การท่องเที่ยวของฝรั่งเศสฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและสร้างสถิติใหม่ในปี ๒๐๒๔ (2024) ทว่าแตกต่างจากสเปนและอิตาลีที่เผชิญการประท้วงจากชุมชนในวงกว้าง ฝรั่งเศสกลับปราศจากปัญหาดังกล่าว นักวิจัยชี้ว่า ปัจจัยสำคัญคือการผสมผสานระหว่างการกระจายตัวของแหล่งท่องเที่ยว การพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ และมาตรการบริหารจัดการที่ตรงจุด ซึ่งช่วยรักษาระดับความกดดันไม่ให้ถึง “จุดวิกฤตทางสังคม” อันอาจนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาความแออัด เนื่องจากเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นโยบาย การตลาด และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สามารถบรรเทาความหนาแน่นในพื้นที่ยอดนิยมได้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะเพิ่มขึ้นก็ตาม (รายงาน Euronews: ทำไมยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศสได้ผลในยุคการท่องเที่ยวเกินพอดี)
แม้ฝรั่งเศสจะทำสถิติใหม่ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในปี ๒๐๒๔ ซึ่งสูงถึงประมาณ ๑๐๐ ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กลับพบการต่อต้านทางสังคมอย่างรุนแรงน้อยกว่าที่เห็นในประเทศยุโรปบางแห่ง นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญคือการที่กรุงปารีสมีประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน สัดส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศที่สูง การกระจายตัวของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และการบังคับใช้มาตรการควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยยับยั้งไม่ให้การประท้วงบานปลายกลายเป็นประเด็นทางการเมืองขนาดใหญ่ได้ (อันดับทั่วไป Atout France) (Campus France: ปีที่สถิติสูงสุด ๒๐๒๔)
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้อ่านชาวไทย เนื่องจากประเทศไทยเองก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง กับทรัพยากรธรรมชาติอันเปราะบางและเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด กรณีศึกษาของฝรั่งเศสจึงเป็นบทเรียนเชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเกาะที่อ่อนไหว ไปจนถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคตลอดทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการอนุรักษ์ที่ไทยเคยใช้ อาทิ การปิดอ่าวมาหยาเป็นการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การนำนโยบายเหล่านี้มาเปรียบเทียบกัน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถปรับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นได้ (CNN เกี่ยวกับการฟื้นฟูและกฎของอ่าวมาหยา) (TAT: ไทยต้อนรับผู้มาเยือนกว่า ๓๕ ล้านคนในปี ๒๐๒๔)
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งเศสสามารถหลีกเลี่ยงการต่อต้านในวงกว้างได้
-
ประการแรก การท่องเที่ยวของฝรั่งเศสมีการกระจายตัวทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนปารีส เล่นสกีในเทือกเขาแอลป์ เที่ยวชมชายฝั่งริเวียร่า และสัมผัสชนบทแหล่งผลิตไวน์ ทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวกระจายไปตามช่วงเวลาและสถานที่ที่หลากหลาย การกระจายตัวนี้ช่วยลดการรวมกลุ่มของผู้คนจำนวนมากที่มุ่งเน้นไปยังจุดหมายเดียวกัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการประท้วงในเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลักเพียงแห่งเดียว (France24: ทำไมฝรั่งเศสหลีกเลี่ยงการประท้วงเรื่องการท่องเที่ยวเกินพอดีได้)
-
ประการที่สอง สัดส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศยังคงสูงมาก ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสในปี ๒๐๒๔ สูงกว่าของบางประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่า การเดินทางจำนวนมากเป็นการเดินทางของคนท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของชุมชน นักวิชาการมองว่าความคุ้นเคยนี้ช่วยสร้างความอดทนในชุมชนได้มากกว่าการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยจำนวนมาก (“นักท่องเที่ยวในประเทศมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมคล้ายคนท้องถิ่นและใช้ภาษาร่วมกัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อความยั่งยืนท่านหนึ่งกล่าว) (France24: บทวิเคราะห์และคำพูดจากผู้เชี่ยวชาญ)
