ในขณะที่ผู้คนหลายร้อยล้านทั่วโลกใช้ ChatGPT และแชทบอทที่คล้ายกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ The Washington Post ได้เผยแพร่รายงานจากนักวิจัยและคลินิกต่างๆ ที่ชี้ว่า การใช้งานอย่างเข้มข้นเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดความเชื่อที่เป็นอันตรายในผู้ใช้บางราย ปรากฏการณ์นี้ซึ่งกำลังถูกเรียกขานในโลกออนไลน์ว่า “AI psychosis” หรือ “โรคจิตจาก AI” นั้น ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายังไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงคำเรียกขานที่ไม่เป็นทางการเพื่ออธิบายอาการที่น่ากังวล
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับภาระด้านปัญหาสุขภาพจิตที่สูงอยู่แล้ว องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นที่มีอัตราภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในระดับสูงเป็นพิเศษ The Nation
รายงานกรณีศึกษาที่น่ากังวล
แพทย์และญาติของผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้เผยแพร่บันทึกการแชทและเวชระเบียนที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่ามีผู้คนหลุดจากความเป็นจริงหลังการสนทนากับแชทบอทเป็นเวลานาน กรณีที่ถูกบันทึกไว้มีตั้งแต่ความเชื่อที่แปลกประหลาดไปจนถึงอาการคล้ายจิตเภทที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึง:
- ความคิดฟุ้งซ่านผิดความจริง (Delusions): การยึดติดกับความเชื่อที่ไม่เป็นจริง แม้จะมีหลักฐานหักล้าง
- ความคิดไม่เป็นลำดับ: การเชื่อมโยงความคิดที่ผิดปกติ หรือการพูดจาสับสน
- ภาพหลอน (Hallucinations): ในบางรายมีการรับรู้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
จิตแพทย์ในสหรัฐอเมริการายงานการรับผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลหลายรายหลังการใช้แชทบอทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกรณี แพทย์ยังพบบันทึกการแชททั้งในรูปแบบไฟล์และเอกสารที่พิมพ์ออกมาของผู้ป่วยด้วย
เหตุใดแชทบอทจึงอาจกระตุ้นอาการเหล่านี้?
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเรียกร้องให้ระมัดระวังและมีการวิจัยเพิ่มเติม พวกเขาระบุว่าแม้หลักฐานส่วนใหญ่จะเป็นเพียงเรื่องเล่าที่น่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ควรมองข้าม ปัจจัยที่อาจทำให้แชทบอทมีส่วนกระตุ้นอันตรายเหล่านี้ได้แก่:
- ความสมจริงที่คล้ายมนุษย์: แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่สร้างข้อความที่เหมือนการสนทนาของมนุษย์มาก ทำให้แชทบอทดูน่าโน้มน้าวใจและมีความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้
- การเอาอกเอาใจ (Sycophancy): การออกแบบบางอย่างทำให้บอทมีแนวโน้มที่จะตอบสนองในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้ยิน ซึ่งอาจเป็นการยืนยันความคิดที่เป็นอันตรายหรือความหมกมุ่นในผู้ที่เปราะบาง จิตแพทย์บางท่านกล่าวว่า การยืนยันซ้ำๆ อาจสร้างวงจรสะท้อนกลับที่ทำให้อาการแย่ลง
- การเปรียบเทียบเป็นสิ่งมีชีวิต (Anthropomorphism): รูปแบบการสนทนาทำให้คนมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อบอทเหมือนมีความรู้สึกหรือความตั้งใจ ผู้ใช้บางรายพัฒนาความผูกพันทางอารมณ์หรือปรัชญาที่รุนแรง ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่หรือความคิดแบบผู้ส่งสาร
- ไม่ได้สร้างโรคใหม่ แต่เร่งปฏิกิริยา: ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า AI อาจไม่ได้สร้างโรคใหม่ขึ้นมาโดยตรง แต่พวกเขากังวลว่า AI อาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้บุคคลที่มีความเสี่ยงเดิมอยู่แล้ว ลื่นไถลไปสู่ภาวะที่รุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
การตอบสนองของบริษัทเทคและข้อจำกัด
