มุกไวรัลที่ว่า “งานอดิเรกหลักของฉันคือการส่ง TikTok ให้รูมเมท” ได้จุดประกายคำถามที่เคยถกเถียงกันมานานว่าวิถีชีวิตสมัยใหม่กำลังทำให้งานอดิเรกและกิจกรรมที่พบปะผู้คนลดน้อยลงไปจริงหรือเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น ข้อสังเกตจากคอลัมน์ล่าสุดของ YourTango ชี้ให้เห็นว่าประเด็นนี้เชื่อมโยงกับการถกเถียงในวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ภาวะกดดันทางเศรษฐกิจ และภาวะหมดไฟ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการใช้เวลาว่างและการสร้างความสัมพันธ์ของผู้คน (บทความจาก YourTango) ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากรูปแบบการพักผ่อนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ทางสังคม และเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตชุมชน
ความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตพลเมืองและกิจกรรมสันทนาการไม่ใช่เรื่องใหม่ นักรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งได้เคยบันทึกปรากฏการณ์การลดลงของการมีส่วนร่วมแบบพบหน้ากันไว้ในหนังสือ Bowling Alone โดยชี้ให้เห็นว่าการลดน้อยลงของกิจกรรมร่วมกันส่งผลให้ทุนทางสังคมและสุขภาพพลเมืองเสื่อมถอยลง (อ้างอิงจาก Wikipedia เรื่อง Bowling Alone) สิ่งที่แตกต่างไปจากการศึกษาดังกล่าวในช่วงทศวรรษ 1990 คือขนาดและความรวดเร็วของความบันเทิงในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและฟีดข่าวที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมมอบความบันเทิงอย่างต่อเนื่องโดยใช้ความพยายามน้อยมาก ซึ่งเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับงานอดิเรกที่ต้องลงมือปฏิบัติจริงและกิจกรรมทางสังคมที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและร่วมมือกัน ขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากยังประสบปัญหา “ขาดเวลา” อันเนื่องมาจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ภาระงานในบ้านที่ไม่มีค่าตอบแทน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค ทำให้การเริ่มต้นหรือรักษางานอดิเรกที่เป็นรูปธรรมกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากการศึกษาการใช้เวลาในระดับชาติเผยให้เห็นความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกา แบบสำรวจการใช้เวลาของประชาชน (American Time Use Survey) ระบุว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงมีส่วนร่วมในกิจกรรมสันทนาการและกีฬาในชีวิตประจำวัน – ทว่าองค์ประกอบของเวลาว่างกลับเปลี่ยนไปสู่การใช้หน้าจอแบบตั้งรับมากขึ้น เช่น การดูโทรทัศน์หรือวิดีโอออนไลน์ ขณะที่การเข้าร่วมกิจกรรมเชิงรุกหรือกิจกรรมชุมชนบางประเภทกลับทรงตัวหรือลดลงในบางกลุ่มอายุ (ข้อมูลจาก BLS) การรวบรวมข้อมูลการใช้เวลาทั่วโลกแสดงให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างประเทศ แต่ก็ยืนยันแนวโน้มการบริโภคสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในหมวดเวลาว่าง (ข้อมูลจาก Our World in Data) สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์และการใช้อินเทอร์เน็ตรายวันสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน แบบสำรวจชี้ว่าผู้คนใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันไปกับการใช้งานออนไลน์ – การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดปฏิสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลจึงเข้ามาทดแทนงานอดิเรกที่ซับซ้อนกว่าได้ (ข้อมูล Digital 2024: Thailand จาก DataReportal) และ (รายงานจาก Bangkok Post)