-
ประการที่สาม ฝรั่งเศสลงทุนอย่างตั้งใจในการกระจายและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางเลือก ความแออัดในกรุงปารีสลดลง เมื่อแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่บางแห่งตั้งอยู่นอกใจกลางเมือง อาทิ ดิสนีย์แลนด์ปารีสและพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งดึงดูดผู้คนนับล้าน ช่วยลดภาระบนท้องถนนและพิพิธภัณฑ์ในตัวเมือง กลยุทธ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากแคมเปญการตลาดทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ การพักผ่อนในชนบท และพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก (France24 เกี่ยวกับตัวเลขผู้เข้าชมดิสนีย์แลนด์และแวร์ซาย) (ภาพรวมยุทธศาสตร์ Atout France)
-
ประการที่สี่ มาตรการกำกับดูแลและการบริหารจัดการระดับท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ ฝรั่งเศสทดลองใช้การจำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแหล่งท่องเที่ยวที่อ่อนไหว และระบบอนุญาตให้เข้าเกาะบางแห่งเพื่อปกป้องระบบนิเวศ นอกจากนี้ บางหน่วยงานท้องถิ่นยังได้จัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อลดความแออัดในช่วงฤดูร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มพัฒนาชุดเครื่องมือนโยบายนี้ตั้งแต่ปี ๒๐๒๓ โดยมีข้อเสนอระดับชาติที่มุ่งควบคุมการไหลของนักท่องเที่ยวและให้การสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก (Le Monde: รัฐบาลฝรั่งเศสนำเสนอนโยบายรับมือ ‘การท่องเที่ยวเกินพอดี’)
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการระดับชาติจะให้ผลดี แต่ก็ยังมีบางจุดที่เผชิญแรงกดดัน ตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก บันทึกจำนวนผู้เข้าชมประมาณ ๘.๗ ล้านคนในปี ๒๐๒๔ และประสบปัญหาการนัดหยุดงานของพนักงาน เนื่องจากความแออัดและสภาพการทำงาน ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ได้เตือนว่า สถานที่เก่าแก่ที่เก็บงานศิลปะล้ำค่าแห่งนี้มี “แรงกดดันทางกายภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าการกระจายแหล่งท่องเที่ยวก็มีขีดจำกัด บางสถาบันและย่านจะยังคงดึงดูดความต้องการจำนวนมหาศาลอยู่เสมอ และจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เจาะจงและตรงจุด (France24 เกี่ยวกับตัวเลขลูฟร์และการนัดหยุดงานของพนักงาน)
นักวิเคราะห์นโยบายเตือนว่า ความสงบสุขของฝรั่งเศสอาจไม่ยั่งยืนตลอดไป ผู้สังเกตการณ์กล่าวถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ความอดทนของผู้อยู่อาศัยอาจแปรเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหว และเตือนว่าการรักษาสมดุลนี้ต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความกล้าหาญของผู้นำ และบางครั้งต้องตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยมซึ่งอาจจำกัดกำไรในระยะสั้น เมื่อความไม่พอใจของคนในชุมชนปะทุขึ้น การย้อนกลับระบบที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวมวลชนซึ่งให้ผลกำไรสูง อาจกลายเป็นเรื่องซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายมหาศาล “การนำแหล่งท่องเที่ยวกลับสู่สมดุลต้องใช้ทรัพยากรและความเป็นผู้นำอย่างมาก เพื่อรื้อระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกำไร ซึ่งมักจะแข็งแกร่งมาก” นักวิจัยด้านอนาคตการท่องเที่ยวท่านหนึ่งกล่าว (France24: บทวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ)
บทเรียนจากฝรั่งเศสสู่บริบทของประเทศไทยนั้น ไม่ได้หมายถึงการคัดลอกโดยตรง แต่มีข้อปฏิบัติหลายประการที่สามารถนำมาปรับใช้ได้
-