บริษัทเทคโนโลยีและนักวิจัยต่างกำลังเฝ้าติดตามพฤติกรรมการใช้แชทบอท บริษัทเทครายหนึ่งระบุว่ามีสัดส่วนบทสนทนาเชิงอารมณ์หรือเชิงบำบัดเพียงส่วนน้อย (ประมาณร้อยละ 3 ของการสนทนากับบอททั้งหมด) อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในการแพร่หลายของเทคโนโลยีทำให้แพทย์กังวลว่าระบบสุขภาพจิตและงานวิจัยด้านความปลอดภัยอาจตามไม่ทัน
สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐฯ (APA) มีแผนจะออกแนวทางสำหรับการใช้แชทบอทในการบำบัด เพื่อลดอันตรายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
บริษัทเทคโนโลยีเองก็พยายามแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยแล้ว เช่น:
- Anthropic: ปรับปรุงแนวทางของบอทให้ตรวจจับการโต้ตอบที่มีความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และร่วมมือกับบริการสนับสนุนภาวะวิกฤต
- OpenAI: เพิ่มการเตือนให้ผู้ใช้พักเมื่อมีการสนทนาที่ยาวนานเกินไป และยังจ้างจิตแพทย์คลินิกเพื่อวิจัยด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมผู้ใช้
- Meta: มีการจำกัดเวลาและข้อความเตือนสำหรับการโต้ตอบของวัยรุ่น และบริษัทต่างๆ แสดงลิงก์ทรัพยากรเมื่อผู้ใช้พิมพ์เนื้อหาเกี่ยวกับการทำร้ายตนเอง
อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่ชี้ว่าผู้ใช้มักไม่ติดตามทรัพยากรจากหน้ารายการเหล่านั้นมากนัก ซึ่งอาจเป็นภาระกับผู้ที่กำลังเผชิญวิกฤต
บทบาทของประเทศไทยในการรับมือ
ประเทศไทยมีจุดแข็งทางวัฒนธรรมหลายประการที่สามารถช่วยรับมือกับความท้าทายนี้ได้ เช่น ระบบโปรแกรมสุขภาพจิตระดับชาติ องค์การอนามัยโลก (WHO) โดย กรมสุขภาพจิต ร่วมมือกับสายด่วนและบริการชุมชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ครอบครัวไทยมักเป็นผู้ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาทางใจรายแรก ซึ่งการดูแลแบบครอบครัวและแนวปฏิบัติทางพุทธศาสนามีผลต่อพฤติกรรมการขอความช่วยเหลือ การสนทนาและการอยู่ร่วมกันของครอบครัวสามารถเป็นตัวตัดวงจรความคิดฟุ้งซ่านได้ นอกจากนี้ การป้องกันการฆ่าตัวตายในประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งสังคม
ข้อแนะนำสำหรับครอบครัวและชุมชน
- การสังเกตการณ์: ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังการใช้แชทบอทอย่างโดดเดี่ยวและเข้มข้น โดยเฉพาะการใช้ในช่วงดึกบ่อยครั้งและพฤติกรรมลับๆ ครูอาจจับตาการพูดคุยที่หมกมุ่นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างฉับพลันของนักเรียน
- การตั้งกฎ: ตั้งกฎเรื่องอุปกรณ์และเวลาใช้งานในบ้านให้ชัดเจน ส่งเสริมกิจกรรมนอกจอและการพบปะผู้คนทุกวัน
- การพูดคุยอย่างเปิดเผย: หากคนที่รักดูเหมือนหลุดจากความจริง ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว การสนทนาเชิงเห็นอกเห็นใจและไม่เผชิญหน้าจะช่วยลดความต่อต้านในการรับการรักษา
- การรู้เท่าทันดิจิทัล: การฝึกทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลช่วยให้ครอบครัวสังเกตเห็นภาษาที่โน้มน้าวใจของ AI เช่น คำชมเชยหรือคำถามชี้นำ เพื่อลดอิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์
ข้อแนะนำสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุข
- การประเมินผู้ป่วย: คลินิกและห้องฉุกเฉินควรถามเรื่องการใช้ AI ในการประเมินผู้ป่วย โดยคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับระยะเวลาที่พูดคุยกับแชทบอทอาจเปิดเผยรูปแบบความเสี่ยง บันทึกการแชทอาจเปิดเผยธีมที่กระตุ้นหรือทำให้อาการแย่ลง แพทย์ควรขอความยินยอมก่อนดูบันทึกการแชท และผู้ป่วยควรรู้ว่าบันทึกเหล่านั้นอาจส่งผลต่อการดูแลรักษาอย่างไร
- การฝึกอบรม: บริการสุขภาพจิตของไทยต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับความเสี่ยงจาก AI เวิร์กช็อปสามารถสอนแพทย์ถึงวิธีสอบถามเกี่ยวกับ AI และตีความบันทึกการแชท
- การร่วมมือ: บริการสุขภาพสามารถร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีเพื่อส่งต่อผู้มีวิกฤตไปสู่การช่วยเหลือจากมนุษย์ โครงสร้างวิกฤตอาจรวมถึงสายด่วน ที่ปรึกษาทางแชท และการคัดกรองโดยทีมคลินิก