เหตุใดงานอดิเรกจึงเลือนหายหรือเปลี่ยนรูปไป? ปัจจัยหลักสามประการที่เกี่ยวพันกันดังนี้ ประการแรก แรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายที่สูงในการทำกิจกรรมยามว่าง ทำให้งานอดิเรกดั้งเดิมหลายอย่างมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่สูง ผู้คนมักอ้างถึงค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง และค่าสมาชิกเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น กีฬาประเภททีม งานฝีมือ หรือการเรียนดนตรี งานวิจัยด้านการตลาดพบว่าครัวเรือนที่รายงานการใช้จ่ายด้านงานอดิเรกในระดับสูงมีจำนวนลดลงนับตั้งแต่ช่วงสูงสุดของการแพร่ระบาด และผู้คนจำนวนมากหันมาหาวิธีใช้เวลาว่างแบบ “ประหยัดงบ” มากขึ้น (ข้อมูลจาก CivicScience) ประการที่สอง ภาวะหมดไฟและการขาดเวลาที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส่งผลให้พลังงานสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ ลดน้อยลง ภาวะหมดไฟได้รับการยอมรับว่าเป็นปรากฏการณ์ทางอาชีพที่บั่นทอนความสามารถทางอารมณ์และร่างกายในการรักษางานอดิเรกหรือพันธะทางสังคม (อ้างอิงจาก MDPI) ประการที่สาม สื่อที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมสร้างวงจรรางวัลที่ลดทอนความพยายาม: การเลื่อนดูวิดีโอสั้นๆ (Scrolling) มอบความแปลกใหม่และการเชื่อมโยงทางสังคมโดยไม่ต้องอาศัยการวางแผน ค่าใช้จ่าย หรือการประสานงานที่งานอดิเรกแบบดั้งเดิมต้องการ งานวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นเชื่อมโยงการใช้งานหนักกับการนอนหลับผิดปกติ การครุ่นคิดซ้ำๆ และความเสี่ยงต่อความเครียดทางจิตใจในผู้ใช้บางกลุ่ม (จาก Frontiers in Public Health) และ (จาก Psi Chi Journal 2024)
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับบุคคล งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสันทนาการและงานอดิเรกที่ต้องลงมือทำช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความเครียด และปรับปรุงความสุขโดยรวม บททบทวนงานวิจัยในปี 2022 สรุปว่าการเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตและความสามารถในการรับมือกับความเครียด แม้ว่าผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามประเภทและความเข้มข้นของกิจกรรม (ข้อมูลจาก PMC (2022)) งานวิจัยที่ใหม่กว่าพบว่าการมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอในกิจกรรมยามว่างหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา สังคม และกายภาพ สามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของการทำงานในผู้สูงอายุ และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาวได้ (ข้อมูลจาก Nature Communications (2024)) สำหรับประเทศไทย งานวิจัยในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ฝึกหัดชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟที่ลดลงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเน้นย้ำว่ากิจกรรมที่ต้องลงมือทำและเข้าถึงง่ายสามารถเป็นเกราะป้องกันสำหรับคนรุ่นใหม่ได้ (การศึกษาในวารสาร BMC Medical Education (2024))
ความคิดเห็นในวงถกเถียงมีทั้งความท้อแท้และการผลักดันเชิงสร้างสรรค์ ในบทความจาก YourTango ผู้เขียนมองว่าการแชร์วิดีโอ TikTok เป็นอาการของ “รถไฟความตายของทุนนิยมระยะท้าย” — เป็นคำวิพากษ์สั้นๆ ที่เชื่อมโยงชั่วโมงการทำงานอันยาวนาน เศรษฐกิจที่เปราะบาง และการบริโภคสื่อแบบตั้งรับ เข้ากับการหดตัวของชีวิตยามว่าง (จากบทความ YourTango) นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องงานอดิเรกและทุนทางสังคมเตือนว่า แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลอาจสร้างรูปแบบการเชื่อมต่อใหม่ๆ ได้ แต่ก็แทบไม่ได้เข้ามาทดแทนประโยชน์ทางจิตวิทยาจากการลงมือทำ งานที่ต้องใช้ทักษะ หรือกิจกรรมกลุ่มที่สร้างความผูกพันและความรับผิดชอบระยะยาว (จาก Wikipedia เรื่อง Bowling Alone) นักวิจัยด้านสาธารณสุขเสริมว่า การใช้เวลาว่างบนโลกดิจิทัลทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป กิจกรรมที่ผสมผสานกัน เช่น ชุมชนออนไลน์ที่สนับสนุนงานอดิเรกนอกจอ สามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงมากกว่าการเป็นทางตัน (ข้อมูลจาก PMC (2022))
