ผู้หางานกำลังยื่นใบสมัครงานจำนวนมหาศาลกว่าปีที่ผ่านมา แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะที่โอกาสการจ้างงานยังคงตีบตัน แม้แต่ผู้ที่จบปริญญาโทก็จำเป็นต้องส่งใบสมัครถึง 32–60 ตำแหน่งต่อเดือน ขณะที่บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถหางานแรกได้สำเร็จ ข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มหางานและผลวิจัยในอุตสาหกรรมชี้ว่าสถานการณ์ที่ตึงตัวนี้มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ disrupts ตลาดแรงงาน, การประกาศรับสมัครงาน “ผี” ที่ไม่มีอยู่จริง, และจำนวนบัณฑิตที่มีคุณวุฒิสูงเกินความต้องการของตลาด แนวโน้มเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งสถาบันอุดมศึกษา นายจ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวไทยที่ยังคงให้ความสำคัญอย่างสูงต่อวุฒิการศึกษาในเชิงวัฒนธรรม (ดูเพิ่มเติม: รายงานของ Fortune).
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้อ่านชาวไทย เพราะสะท้อนถึงความเสี่ยงที่กำลังเป็นรูปธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ การสำเร็จการศึกษาในช่วงที่ตลาดแรงงานอ่อนแอ อาจสร้างภาระทางสังคมและเศรษฐกิจอันหนักอึ้งให้แก่เยาวชนและครอบครัว ในสหรัฐอเมริกา แพลตฟอร์ม Simplify ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับรายงานฉบับนี้ ได้ติดตามผู้หางานประมาณ 1 ล้านคนที่มีความเคลื่อนไหว และใบสมัครงานราว 150 ล้านใบ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราเฉลี่ยการส่งใบสมัครต่อเดือนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 45 ใบในเดือนพฤษภาคม 2025 จาก 22 ใบในปีก่อนหน้า โดยกลุ่มผู้ที่ถือปริญญาโทเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ถึงกับต้องยื่นใบสมัครมากถึง 60 ตำแหน่งต่อเดือน (แหล่งข้อมูล: รายงานของ Fortune; Simplify).
การเพิ่มขึ้นของปริมาณใบสมัครงานนี้สะท้อนถึงแรงกดดันหลายมิติที่ซับซ้อน นายจ้างหลายรายรายงานว่ามีการโพสต์ “ประกาศงานผี” — คือประกาศที่ไม่มีตำแหน่งจริง หรือมีผู้ได้รับการคัดเลือกภายในแล้ว — โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสถานะบนแพลตฟอร์มหางาน, ทดสอบคุณภาพของกลุ่มผู้สมัคร, หรือสร้างฐานข้อมูลของผู้มีศักยภาพสำหรับอนาคต ผลสำรวจผู้สรรหาบุคลากรในปี 2024 พบว่า 81% ของผู้สรรหายอมรับว่าเคยโพสต์ประกาศในลักษณะนี้ ซึ่งสร้างความสับสนและหงุดหงิดให้แก่ผู้สมัครเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงาน (ดู: MyPerfectResume 2024 Recruiting Survey) นอกจากนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้สมัครยังชี้ให้เห็นถึงอัตราการ “หายเงียบ” ไปหลังการสัมภาษณ์ที่สูง และพฤติกรรม “love-bombing” ซึ่งเป็นการให้คำชมเชยเกินจริงในช่วงสรรหาบุคลากร แต่กลับตามมาด้วยข้อเสนอที่ต่ำกว่าความคาดหวัง ซึ่งยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นระหว่างผู้สมัครกับนายจ้าง (ดู: Greenhouse Candidate Experience Report 2024).
การเข้ามาของเทคโนโลยีก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ รายงานหลายชิ้นในปีนี้ระบุว่าจำนวนการจ้างงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ลดลงอย่างมาก ลดลงสู่ระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาตั้งแต่ยุคก่อนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทดแทนงานเขียนโค้ดในระดับกลาง ผลกระทบนี้ได้ขยายวงกว้างไปยังอาชีพที่เคยถูกมองว่ามั่นคงจากทักษะทางเทคนิค ส่งผลให้บัณฑิตด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ต้องยื่นใบสมัครงานถึง 22–51 ตำแหน่งต่อเดือน และบ่อนทำลายความเชื่อที่ว่าปริญญาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) จะนำไปสู่การมีงานทำอย่างรวดเร็วและมีรายได้ที่ดี (แหล่งข้อมูล: รายงานของ Fortune เกี่ยวกับการจ้างงานโปรแกรมเมอร์; Bureau of Labor Statistics: Computer Programmers).
