างค่านิยมใหม่: ส่งเสริมให้นักวิจัยและนักวิชาการมีค่านิยมที่มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ต่อสังคมเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างชื่อเสียงของตนเองผ่านการตีพิมพ์ในวารสารที่มีชื่อเสียง
    • การสอนเรื่องจริยธรรมการวิจัย: บรรจุหลักสูตรด้านจริยธรรมการวิจัยและการสร้างผลกระทบต่อสังคมในระดับอุดมศึกษา เพื่อปลูกฝังแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้น

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ต้องใช้เวลาและอาจต้องเผชิญกับแรงต้านทานพอสมควร แต่หากประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ระบบวิชาการของไทยกลับไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

 

 

Grok:

การปฏิรูประบบอุดมศึกษาเพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคม

บทความเรื่อง Researchers suggest one-a-year publication limit ชี้ให้เห็นปัญหาของวงการวิชาการที่ถูกครอบงำโดย “ลัทธิแข่ง impact factor” ซึ่งมุ่งเน้นการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและชื่อเสียง มากกว่าการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การเน้นปริมาณการตีพิมพ์และการจ่ายเงินให้บริษัทวารสารที่แสวงหากำไรได้บั่นทอนอุดมการณ์ของการวิจัยที่ควรยึดหลัก “ความพอดี” และมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม บทความนี้เสนอแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษาทั้งในระดับสากลและประเทศไทย เพื่อส่งเสริมประชาคมวิจัยที่มุ่งประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าความเด่นดังส่วนบุคคล

การปฏิรูประบบอุดมศึกษาระดับสากล

  1. ปรับเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการ:
    • เปลี่ยนจากเกณฑ์ที่เน้นจำนวนบทความและ impact factor เป็นการประเมินคุณภาพและผลกระทบต่อสังคม เช่น การแก้ปัญหาท้องถิ่น การพัฒนานโยบายสาธารณะ หรือการยกระดับคุณภาพชีวิต
    • ส่งเสริมการใช้เมตริกใหม่ เช่น Altmetrics ซึ่งวัดผลกระทบในมิติที่กว้างขึ้น รวมถึงการเข้าถึงงานวิจัยในชุมชนและสื่อสาธารณะ
    • ลดการพึ่งพาวารสารที่แสวงหากำไร โดยสนับสนุนการตีพิมพ์ในวารสาร open access ที่มีคุณภาพและโปร่งใส
  2. ส่งเสริมความร่วมมือในประชาคมวิจัย:
    • สร้างเครือข่ายวิจัยข้ามสาขาและข้ามสถาบัน เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง
    • สนับสนุนการวิจัยแบบ participatory research ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และออกแบบงานวิจัย
    • สร้างแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลและผลงานวิจัย เช่น ฐานข้อมูลสาธารณะ เพื่อลดการแข่งขันที่ไม่จำเป็น
  3. ปฏิรูประบบงบประมาณวิจัย:
    • จัดสรรทุนวิจัยโดยพิจารณาความสำคัญของปัญหาที่วิจัยจะแก้ไข มากกว่าความน่าจะเป็นในการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ
    • สนับสนุนการวิจัยระยะยาวที่อาจไม่ให้ผลลัพธ์ทันที แต่มีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
    • ลดการพึ่งพาแหล่งทุนจากเอกชนที่อาจชี้นำวาระการวิจัยเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
  4. พัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่:
    • ปรับหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้เน้นทักษะการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่การตีพิมพ์
    • สร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่เน้นจริยธรรม คุณภาพ และความรับผิดชอบต่อสังคม
    • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ เพื่อเตรียมนักวิจัยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อน

