วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ในวงเสวนากลุ่มสามพราน   ที่มีชื่อเป็นทางการว่า การประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะ จัดโดย สช.   วันนี้คุยกันเรื่อง การพัฒนาระบบสุขภาพพื้นที่/ท้องถิ่น ในอนาคต   มีนักรัฐศาสตร์ คือ  ศ. ดร. จรัส สุวรรณมาลา เป็นวิทยากรหลัก   

ฟังแล้ว ผมตั้งคำถามต่อ Chat GPT ว่า  “ในเวทีเสวนาเรื่อง การพัฒนาระบบสุขภาพพื้นที่/ท้องถิ่น ในอนาคต  ผมเกิดแนวความคิดว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือ สุขภาวะ (well-being) ที่ครบด้าน (holistic) ไม่เฉพาะของบุคคล แต่ต้องมองครอบคลุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุุคคล  มองเชิงระบบ เชื่อมโยงไปยังสภาพแวดล้อม  ชุมชน เมือง และโลก   ผมคิดว่าปัญหาหลักคือ เราเข้าไม่ถึงสัมมาทิฏฐิ (right understanding) ในเรื่องเหล่านี้  ในเรื่องการที่ฝ่ายรับบริการ (demand side) ต้องเข้าร่วมเป็นฝ่ายให้บริการ (supply side) หรือฝ่ายร่วมดำเนินการ    คุณเห็นด้วยหรือไม่   มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไร    ควรดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมสุขภาวะ”    ได้รับคำตอบที่ให้ความรู้มาก ดังนี้

 

Chat GPT 

ขอบพระคุณสำหรับคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นหัวใจของการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างแท้จริงครับ
จากที่ผมได้วิเคราะห์แนวคิดของคุณ บวกกับเนื้อหาจากเอกสารทั้ง 3 ชุดหลักที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพชุมชนและท้องถิ่น ผมขอสรุปแนวคิด สะท้อนความเห็น และเสนอแนวทางดำเนินการ ดังนี้:

 

✅ 1. ความเห็นต่อแนวคิดของคุณ

“เป้าหมายที่แท้จริงคือสุขภาวะที่ครบด้าน ไม่ใช่แค่ของบุคคล แต่ครอบคลุมระบบ ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม”
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เพราะแนวคิดนี้ตรงกับทิศทางที่สมัชชาสุขภาพชุมชนและเอกสารยุทธศาสตร์ใหม่ๆ กำลังผลักดัน คือ

  • จาก “การซ่อมสุขภาพ” → สู่  “การสร้างสุขภาวะ” ที่เป็นองค์รวม (Holistic Well-being)
  • ขยายจาก “การดูแลเฉพาะบุคคล” → ไปสู่ ระบบนิเวศสุขภาวะของชุมชน ที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคล ชุมชน เมือง และสิ่งแวดล้อม
  • จาก “ผู้รับบริการ” → เป็น ผู้ร่วมสร้าง (co-producer) ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และองค์กร

แนวคิดเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” ที่คุณกล่าวถึง ก็คือ “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสุขภาวะ ซึ่งหมายถึง

ไม่ใช่แค่ไม่ป่วย แต่ต้องมีชีวิตที่ดี มีความหมาย มีคุณค่า และไม่เบียดเบียนผู้อื่น

 

🧠 2. ประเด็นสำคัญ: ปัญหาอยู่ที่การขาดสัมมาทิฏฐิในระดับระบบ

ในเอกสารทั้ง 3 ฉบับ มีข้อมูลชัดเจนว่า…

  • การจัดบริการยัง “มุ่งซ่อม” มากกว่า “สร้าง”
  • หน่วยท้องถิ่นขาดทักษะ/ข้อมูล/กลไกในการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกและเชิงระบบ
  • ประชาชนมองตัวเองเป็น “ผู้ป่วย” ไม่ใช่ “เจ้าของสุขภาพ”
  • ขาด พื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคบริการกับประชาชน เช่น สมัชชาสุขภาพเชิงพื้นที่ ยังทำหน้าที่ไม่เต็มที่

จึงเกิด “วงจรพึ่งพิง” ไม่จบสิ้น และใช้ทรัพยากรแพงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติของสังคม

 

🚀 3. แนวทางที่ควรดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย “สังคมสุขภาวะ”

🔹 3.1 เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้รับ” กับ “ผู้ให้”

“จากผู้รับบริการ” → “ผู้ร่วมออกแบบ-ร่วมผลิต” (Co-design / Co-production)