ผู้เชี่ยวชาญด้านประสบการณ์ผู้สมัครได้เตือนถึงผลกระทบทางอารมณ์ที่รุนแรงและเป็นรูปธรรม ที่ปรึกษาด้านอาชีพที่ได้รับการอ้างอิงในรายงาน บรรยายถึงผู้หางานด้วยคำว่า “เหนื่อยล้า สิ้นหวัง และท้อแท้” ซึ่งสะท้อนความผิดหวังอย่างลึกซึ้งต่อทั้งตลาดแรงงานและสถาบันการศึกษาที่เคยให้คำมั่นสัญญาถึงผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ข้อกังวลนี้ปรากฏชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยแบบสำรวจของ Kickresume พบว่าประมาณ 58% ของนักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาภายในปีที่ผ่านมา ยังคงกำลังหางานแรก และแบบสำรวจอื่น ๆ ชี้ว่ามากกว่าหนึ่งในสามของบัณฑิตมองว่าการลงทุนด้านวุฒิการศึกษาเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า (ดู: รายงานของ Fortune; Kickresume: Fresh-grads survey).
สำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งวุฒิการศึกษายังคงมีน้ำหนักทางสังคมและวัฒนธรรมสูง และความคาดหวังของครอบครัวมักมีอิทธิพลต่อเส้นทางการศึกษา สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาจึงถือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่สำคัญ ข้อมูลระดับประเทศชี้ว่าคนหนุ่มสาวในไทยมีอัตราการว่างงานสูงกว่ากลุ่มอื่น และในช่วงไตรมาสหลัง ๆ อัตราการว่างงานของเยาวชนเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น — นี่คือสัญญาณเปราะบางสำหรับประเทศที่พึ่งพาบัณฑิตจบใหม่ให้เข้าสู่ภาคการท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต (ดู: รายงาน NESDC Q1/2025; TradingEconomics: อัตราว่างงานของเยาวชนไทย) หากมหาวิทยาลัยและนายจ้างไทยไม่ปรับตัว บัณฑิตอาจเผชิญกับภาวะจ้างงานต่ำ หรือต้องยอมรับงานที่ไม่ตรงสาย หรือต่ำกว่าคุณวุฒิที่ได้รับมา.
สำหรับปัจจัยเชิงสาเหตุที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางนโยบายและการปรับตัวในระดับองค์กร ได้แก่
- ระบบอัตโนมัติและ AI ที่ลดทอนตำแหน่งงาน: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาลดทอนตำแหน่งงานในระดับต้นและระดับกลาง งานที่เป็นกิจวัตร เช่น การเขียนโค้ดพื้นฐาน การป้อนข้อมูล และการสร้างเนื้อหาบางประเภท กำลังถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือ AI ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างความต้องการในภาคส่วนความรู้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง (ดู: รายงานของ Fortune เกี่ยวกับการจ้างงานโปรแกรมเมอร์).
- ความไม่โปร่งใสและขาดประสิทธิภาพในกระบวนการสรรหา: รวมถึงการประกาศงาน “ผี” และการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดสถานการณ์การขาดแคลนบุคลากรเทียม และเป็นการสิ้นเปลืองเวลาสำหรับทั้งผู้สมัครและผู้สรรหา (ดู: MyPerfectResume 2024 Recruiting Survey; Greenhouse Candidate Experience Report 2024).
