ผลการศึกษาใหม่ล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการทดสอบโปรแกรมออกกำลังกายบนลู่วิ่งที่กำลังเป็นกระแส “12-3-30” และพบว่าการเดินชันดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานในสัดส่วนที่มากกว่าการวิ่งด้วยความเร็วปกติของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม การวิ่งยังคงเผาผลาญแคลอรีได้เร็วกว่าต่อนาที ซึ่งความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหากเป้าหมายคือการลดน้ำหนัก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ในปีนี้ ได้เปรียบเทียบการออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบโดยควบคุมให้มีการใช้พลังงานโดยรวมเท่ากัน ผลปรากฏว่า การเดินชันมีเปอร์เซ็นต์การเผาผลาญไขมันสูงกว่าอย่างชัดเจน (ประมาณ ๔๐.๖% เทียบกับ ๓๓%) ขณะที่การวิ่งเผาผลาญแคลอรีต่อนาทีได้มากกว่า จึงใช้เวลาน้อยกว่าเพื่อให้ได้พลังงานรวมที่เท่ากัน (ดูผลการศึกษาฉบับเต็ม) และผลสรุปนี้ยังได้รับการนำเสนอในสื่อต่าง ๆ อีกด้วย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก GQ).
สำหรับโปรแกรม “12-3-30” ที่เป็นการเดินบนลู่วิ่งที่ความเร็ว 3.0 ไมล์ต่อชั่วโมง ความชัน 12% เป็นเวลา 30 นาทีนั้น ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียในฐานะวิธีที่ “ทำง่าย” และช่วยเผาผลาญไขมัน รวมถึงลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องรับแรงกระแทกจากการวิ่ง ผู้ริเริ่มโปรแกรมได้แบ่งปันผลลัพธ์ส่วนตัวจนเป็นกระแสโด่งดัง ทำให้มีผู้คนจำนวนมากหันมาปฏิบัติตาม งานวิจัยครั้งนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบว่า โปรแกรมดังกล่าวส่งผลต่อการตอบสนองทางเมตาบอลิซึมแตกต่างจากการวิ่งจริงหรือไม่ โดยใช้การวัดการหายใจและการใช้พลังงานในห้องปฏิบัติการเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ (ดูรายละเอียดงานวิจัย).
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผู้อ่านชาวไทยด้วยเหตุผลที่ชัดเจน: งานวิจัยนี้ช่วยไขข้อสงสัยที่พบบ่อยว่า การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นต่ำมักจะดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานในสัดส่วนที่มากกว่า ขณะที่การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงจะอาศัยคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักมากขึ้น แต่โปรดจำไว้ว่า “เปอร์เซ็นต์” ไม่ได้เท่ากับ “ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ถูกเผาผลาญไป” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนวาดาจึงควบคุมให้การออกกำลังกายทั้งสองแบบมีการใช้พลังงานรวมที่เท่ากัน จากนั้นจึงเปรียบเทียบระยะเวลา อัตราการใช้พลังงานต่อนาที และสัดส่วนการใช้พลังงาน การเดินชันที่ความชันสูงทำให้ร่างกายอยู่ในโซนความเข้มข้นที่เน้นการเผาผลาญไขมันได้นานกว่า จึงมีเปอร์เซ็นต์การใช้ไขมันสูงกว่า ในขณะที่การวิ่งมีอัตราการเผาผลาญพลังงานต่อนาทีสูงกว่า ทำให้สามารถสร้างภาวะขาดแคลนแคลอรี (caloric deficit) ในปริมาณเท่ากันได้ในเวลาที่สั้นกว่ามาก (อ้างอิงจากผลการศึกษา; ข้อมูลจากบทความใน GQ).
การทดลองนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์การเผาผลาญพลังงานด้วยวิธีวัดการหายใจแบบละเอียด เพื่อคำนวณเปอร์เซ็นต์การใช้ไขมันและคาร์โบไฮเดรต โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นักวิจัยควบคุมให้การใช้พลังงานรวมเป็นกิโลแคลอรีเท่ากันสำหรับการออกกำลังกายทั้งสองแบบ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการออกกำลังกาย อัตราการใช้พลังงาน และสัดส่วนการใช้พลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ตัวเลขสำคัญที่พบคือค่าเฉลี่ยการเผาผลาญไขมันประมาณ ๔๐.๖% ในระหว่างเซสชัน 12-3-30 เทียบกับประมาณ ๓๓% ในขณะวิ่ง และอัตราการใช้พลังงานต่อนาทีที่สูงกว่าในการวิ่ง ซึ่งหมายความว่า การวิ่งเพื่อให้ได้พลังงานรวมเท่ากับการเดินชัน ๓๐ นาที จะใช้เวลาเพียงประมาณ ๒๓ นาทีเท่านั้น (ผลการศึกษาชี้ชัด; ข้อมูลจาก GQ).
ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึงข้อสรุปเชิงปฏิบัติที่สำคัญดังนี้: เปอร์เซ็นต์การเผาผลาญไขมันเป็นตัวบ่งชี้ทางสรีรวิทยาที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเพียงอย่างเดียวสำหรับการลดน้ำหนัก ผู้ฝึกสอนออกกำลังกายและนักโภชนาการบางท่านให้ความเห็นว่า การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นระดับต่ำถึงปานกลางมักจะอยู่ในช่วง “โซน 2” ของอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความทนทานของระบบเผาผลาญ ในขณะที่การเผาผลาญแคลอรีที่สูงกว่าจะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า หากคุณมีข้อจำกัดด้านเวลาหรือต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันชี้ว่า การวิ่งมักเป็นทางเลือกที่รวดเร็วกว่าในการสร้างภาวะขาดแคลนแคลอรี ในขณะที่การเดินชันอาจอ่อนโยนต่อข้อต่อและเข้าถึงได้ง่ายกว่า สำหรับผู้ที่ไม่สามารถวิ่งได้ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก GQ).
ความสำคัญต่อบริบทประเทศไทย
สำหรับบริบทในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีความสำคัญในหลายมิติ ประการแรก ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากการขาดการออกกำลังกาย และความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ จากรายงานสถานการณ์กิจกรรมทางกายของประเทศไทยสำหรับเด็กและเยาวชน พบว่ามีเพียงประมาณ ๒๗% ของเด็กเท่านั้นที่ทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักได้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ ๖๐ นาทีต่อวันในปี ๒๕๖๔ และพฤติกรรมการนั่งนิ่งหรืออยู่กับที่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรค (รายงานกิจกรรมทางกายของไทย ๒๕๖๕) สถานการณ์ในกลุ่มผู้ใหญ่ก็ไม่ต่างกัน โดยแนวโน้มภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นที่รับรู้จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขในภูมิภาคและเอกสารของ WHO ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีทางเลือกการออกกำลังกายที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่าย ทั้งในระดับชุมชนและสถานที่ทำงาน (เอกสารข้อมูลกิจกรรมทางกายประเทศไทย ๒๕๖๗).
ประการที่สอง ความเข้าถึงได้ของการเดินชันทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมและใช้งานได้จริงสำหรับคนไทยหลากหลายกลุ่ม เนื่องจากไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่มีเส้นทางวิ่งที่ปลอดภัย และปัญหาเรื่องข้อเข่า ข้อเสื่อม หรือข้อจำกัดด้านวัยที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้การวิ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก รูปแบบ 12-3-30 หรือแม้แต่การปรับความชันหรือความเร็วให้ลดลง สามารถทำได้บนลู่วิ่งทั่วไป หรือบนทางลาดชันในพื้นที่สาธารณะ และมีแรงกระแทกต่อร่างกายน้อยกว่าการวิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบครอบครัวขยายของไทยที่สมาชิกในครอบครัวมักดูแลซึ่งกันและกัน การส่งเสริมการเดินชันในศูนย์ชุมชน พื้นที่วัดในเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย หรือสวนสาธารณะ จึงสอดรับกับค่านิยมการดูแลสุขภาพร่วมกันในครอบครัวและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ตามที่สะท้อนในรายงานระดับชาติ (อ้างอิงจากรายงานกิจกรรมทางกายปี ๒๕๖๕).