  • ส่งเสริมการใช้ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและชุมชน เพื่อให้ประชาชน “เห็น” สุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง
  • ให้ชุมชนออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยตนเอง (เช่น โมเดลแหลมสนอ่อน สงขลา ที่เริ่มจากข้อมูล → สื่อสาร  → สร้างกลุ่ม → ขับเคลื่อนชุมชน)

🔹 3.2 เปลี่ยนระบบบริการเป็น “ระบบเรียนรู้” (Learning System)

  • ใช้เวที สมัชชาสุขภาพในพื้นที่ ให้เป็นเวทีของ “การฟังและเรียนรู้ร่วมกัน”
  • ส่งเสริมบทบาท องค์กรพี่เลี้ยง/ภาควิชาการ ช่วยสร้างสัมมาทิฏฐิผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการกับ อปท. และกลุ่มประชาชน
  • สร้าง “พื้นที่กลาง” เช่น คณะกรรมการสุขภาพพื้นที่ (กสพ.) ที่ทำหน้าที่บูรณาการ Demand-Supply ข้อมูลและแผน

🔹 3.3 ทำให้ระบบสุขภาพ “เชิงพื้นที่” เป็นระบบ อภิบาลร่วม (Participatory Governance)

  • บูรณาการแผนสุขภาพจาก รพ.สต., อปท., กลุ่มประชาชน, อสม., รพช. ฯลฯ
  • ส่งเสริม “ตำบลสุขภาวะ” ที่มีระบบฐานข้อมูล – มีแผนสุขภาพของตนเอง – ใช้เงินทุนตามลำดับความจำเป็นของพื้นที่

🔹 3.4 แปลง SDGs ให้เป็นการกระทำในพื้นที่ (SDG Localization)

  • ให้เป้าหมายการพัฒนา (well-being, environment, economic inclusion) เป็น “งานของชุมชน” ไม่ใช่แค่งานของรัฐ
  • สร้างกลไกให้ชาวบ้านประเมิน/สะท้อนผลกระทบจากการพัฒนาเมือง เช่น แผนจัดการผังเมือง → สุขภาพ

 

📌 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สรุป

ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการ
1. ยกระดับ Self-care และ Health Literacy ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองได้ ข้อมูลสุขภาพ/การอบรมแบบชุมชนเป็นฐาน
2. สร้างเมืองสุขภาวะ (Healthy City) สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพ SDG localization + พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
3. บูรณาการระบบบริการ ระบบบริการตอบสนองความต้องการจริง กสพ. และเวทีสมัชชาสุขภาพในพื้นที่
4. สร้างสัมมาทิฏฐิผ่านการเรียนรู้ร่วม เปลี่ยนวิธีคิดทั้งรัฐและประชาชน องค์กรพี่เลี้ยง, พื้นที่เรียนรู้, Reflection

 

 

✨ สรุป

✅ แนวคิดของคุณเรื่อง “สุขภาวะที่ครอบคลุมระบบ” และ “ต้องสร้างสัมมาทิฏฐิในเรื่องสุขภาพ” นั้น แม่นยำและจำเป็นยิ่ง

การเปลี่ยนผ่านจาก ผู้บริโภคบริการสุขภาพ → สู่ ผู้ร่วมสร้างระบบสุขภาพ คือหัวใจของอนาคต
เราจำเป็นต้องออกแบบระบบสุขภาพใหม่ทั้ง “ในใจคน” และ “ในกลไกของรัฐ”

หากคุณสนใจ ผมสามารถช่วยออกแบบ workshop หรือเวทีปฏิบัติการเพื่อสร้างสัมมาทิฏฐิด้านสุขภาพ ให้แก่กลุ่มต่างๆ เช่น อปท., รพ.สต., อสม., ชาวบ้าน, นักศึกษาแพทย์/สาธารณสุข ได้ครับ

 

การอภิปรายในที่ประชุม    มีมิติที่ลึกมาก   ชี้ให้เห็นว่า “มิจฉาทิฏฐิ” เรื่องสุขภาวะมีอยู่ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป และในหมู่ฝ่ายให้บริการสุขภาพ   หลายประเด็นเป็นเรื่องซ่อนเร้นอยู่ลึกมาก    มีการยกตัวอย่างที่ดีของระบบสุขภาพเยอรมนี   ที่มีกุศโลบายหนุนให้ประชาชนดูแลสุขภาพกันเองในครอบครัว    โดยสร้างแรงจูงใจทางการเงิน    เพื่อลดภาระของฝ่ายให้บริการ   

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ก.ค. ๖๘