ผมได้ยินคนที่เป็นผู้ใหญ่น่าเชื่อถือหลายคน พูดกันว่า น่าเสียดายที่การปฏิรูประบบ ววน. (วิทยาศาสตร์ วัจัย และนวัตกรรม) ไทยที่เริ่มในปี ๒๕๖๑ - ๒๕๖๒ เกิดผลในระดับถอยหลังเข้าคลองอยู่ในปัจจุบัน คืออ่อนแอลงไปมาก มีคนบอกว่า เป็นเพราะระบบใหม่เข้าไปอิงการเมืองมากไป ทำให้การเมืองเข้ามาครอบงำการแต่งตั้งผู้บริหารระดับต่างๆ ระบ ววน. ที่เคยอยู่ภายใต้คนที่มีความสามารถ และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กลายเป็นตกอยู่ใต้อำนาจของผลประโยชน์ทางการเมือง และเกิดสภาพการทำงานแบบเล่นพรรคเล่นพวก แทนที่จะทำงานแบบตรงไปตรงมาตามคุณภาพผลงาน
ผมเอาข้อสะท้อนคิดข้งบนไปถามห้าสหายเอไอของผม ได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน และขอนำคำตอบของ มาลงไว้ ดังนี้
Perplexity :
“ขอบคุณสำหรับประเด็นคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับระบบ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ของไทยในปัจจุบัน
1. เห็นด้วยหรือไม่กับข้อวิจารณ์ “ถอยหลังเข้าคลอง อ่อนแอลงและอิงการเมือง”
ข้อวิจารณ์นี้มี “น้ำหนัก” และมีการพูดถึงกันในแวดวงวิชาการ นักวิจัย นโยบาย และสื่อหลายแขนง โดย “ระบบ ววน. ไทย” ที่ปฏิรูปในปี 2561-2562 (การตั้งกระทรวง อว., สร้างหน่วยงานใหม่ เช่น สกสว. บพค. ฯลฯ) ตั้งเป้าควบคุมและจัดทิศทางการลงทุนทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และเน้นประสิทธิผลสูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนทั้งในและนอกแวดวงระบุว่า:
- การเมืองระดับสูงมีบทบาทมากขึ้นในการแต่งตั้งผู้บริหารและจัดสรรงบประมาณสำคัญ
- การตัดสินใจหลายประเด็น “ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์กลุ่ม/การเมือง” ไม่ใช่ merit-based (อิงความรู้ ผลงาน ฯลฯ) เหมือนระยะก่อน
- เกิด “ระบบอุปถัมภ์” และความขัดแย้งภายในหน่วยงานด้วยเรื่องทับซ้อนผลประโยชน์
- บุคลากรคุณภาพบางส่วนหมดกำลังใจ ย้ายออก หรือเลือกจมอยู่กับระบบมากกว่าสร้างความเปลี่ยนแปลง
- ผลสัมฤทธิ์และความเข้มแข็งเชิงนโยบาย-งบประมาณ-การผลักดันเป้าหมายชาติถดถอย และขาด “จุดนำ” ที่ชัดเจนจากผู้นำเชิงเนื้อหาวิชาการ
ข้อมูลเชิงประจักษ์และเอกสาร (ตัวอย่าง)
- ข้อมูลจาก “รายงานวิจัย สกสว.”, สัมภาษณ์นักวิจัย/ผู้บริหารเก่า (ดูใน The101.World, มติชน, Thai PBS, ฯลฯ กรณีบทสัมภาษณ์อดีตกรรมการนโยบาย)
- ข่าวและบทวิเคราะห์กรณีเปลี่ยนผ่านผู้อำนวยการหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ
- รายงานจาก UN หรือ World Bank ที่กล่าวถึงการ “เมืองนำวิทยาศาสตร์” มากเกินไป ทำให้งบประมาณและทิศทางเดย์ต่อพลังการเมือง มากกว่าระบบ merit
- คุณภาพโครงการวิจัยหรือบทบาทของ ววน. ไทยในระดับนานาชาติชะลอลง เห็นได้ชัดในช่วงหลังจากปฏิรูป
2. สาเหตุหลักของปัญหา
- โครงสร้างระบบใหม่ออกแบบให้ขึ้นตรงกับการเมืองเกินควร ไม่มีฉนวนกันความถี่ (insulation) ระหว่างเทคโนแครตกับผู้มีอำนาจ
- ระบบคุณสมบัติ/ผลงาน (merit-based) ในการคัดเลือกผู้บริหารลดความสำคัญลง ให้ความสำคัญกับ connection/politics มากขึ้น
- ขาด “ผู้สร้างวัฒนธรรมคุณภาพ” (academic/professional champions) มีวงจรอำนาจและผลประโยชน์มากกว่าเป้าหมายสาธารณะ
- บุคลากรดีๆ จำนวนหนึ่งถูกกีดกันหรือขาดแรงจูงใจ
3. ข้อเสนอเพื่อแก้ไข
-
ฟื้นฟูระบบ merit-based อย่างจริงจัง
- ปรับเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหารระดับสูงให้โปร่งใส มีตัวแทนวิชาชีพและภาคประชาชนเข้าร่วม และเปิดเผยคุณสมบัติ/ผลงาน
- ตั้งคณะกรรมการอิสระคัดเลือกและประเมินผลงานที่ยึดผลการวิจัยและการทำเพื่อสาธารณะ ไม่ใช่พวกพ้อง/การเมือง
-
ลดการเมืองแทรกแซงผ่านกลไกนิติศาสตร์และการตรวจสอบ
- ปรับแก้กฎหมายกำกับหน่วยงาน ววน. ให้มีพื้นที่คุ้มครองมืออาชีพ
- เสริมบทบาทองค์กรภายนอก (เช่น TDRI, สมาคมวิชาชีพ) คอยติดตาม ตรวจสอบ จัดลำดับผลงานและจริยธรรมของผู้บริหาร
-
สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ
- เผยแพร่งบประมาณ ลำดับการสนับสนุนโครงการ วาระสำคัญ ให้ประชาชนและคนในระบบเข้าถึงและวิจารณ์
-
เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และคนมีศักยภาพ มีส่วนร่วม/เติบโต
- ปรับเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ ให้โอกาสนักวิจัยหนุ่มสาว นักวิชาการมือดีได้แสดงศักยภาพ
- ลดช่องว่างอายุ/ตำแหน่ง การผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
-
เรียนรู้และนำแบบอย่างจากต่างประเทศ
- ศึกษากลไก insulation ของเยอรมนี เกาหลีใต้ อิสราเอล ที่คัดเลือกผู้นำสายวิทย์โดยคณะกรรมการอิสระจากหลากหลายฝ่าย
- นำระบบการเข้าตรวจสอบ-ประเมินผลงาน (external evaluation) เช่นในกลุ่ม EU มาใช้ในระบบไทย
สรุป:
ข้อวิจารณ์ที่ว่ายุทธศาสตร์ ววน. ไทยถอยหลัง อ่อนแอ และถูกครอบงำทางการเมืองมีน้ำหนักตามข้อเท็จจริงหลายอย่าง การฟื้นศรัทธาและพลังของระบบ ววน. ต้องเน้นการคัดเลือกผู้นำบนพื้นฐาน merit, เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่, สร้างวัฒนธรรมโปร่งใส และมีระบบตรวจสอบจากภายนอกอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากนักวิชาการ ภาคเอกชน และประชาชนเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนรวมระยะยาว”
ทั้งหมดนั้นเป็นคำตอบของเอไอ ที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ค. ๖๘