ประการที่สาม นักกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปใช้เพื่อปรับปรุงแนวทางการรณรงค์เรื่องการออกกำลังกายได้ งานวิจัยชี้ว่าทั้งสองวิธีสามารถช่วยลดไขมันได้เมื่อทำควบคู่กับการควบคุมปริมาณแคลอรีที่รับประทาน จึงควรมุ่งเน้นการสื่อสารว่า “จงเลือกการออกกำลังกายที่คุณสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ” แทนที่จะยกย่องกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งว่าดีกว่าอีกกิจกรรมหนึ่ง นโยบายของประเทศไทยและรายงานกิจกรรมทางกายเน้นการดำเนินงานจากหลายภาคส่วน ทั้งโรงเรียน ครอบครัว การออกแบบผังเมือง และนโยบายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน (รายงานกิจกรรมทางกายของไทย ๒๕๖๕) การเพิ่มบริการ เช่น การจัดกลุ่มเดินชันสำหรับผู้สูงอายุ การจัดคลินิกสอนใช้ลู่วิ่งในศูนย์สุขภาพชุมชน หรือการจัดกิจกรรม “โซน 2” ในสวนสาธารณะ อาจช่วยให้ประชาชนสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
จุดแข็งและข้อจำกัดของงานวิจัย
เมื่อพิจารณาจากมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ งานวิจัยชิ้นนี้มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา: นับเป็นการศึกษาควบคุมกลุ่มแรก ๆ ที่ทำการทดสอบโปรแกรมยอดนิยมจากโซเชียลมีเดีย มีการวัดการเผาผลาญพลังงานโดยตรง และควบคุมให้การออกกำลังกายทั้งสองแบบใช้พลังงานรวมที่เท่ากัน เพื่อแยกแยะความแตกต่างในการใช้แหล่งพลังงาน อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเบื้องต้น (exploratory) ที่มีขนาดกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และเป็นการทดสอบในสภาพห้องปฏิบัติการซึ่งอาจไม่สะท้อนสภาพการใช้งานจริงในยิมหรือที่บ้านได้อย่างสมบูรณ์ นักวิจัยจึงได้เสนอให้มีการศึกษาในระยะยาวมากขึ้น เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย ความฟิตของระบบแอโรบิก ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมตลอดช่วงเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อทำความเข้าใจว่าวิธีใดจะให้ผลดีที่สุดในสถานการณ์จริง (ดูรายละเอียดการศึกษา).
ข้อแนะนำและการนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง
สำหรับนักออกกำลังกายและผู้สนใจด้านสุขภาพในประเทศไทย งานวิจัยนี้ให้แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้: หากคุณต้องการประหยัดเวลาและเผาผลาญแคลอรีต่อนาทีให้ได้มากที่สุด ควรผสมผสานการวิ่งหรือการฝึกแบบอินเทอร์วอลความเข้มสูง (HIIT) เข้าไปในโปรแกรม โดยค่อย ๆ เพิ่มความหนักและสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม แต่หากคุณต้องการถนอมข้อต่อ ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า หรือต้องการเน้นความสม่ำเสมอ เช่น ผู้สูงวัย ผู้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อความอยากอาหาร การเดินชันเป็นทางเลือกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนที่น่าสนใจ สิ่งสำคัญคือทั้งสองวิธีจะได้ผลดีเมื่อทำควบคู่กับการควบคุมพลังงานโดยรวมที่รับประทานเข้าสู่ร่างกาย: การสร้างภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างสม่ำเสมอ (caloric deficit) ต่างหาก ไม่ใช่เพียงแค่ชนิดของการออกกำลังกาย เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการลดไขมัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในงานวิจัย; ข้อมูลจาก GQ).