การกระจายตัวมีความสำคัญ: ประเทศไทยมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว ทั้งหมู่เกาะ ภูเขาทางภาคเหนือ เมืองหลวง และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม การส่งเสริมแผนการเดินทางที่ครอบคลุมหลายจุดหมายจะช่วยลดแรงกดดันในพื้นที่ชายหาดหรือย่านใจกลางเมืองยอดนิยมได้ การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวหลักและในพื้นที่ภาคพื้นดิน จะช่วยกระจายความต้องการไปตามจังหวัดต่างๆ และตลอดทั้งปี (ภาพรวมยุทธศาสตร์ Atout France) (TAT: ตัวเลขปี ๒๐๒๔ ของไทย)
-
สัดส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศมีผลต่อการยอมรับของชุมชน: ฐานการเดินทางภายในประเทศของไทยช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตัว แต่หากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งไม่กี่แห่ง ชุมชนท้องถิ่นก็อาจรู้สึกถูกละเลยได้ นโยบายที่จูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการที่เน้นประสบการณ์ท้องถิ่นเพื่อเจาะตลาดคนไทย จะช่วยรักษาระดับการยอมรับจากชุมชนได้ (เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
-
กฎอนุรักษ์ที่ตรงจุดได้ผลจริง: การปิดอ่าวมาหยาเป็นการชั่วคราวในปี ๒๐๑๘ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ตามด้วยการเปิดอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด และมีการปิดเป็นช่วงๆ นั้น ถือเป็นตัวอย่างของการบังคับใช้ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ได้จริง ซึ่งสะท้อนมาตรการจำกัดการเข้าเกาะของฝรั่งเศส มาตรการเช่นนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องระบบนิเวศ แต่ยังส่งสัญญาณว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจะถูกบังคับใช้จริง และยังเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การเยี่ยมชมที่มีคุณภาพสูงขึ้น แทนที่จะเป็นการเข้าถึงแบบไม่จำกัด (CNN: อ่าวมาหยาเปิดอีกครั้งหลังการฟื้นฟู) (Reuters: ภาพอ่าวมาหยา ๒๐๒๒)
-
มาตรการที่เข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น: นอกจากการส่งเสริมในเชิงนุ่มนวล เช่น การตลาดแล้ว ยังจำเป็นต้องมีมาตรการที่แข็งแกร่งด้วย อาทิ ระบบการจอง การจำกัดโควตา ค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันตามระดับ และการบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดกับการปล่อยเช่าระยะสั้น การที่ราคาที่อยู่อาศัยและลักษณะของย่านถูกบิดเบือนโดยแพลตฟอร์มให้เช่า อาจนำไปสู่ความรู้สึกสูญเสียของชุมชน การใช้กฎหมายท้องถิ่นควบคู่ไปกับแผนระดับชาติ จึงเป็นแนวทางแบบผสมผสานที่ฝรั่งเศสเริ่มนำมาใช้ (Le Monde เกี่ยวกับแผนของฝรั่งเศสรับมือการท่องเที่ยวเกินพอดี)
แน่นอนว่ามาตรการเหล่านี้ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน การจำกัดจำนวนผู้มาเยือนอาจลดรายได้ของธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาจำนวนคน และการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวหรือค่าธรรมเนียมที่สูงอาจทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวแบบประหยัดลดลง ดังนั้น ความมุ่งมั่นทางการเมืองในการบังคับใช้ขีดจำกัดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงการชดเชยเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางเลือก เช่น กิจกรรมทางวัฒนธรรม การฟื้นฟูมรดก หรือการท่องเที่ยวชุมชน ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจำนวนไม่มากในบางภูมิภาค เพื่อปรับรูปแบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแค่จำกัดการเข้าถึงเพียงอย่างเดียว (Travel Weekly: Atout France ทบทวนปีทอง ๒๐๒๔)
สำหรับประเทศไทย ข้อเสนอเชิงปฏิบัติมีดังนี้:
- เสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ด้วยการนำเสนอวัฒนธรรมและอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่น นอกเหนือจากเกาะยอดนิยมและกรุงเทพฯ
- ขยายแคมเปญการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อกระตุ้นการเดินทางในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก (shoulder months) ด้วยอัตราพิเศษและกิจกรรมที่น่าสนใจ