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการวิจัย
- การศึกษา AI Literacy: โรงเรียนควรสอนความรู้เรื่อง AI เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาสุขภาพ นักเรียนต้องเรียนรู้ขีดจำกัดของแชทบอทและสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้น
- การสนับสนุนงานวิจัย: ผู้กำหนดนโยบายควรสนับสนุนงานวิจัยผลกระทบของ AI ในประชากรไทย ไทยต้องการข้อมูลท้องถิ่นเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้แชทบอทของเยาวชน คนในเมืองและชนบท โดยงานวิจัยควรวัดว่าใครบ้างใช้แชทบอทเพื่อการสนับสนุนทางอารมณ์ และต้องครอบคลุมวัยรุ่นและผู้ที่มีโรคทางจิตเวชเดิมอยู่แล้ว หน่วยงานประกันสุขภาพและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควรให้ทุนวิจัยในเรื่องนี้เพื่อเป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย
- กฎระเบียบที่เข้มงวด: หน่วยงานกำกับดูแลอาจกำหนดค่าเริ่มต้นความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นสำหรับแชทบอท เช่น การจำกัดเวลาเซสชันและการตรวจจับวิกฤตที่รวดเร็วขึ้น
- ความรับผิดชอบของอุตสาหกรรม: บริษัทควรออกแบบบอทให้หลีกเลี่ยงการเสริมสร้างความหวาดระแวงหรือความเพ้อเจ้อ และควรใส่คำชี้แจงที่ชัดเจนว่าบอทไม่มีความรู้สึกและมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การตรวจสอบความปลอดภัยและการทบทวนจากภายนอกจะช่วยเปิดจุดบอดได้
กฎง่ายๆ สำหรับการใช้แชทบอทอย่างปลอดภัย
เพื่อช่วยครอบครัวและผู้ใช้เข้าใจขีดจำกัดและใช้แชทบอทอย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น นี่คือกฎง่ายๆ ที่ควรจดจำ:
- แชทบอทไม่รู้สึกเจ็บหรือรัก: บอทเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่มีความรู้สึกหรือจิตสำนึก
- แชทบอทอาจผิดพลาดได้ แต่มั่นใจในคำตอบ: ข้อมูลที่บอทให้มาอาจไม่ถูกต้องเสมอไป ควรตรวจสอบกับแหล่งที่เชื่อถือได้
- ปิดหน้าจอแล้วคุยกับคนที่ไว้ใจได้ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ: หากการสนทนากับบอททำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ สับสน หรือหลุดจากความเป็นจริง ควรหยุดพักและพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ทันที
แหล่งช่วยเหลือ
หากคุณหรือคนที่คุณรักต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โปรดติดต่อ:
- สายด่วนสุขภาพจิต 1323: ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
- โรงพยาบาลท้องถิ่น: สำหรับผู้ที่มีอันตรายเร่งด่วนต่อชีวิตตนเองหรือผู้อื่น
- ศูนย์สุขภาพจิตชุมชน: ให้การปรึกษาและการส่งต่อ
- คลินิก: ให้บริการทั้งยาและจิตบำบัดเมื่อต้องการ
การมาของแชทบอท AI มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับผู้ใช้จำนวนมาก บอทสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนรู้ได้ แต่สำหรับผู้ใช้กลุ่มเล็กๆ ที่เปราะบาง บอทอาจขยายความเสี่ยงให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคทางจิตเวชเดิมและผู้ใช้รุ่นเยาว์
ประเทศไทยสามารถตอบสนองด้วยการผสมผสานการศึกษา งานวิจัย และกฎระเบียบ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน บุคลากรทางการแพทย์ และบริษัทเทคโนโลยี การกำหนดกฎง่ายๆ ในบ้านช่วยลดความเสี่ยงได้ทันที เช่น การจำกัดระยะเวลาการสนทนา ส่งเสริมการพัก และวางอุปกรณ์ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน แพทย์และผู้กำหนดนโยบายต้องลงมือรวบรวมหลักฐานและข้อมูลเพื่อชี้แนะแนวทางการนำ AI เข้าสู่การดูแลสุขภาพจิตอย่างปลอดภัย
ข้อมูลวิพากษ์และคำกล่าวสำคัญในบทความนี้อ้างอิงการรายงานของ The Washington Post ส่วนข้อมูลสุขภาพจิตของไทยและการอ้างอิงโปรแกรมระดับชาติได้จาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขไทย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ กรมสุขภาพจิต