ข้อแนะนำในการนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย: ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และวัดระดับความหนักด้วยวิธี “Talk Test” (ทดสอบการสนทนา) เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ใน “โซน 2” ของอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งหมายถึงยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ไม่ติดขัด นอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งชัน หากคุณมีอายุเกิน ๖๐ ปีหรือมีโรคประจำตัว คลินิกสุขภาพชุมชนและสวนสาธารณะสามารถเป็นแหล่งจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยมีผู้ฝึกสอนคอยแนะนำการรักษาโซนอัตราการเต้นของหัวใจและเทคนิคการใช้ลู่วิ่งอย่างปลอดภัย โรงเรียนและโครงการของเทศบาลที่มีเป้าหมายในการเพิ่มกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก ควรส่งเสริมการเดินเป็นกลุ่มและการใช้ลู่วิ่งแบบปรับความชันควบคู่ไปกับการวิ่งและกีฬาประเภทอื่น ๆ เพื่อลดอุปสรรคในระดับท้องถิ่นดังที่ระบุไว้ในรายงานปี ๒๕๖๕ (รายงานกิจกรรมทางกายของไทย ๒๕๖๕).
บริบททางวัฒนธรรมมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพเช่นกัน: ค่านิยมทางสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสุภาพเรียบร้อย และการรักษากิริยา อาจทำให้กิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมากไม่เป็นที่นิยมในบางกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กหญิงวัยรุ่น ซึ่งข้อมูลระดับชาติชี้ให้เห็นว่ามีการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายลดลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น การนำเสนอการเดินชันเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว และสามารถทำได้ก่อนหรือหลังเลิกงานหรือเลิกเรียน อาจช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ พื้นที่อย่างวัด สถานีชุมชน และบันไดสาธารณะ สามารถปรับใช้เป็นพื้นที่สำหรับการเดินได้ด้วยคำแนะนำง่าย ๆ เกี่ยวกับการก้าวเดินที่เหมาะสมและการดื่มน้ำให้เพียงพอ ภาครัฐควรร่วมพิจารณาขยายเส้นทางเดินที่มีร่มเงา และลงทุนในลู่วิ่งสาธารณะที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายตามศูนย์สุขภาพชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย (รายงานกิจกรรมทางกายของไทย ๒๕๖๕; เอกสารข้อมูลกิจกรรมทางกายประเทศไทย ๒๕๖๗).
แนวทางการวิจัยต่อไปที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือการศึกษาทดลองในระยะยาวและขยายขนาดกลุ่มตัวอย่างให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเปรียบเทียบความต่อเนื่องในการปฏิบัติตามโปรแกรม อัตราการบาดเจ็บ และผลลัพธ์ต่อองค์ประกอบของร่างกายในกลุ่มประชากรไทยที่หลากหลาย การเก็บข้อมูลกิจกรรมทางกายอย่างเป็นรูปธรรมด้วยอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและปัจจัยสนับสนุนทางสังคม จะช่วยบ่งชี้ได้ว่ากลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพใดเหมาะสมที่สุดสำหรับกลุ่มต่าง ๆ เช่น คนเมืองที่เดินทางไปทำงาน ผู้สูงอายุในพื้นที่ชนบท หรือเด็กนักเรียนในแต่ละภูมิภาคของประเทศ
สรุปคือ: งานวิจัยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเดินชันในรูปแบบ 12-3-30 เพิ่มสัดส่วนการดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานในระหว่างการออกกำลังกาย แต่การวิ่งเผาผลาญแคลอรีได้ในอัตราที่เร็วกว่า ดังนั้น หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีเวลาจำกัด การวิ่งอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ในทางกลับกัน หากคุณไม่สามารถวิ่งได้ ต้องการหลีกเลี่ยงแรงกระแทก หรือมองหาวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การเดินชันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีงานวิจัยให้การสนับสนุน ท้ายที่สุดแล้ว การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือแบบที่เข้ากับสภาพร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และบริบทของชุมชนไทยที่คุณอยู่ ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่สมดุล และความปลอดภัย คุณสามารถใช้ “Talk Test” เพื่อวัดระดับความหนัก หรือใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบง่าย ๆ เพื่อกำหนดความเข้มข้นที่เหมาะสมสำหรับผลลัพธ์ในระยะยาว (งานวิจัย; บทความ GQ; รายงานกิจกรรมทางกายของไทย ๒๕๖๕).