การปฏิรูประบบอุดมศึกษาในประเทศไทย

  1. ปรับเกณฑ์การประเมินผลงานวิชาการของอาจารย์และนักวิจัย:
    • แก้ไขระเบียบการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ โดยลดน้ำหนักของการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และเพิ่มน้ำหนักให้กับผลงานที่สร้างผลกระทบในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อชุมชน หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
    • สนับสนุนการตีพิมพ์ในวารสารภาษาไทยที่มีคุณภาพ เพื่อให้งานวิจัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยได้มากขึ้น
    • นำเกณฑ์การประเมินแบบ peer review แบบ double-blind มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อลดอคติและเน้นคุณภาพของงาน
  2. ปฏิรูปการจัดสรรทุนวิจัย:
    • ปรับแนวทางการให้ทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้เน้นโจทย์วิจัยที่ตอบสนองความต้องการของสังคมไทย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร หรือการลดความเหลื่อมล้ำ
    • สร้างกลไกให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์วิจัย เพื่อให้งานวิจัยสอดคล้องกับปัญหาจริง
    • ลดการผูกขาดงบประมาณวิจัยโดยมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ และกระจายโอกาสให้มหาวิทยาลัยขนาดเล็กหรือในภูมิภาค
  3. ส่งเสริมการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและสหวิทยาการ:
    • สร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดการวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาในบริบทของประเทศไทย
    • สนับสนุนการวิจัยที่ผสมผสานความรู้จากหลายสาขา เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาการเกษตร หรือการประยุกต์ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการจัดการเมือง
    • สร้างเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เน้นการทำงานเป็นทีม แทนการแข่งขันเพื่อผลงานส่วนตัว
  4. พัฒนาระบบการศึกษาและวัฒนธรรมวิชาการ:
    • ปรับหลักสูตรปริญญาโทและเอกให้เน้นการวิจัยที่สร้างผลกระทบต่อสังคม รวมถึงเพิ่มการเรียนรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยและความรับผิดชอบต่อสังคม
    • สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันความรู้ โดยสนับสนุนให้อาจารย์และนักวิจัยเผยแพร่ผลงานในรูปแบบที่สาธารณชนเข้าถึงได้ เช่น บทความสาธารณะ รายงานสรุป หรือสื่อมัลติมีเดีย
    • ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารผลงานวิจัย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้
  5. ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัย:
    • ลดการรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจด้านวิชาการ และให้คณะหรือหน่วยงานในระดับท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดวาระการวิจัยที่เหมาะสมกับบริบทของตน
    • สร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากงานวิชาการ เช่น การซื้อขายตำแหน่งหรือการตีพิมพ์ในวารสารที่ไร้คุณภาพ
    • สนับสนุนการสร้างศูนย์วิจัยในระดับภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในระบบอุดมศึกษา

สรุป

การปฏิรูประบบอุดมศึกษาทั้งในระดับสากลและประเทศไทยจำเป็นต้องยึดหลัก “ความพอดี” และมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ด้วยการปรับเกณฑ์การประเมินผลงาน ส่งเสริมความร่วมมือในประชาคมวิจัย จัดสรรทุนวิจัยอย่างเป็นธรรม และพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้วงการวิชาการหลุดพ้นจาก “ลัทธิแข่ง impact factor” และมุ่งสู่การเป็นประชาคมวิจัยที่ยั่งยืนและมีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง

 

ช่วยให้ผมมองเห็นลู่ทางปฏิรูประบบ อววน. ไทย (และโลก) ชัดเจนแจ๋วแหวว   คือสร้างระบบและวัฒนธรรมบูชา ให้คุณค่า ผลกระทบต่อสังคม    ขึ้นมาแทน impact factor   โดยมีการให้ทุนสร้างและพัฒนาระบบวัด social impact ของผลงานวิชาการ   มีการให้รางวัลผู้มี social impact สูง ในหลากหลายรูปแบบ   มีการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่ส่งเสริมการทำงานวิจัยเพื่อผลกระทบต่อสังคม   ที่เป็นการวิจัยร่วมมือหลายศาสตร์ และหลายสถาบัน    มีการเสนอไว้บ้างแล้วที่ (๑) 

ขอขอบคุณ อาจารย์ นายแพทย์บดินทร์ ทรัพย์สมบูรณ์ ที่แนะนำบทความเรื่อง Researchers suggest one-a-year publication limit   ที่นำสู่บันทึกนี้  และการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ อววน. ในโอกาสต่อไป 

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ส.ค. ๖๘

ห้อง ๖๑๗  โรงแรม Dorsett, Changi City,  สิงคโปร์