- ภาวะคุณวุฒิล้นตลาดและความไม่ตรงกันของทักษะ: บัณฑิตจำนวนมากยังขาดประสบการณ์ที่เป็นที่ต้องการ เช่น การฝึกงาน หรือทักษะเฉพาะทาง (micro-skills) ที่นายจ้างให้ความสำคัญมากกว่าใบประกาศวุฒิทั่วไป
สำหรับประเทศไทย บทสรุปที่ได้สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน มหาวิทยาลัยที่ยังคงยึดติดกับหลักสูตรดั้งเดิมโดยไม่สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน อาจพบว่าอัตราการมีงานทำของบัณฑิตลดต่ำลง ซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบอุดมศึกษา ขณะที่ครอบครัวที่ยอมสละเพื่อส่งบุตรหลานเรียนระดับปริญญา อาจเผชิญความเครียดทางการเงินหากบัณฑิตต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้งานทำ ส่วนนายจ้างที่ยังคงพึ่งพาการประกาศงานแบบตั้งรับ มากกว่าการลงทุนในการฝึกอบรมและสร้างช่องทางสรรหาเชิงรุก อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรและจำกัดโอกาสในการได้บุคลากรที่มีความหลากหลายและมีศักยภาพ
ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการรับมือกับภาวะตลาดแรงงานผันผวน โดยอาศัยการส่งเสริมการฝึกอาชีวะ, ความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม, และรูปแบบการฝึกงานหรือการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมทางวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่เน้นความเอื้ออาทรและการดูแลสมาชิกในครอบครัว การกลับมาให้ความสำคัญกับการฝึกงานและวุฒิการศึกษาระยะสั้น จึงอาจสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย และสามารถช่วยแก้ปัญหาช่องว่างทักษะในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี
แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไป ได้แก่
- คุณค่าของวุฒิการศึกษาอาจแยกออกเป็นสองขั้ว: วุฒิระดับสูงจากสถาบันชั้นนำยังคงเป็นที่ต้องการสูงและเปิดโอกาสได้กว้าง ขณะที่วุฒิจากสถาบันระดับกลางที่ขาดประสบการณ์จริงจะยิ่งลดคุณค่าลง
- AI จะยังคงเปลี่ยนขอบเขตงาน: ความต้องการทักษะแบบผสมผสาน (เช่น การกำกับดูแล AI, ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, และทักษะการแก้ปัญหาในเชิงมนุษย์) จะเพิ่มสูงขึ้น แทนที่จะเป็นทักษะการเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว
- การสรรหาบุคลากรที่โปร่งใสขึ้น: กระบวนการสรรหาบุคลากรอาจค่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้นภายใต้แรงกดดันจากสาธารณชน โดยกฎระเบียบหรือมาตรฐานอุตสาหกรรมอาจจำกัดการโพสต์งาน “ผี” และบังคับใช้ไทม์ไลน์ที่ชัดเจน พร้อมการตอบกลับที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้สมัคร
ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้กำหนดนโยบาย, สถาบันการศึกษา, และนายจ้างในประเทศไทยมีดังนี้
- มหาวิทยาลัย: ควรขยายการฝึกงานภาคบังคับ, โครงการ Capstone ที่ออกแบบร่วมกับนายจ้าง, และเส้นทางการเรียนรู้แบบ Micro-credentials ที่รับรองทักษะเฉพาะทางที่ภาคธุรกิจต้องการ
- กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม: ควรส่งเสริมการฝึกงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมผ่านงบประมาณสนับสนุนและกรอบคุณภาพที่เชื่อมโยงกับอัตราการมีงานทำของบัณฑิต
- นายจ้าง: ควรประกาศตำแหน่งงานว่างอย่างโปร่งใสและเป็นจริง, กำหนดไทม์ไลน์การสรรหาที่ชัดเจน, และลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรระดับเริ่มต้น แทนที่จะมุ่งเน้นการคัดกรองโดยยึดวุฒิการศึกษาเป็นหลัก
- หน่วยงานแนะแนวอาชีพในมหาวิทยาลัย: จำเป็นต้องยกระดับทักษะ เพื่อสอนการหางานในยุคดิจิทัล, การสร้างสรรค์แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio), และความรู้ด้าน AI เพื่อให้บัณฑิตสามารถนำเสนอผลงานที่ไม่สามารถถูกทดแทนได้ด้วยเครื่องจักร
ในระดับชุมชน ครอบครัวและผู้หางานควรพิจารณาปรับเปลี่ยนความคาดหวัง: พิจารณาเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย เช่น ใบรับรองวิชาชีพ, หลักสูตรระยะสั้นด้านการกำกับดูแล AI, หรือการเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจของมหาวิทยาลัย จุดแข็งทางวัฒนธรรมของไทย — อาทิ การสนับสนุนข้ามรุ่นและเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง — สามารถถูกระดมเพื่อมอบคำปรึกษาและช่องทางฝึกงานในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยบรรเทาการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาไปสู่การทำงานได้
นอกจากนี้ ยังต้องมีการปรับปรุงข้อมูลระดับชาติให้เป็นปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่าย หน่วยงานสถิติและหน่วยงานการศึกษาของไทยควรเผยแพร่แดชบอร์ดข้อมูลการจ้างงานของบัณฑิต ที่แสดงอัตราการมีงานทำแยกตามสาขาวิชา, ระยะเวลาในการหางานแรก, และอัตราการจ้างงานต่ำกว่าวุฒิ ข้อมูลที่ดีขึ้นนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถตัดสินใจเลือกสาขาวิชาได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น และช่วยให้สถาบันสามารถปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (ดู: รายงาน NESDC Q1/2025).
