ว่าด้วยความยุ่ง

ชฏาสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๓. ชฏาสูตร

ว่าด้วยความยุ่ง

             [๒๓] เทวดาทูลถามว่า

                          หมู่สัตว์ยุ่งทั้งภายใน ยุ่งทั้งภายนอก

                          ถูกความยุ่งพาให้นุงนังแล้ว ข้าแต่พระโคดม

                          เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า

                          ใครพึงแก้ความยุ่งนี้ได้

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          นรชนผู้มีปัญญา เห็นภัยในสังสารวัฏ

                          ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญา (เจริญจิตและปัญญา หมายถึงเจริญสมาธิและวิปัสสนา)

                          มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร

                          นั้นพึงแก้ความยุ่งนี้ได้

                          บุคคลเหล่าใดกำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว

                          บุคคลเหล่านั้นสิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์

                          พวกเขาแก้ความยุ่งได้แล้ว

                          นาม (นาม หมายถึงอรูปขันธ์ ๔ (คือ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ)) ก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาก็ดี

                          รูปสัญญาก็ดี (ปฏิฆสัญญา หมายถึงกามภพ รูปสัญญา หมายถึงรูปภพ) ดับไม่เหลือในที่ใด

                          ความยุ่งนั้นก็ย่อมขาดหายไปในที่นั้น

ชฏาสูตรที่ ๓ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก 

อรรถกถา สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓

ชฏาสูตรที่ ๓

อรรถกถาชฏาสูตรที่ ๓

            ก็ตัณหานี้นั้น เทพบุตรเรียกว่า ชัฏ (แปลว่ารก) ทั้งภายใน ชัฏทั้งภายนอก เพราะเกิดขึ้นในบริขารของตนและบริขารของผู้อื่น ทั้งในอัตภาพของตนและอัตภาพของผู้อื่น ทั้งในอายตนะภายในและอายตนะภายนอก. หมู่สัตว์ยุ่งเหยิงแล้วด้วยชัฏ คือตัณหานั้นอันเกิดขึ้นอย่างนี้. เทพบุตรนั้นทูลถามว่า ใครพึงถาง คือใครสามารถเพื่อจะถางชัฏ (ตัณหา) อันรกรุงรังซึ่งตั้งอยู่ในโลกธาตุทั้ง ๓ นี้ได้.

            พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อันเทวดาทูลถามถึงชัฏคือตัณหาที่ผูกพันนระไว้ พระองค์จึงเริ่มคำว่า ศีล มิได้ทูลถามอย่างอื่น ก็มิได้ตรัสอย่างอื่น. เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงศีลในที่นี้ ก็เพื่อทรงแสดงถึงที่พึ่งของนระผู้ถางชัฏ คือตัณหาที่ผูกพันไว้. ยังสมาธิและปัญญาให้เจริญอยู่. ภิกษุอาศัยแผ่นดินคือศีล แล้วยกศาสตราคือวิปัสสนาปัญญาอันตนลับดีแล้วด้วยศิลาคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริยปัญญาอันกำลังคือความเพียร ประคับประคองแล้ว พึงถาง พึงตัด พึงทำลายซึ่งชัฏคือตัณหาอันประจำอยู่ในสันดานแห่งตนนั้นแม้ทั้งหมด เปรียบเหมือนบุรุษผู้ยืนบนแผ่นดินยกศาสตราอันตนลับดีแล้ว พึงถางกอไผ่ใหญ่ ฉะนั้น. ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งย่อมขาดไปในที่นั้น คือว่าตัณหาอันเป็นเครื่องยุ่งเหยิงนี้ ย่อมขาดไปในที่เป็นที่สิ้นสุดลงแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ คือว่าอาศัยพระนิพพานแล้วย่อมขาด ย่อมดับไป ดังนี้ นี้เป็นอรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้แล.


               จบอรรถกถาชฏาสูตรที่ ๓               
               -----------------------------------------------------