- นำระบบการจองและโควตาเข้าชมมาใช้ หรือเพิ่มความเข้มงวด ในอุทยานทางทะเลและเกาะเล็กๆ พร้อมสื่อสารเหตุผลเชิงนิเวศวิทยาให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวเข้าใจอย่างชัดเจน
- กำกับดูแลการปล่อยเช่าระยะสั้น ในย่านประวัติศาสตร์ เพื่อปกป้องที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น
- ลงทุนรายได้จากการท่องเที่ยวกลับคืนสู่โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการท่องเที่ยว (ภาพรวมยุทธศาสตร์ Atout France) (TAT: ตัวเลขปี ๒๐๒๔ ของไทย)
มิติทางวัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ สังคมไทยที่เน้นความผูกพันในครอบครัวและค่านิยมทางพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับความกลมเกลียว อาจเปิดรับและมีส่วนร่วมได้ดีขึ้น หากหน่วยงานต่างๆ นำแนวทางแบบมีส่วนร่วมมาใช้ พระสงฆ์ สภาชุมชน และเจ้าหน้าที่จังหวัด สามารถเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาคธุรกิจท่องเที่ยวกับผู้อยู่อาศัย เพื่อร่วมกันออกแบบกฎเกณฑ์ที่คำนึงถึงทั้งรายได้และศักดิ์ศรีของคนในท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากบริบทในบางประเทศยุโรปที่การประท้วงที่เผชิญหน้าโดยตรงพบเห็นได้บ่อยกว่า (France24 วิเคราะห์ความต่างในการตอบสนองของสังคม)
เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งฝรั่งเศสและประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน ความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น และราคาเที่ยวบินระยะไกลที่ถูกลง ล้วนจะเพิ่มแรงกดดันต่อแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศยังเปลี่ยนแปลงฤดูกาลและความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ดังนั้น การวางแผนระยะยาวที่ครอบคลุมหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การจัดการขยะ น้ำ และการอนุรักษ์มรดก จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงจุดที่ความอดทนของผู้อยู่อาศัยถึงขีดสุด ผู้กำหนดนโยบายต้องดำเนินการเชิงป้องกัน ด้วยการบริหารจัดการการไหลของนักท่องเที่ยวโดยใช้ข้อมูล และการลงทุนคืนกลับสู่ท้องถิ่น (CNN: แนวโน้มการท่องเที่ยวเกินพอดี ๒๐๒๕) (ETC Quarterly Report เกี่ยวกับแนวโน้มยุโรป)
ในทางปฏิบัติ ทั้งนักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจสามารถมีส่วนช่วยได้ โดยการเลือกเยือนพื้นที่ที่คนหนาแน่นน้อยลง จองใบอนุญาตอย่างเป็นทางการเมื่อจำเป็น และสนับสนุนประสบการณ์ที่ดำเนินการโดยชุมชนท้องถิ่น ขณะที่ผู้ประกอบการทัวร์ควรออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่ยาวขึ้นและครอบคลุมหลายจุดหมาย แทนที่จะเน้นแพ็กเกจวันเดียวที่เน้นปริมาณสูง และควรลงทุนในการจ้างไกด์ท้องถิ่น รวมถึงค่าธรรมเนียมเพื่อการอนุรักษ์ รัฐบาลเองก็ควรให้ความสำคัญกับระบบเฝ้าระวังที่สามารถติดตามความแออัดได้แบบเรียลไทม์ และมอบอำนาจให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถปิดพื้นที่ชั่วคราว หรือเบี่ยงเส้นทางนักท่องเที่ยวได้เมื่อถึงเกณฑ์ความหนาแน่นที่กำหนดไว้ (ภาพรวมยุทธศาสตร์ Atout France)
กรณีศึกษาของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมที่สูง ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การประท้วงในประเทศเสมอไป แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าสมดุลนั้นบอบบางเพียงใด การผสมผสานปัจจัยต่างๆ เช่น ประเพณีการท่องเที่ยว สัดส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศที่สูง การกระจายตัวของแหล่งท่องเที่ยว และเครื่องมือการกำกับดูแลที่เริ่มมีผล ทำให้ฝรั่งเศสมีเวลาในการปรับตัวและสร้างความเห็นใจจากชุมชน ประเทศไทยและจุดหมายปลายทางอื่นๆ สามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นได้ แต่การจะทำให้การท่องเที่ยวยังคงเป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่สาเหตุของความตึงเครียดทางสังคมนั้น ต้องอาศัยความใส่ใจในนโยบายอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนที่เน้นชุมชนเป็นสำคัญ (Euronews: บทนำรายงานต้นฉบับ)