ต้นทุนทางสังคมและจิตใจไม่ควรมองข้าม แบบสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้หางานรุ่นใหม่หลายคนใช้คำว่า “เหนื่อยล้า สิ้นหวัง และท้อแท้” เพื่ออธิบายประสบการณ์นี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเร่งด่วนที่เรียกร้องให้นายจ้างและสถาบันการศึกษาปรับปรุงความโปร่งใสและบริการสนับสนุนผู้สมัคร งานแนะแนวอาชีพในมหาวิทยาลัยควรรวมการส่งต่อเพื่อรับการดูแลทางจิตใจและการโค้ชเชิงปฏิบัติในการรับมือกับระบบคัดกรองอัตโนมัติ และการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม นายจ้างที่ลดการโพสต์งาน “ผี” และให้คำติชมที่เป็นประโยชน์ จะไม่เพียงแต่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน แต่ยังช่วยขยายแหล่งบุคลากรที่มีคุณภาพและเพิ่มอัตราการรักษาพนักงานในระยะยาว
กล่าวโดยสรุปคือ งานวิจัยล่าสุดที่อ้างอิงโดยรายงานของ Fortune ชี้ว่า วุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้มีความชัดเจน: จำเป็นต้องธำรงไว้ซึ่งคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมของการศึกษาระดับสูง พร้อมกับการปรับปรุงหลักสูตร, รูปแบบการให้วุฒิบัตร, และแนวปฏิบัติของนายจ้างให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วย AI และความไม่โปร่งใสของข้อมูล มาตรการที่เป็นรูปธรรม เช่น การฝึกงานที่เข้มข้นขึ้น, การมอบ Micro-credentials, กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส, และการเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น จะช่วยปกป้องอนาคตของเยาวชนไทยและรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบการศึกษาได้อย่างยั่งยืน (แหล่งข้อมูล: รายงานของ Fortune; MyPerfectResume 2024 Recruiting Survey; Greenhouse Candidate Experience Report 2024; Kickresume: Fresh-grads survey).
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านชาวไทย
- นักศึกษา: ให้ความสำคัญกับโครงการและการฝึกงานที่ช่วยสร้างแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) มากกว่าการเน้นเพียงผลการเรียนในห้องเรียน
- ผู้ปกครอง: ควรพูดคุยและพิจารณาเส้นทางอาชีพที่ยืดหยุ่น เช่น การศึกษาต่อในสายอาชีวะ หรือการฝึกงานภาคปฏิบัติ
- มหาวิทยาลัย: ควรจัดทำข้อตกลงการออกแบบหลักสูตรร่วมกับนายจ้าง และเพิ่มช่องทางการให้ Micro-credentials เพื่อรับรองทักษะเฉพาะทาง
- นายจ้าง: ควรลดการโพสต์งาน “ผี”, เปิดเผยไทม์ไลน์การสรรหาที่ชัดเจน, และสนับสนุนโปรแกรมฝึกงานและฝึกอบรมสำหรับบุคลากรระดับเริ่มต้น
- ผู้กำหนดนโยบาย: ควรเชื่อมโยงงบประมาณสาธารณะบางส่วนเข้ากับอัตราการมีงานทำของบัณฑิต และสนับสนุนโปรแกรมยกระดับทักษะ (Upskill) ที่มุ่งเน้นตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการสูง เช่น การกำกับดูแล AI, การจัดการผลิตภัณฑ์ดิจิทัล, และงานเทคนิคเฉพาะภาคส่วน (ดู: รายงาน NESDC Q1/2025; ILO Global Employment Trends for Youth 2024)