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ปัจจัยท้องถิ่นหลายอย่างเป็นตัวกำหนดว่าแนวโน้มนี้จะส่งผลอย่างไร การยอมรับการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์ในระดับสูงของไทย ทำให้เนื้อหาดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวในเขตเมือง (ข้อมูล Digital 2024: Thailand จาก DataReportal) ขณะเดียวกัน สายสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้น เครือข่ายวัด และชมรมชุมชนยังคงเป็นเวทีสำคัญสำหรับกิจกรรมกลุ่มที่มีต้นทุนต่ำและงานอาสา ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูงานอดิเรกที่เข้าถึงง่าย เช่น กีฬาชุมชนที่จัดขึ้นในวัด กลุ่มตัดเย็บเล็กๆ วงดนตรีท้องถิ่น และโครงการหัตถกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างคนต่างวัย ซึ่งล้วนต้องการโครงสร้างพื้นฐานน้อย และสอดคล้องกับค่านิยมชุมชนตามหลักพระพุทธศาสนา งานวิจัยจากบริบทอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมกิจกรรมยามว่างระดับชุมชนให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพจิตและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในฐานะพลเมือง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย (ข้อมูลจาก Nature Communications (2024))
ในประวัติศาสตร์ไทย การพักผ่อนหย่อนใจทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการมักถูกผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อรักษาสายสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลตามฤดูกาล กีฬาพื้นบ้าน งานวัด และพิธีกรรมในครอบครัว ซึ่งล้วนเป็นโอกาสประจำสำหรับการมีส่วนร่วมร่วมกัน ทว่ารูปแบบเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการขยายตัวของเมือง การย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมือง การเดินทางที่ยาวนานขึ้น รวมถึงข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิธีการพบปะของผู้คนไปจากเดิม ส่งผลให้เกิดความหลากหลายในแต่ละช่วงวัย: ผู้สูงอายุอาจยังคงเข้าร่วมชมรมประจำหรือกิจกรรมที่วัด ในขณะที่คนหนุ่มสาวสร้างชีวิตทางสังคมผ่านช่องทางดิจิทัลและปฏิสัมพันธ์ขนาดเล็ก หากนโยบายหรือการขับเคลื่อนของชุมชนจะมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่หวนรำลึกถึงอดีตก่อนยุคดิจิทัลเท่านั้น
แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร และชุมชนไทยควรทำอะไรได้บ้าง? ประการแรก ผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มภาคประชาสังคมสามารถลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการเข้าร่วมงานอดิเรก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถขยายการเข้าถึงสนามกีฬาสาธารณะ พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับชุมชน (maker spaces) และศูนย์ชุมชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือในราคาประหยัด นายจ้างสามารถทดลองให้มีชั่วโมงสำหรับกิจกรรมส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี หรือจัดสรรเวลาสำหรับงานอดิเรก เพื่อต่อสู้กับภาวะหมดไฟและทำให้การใช้เวลานอกเหนือเวลางานเป็นเรื่องปกติ สถาบันการศึกษาและโรงเรียนสามารถเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลเข้ากับโครงการที่ส่งเสริมให้ความสนใจบนโลกออนไลน์กลายเป็นทักษะที่จับต้องได้นอกจอ เช่น การจัดเทศกาลหนังสั้นที่เริ่มต้นจากโซเชียลมีเดียแล้วนำมาฉายในชุมชน หลักฐานชี้ว่าการพักผ่อนที่มีรูปแบบและทำอย่างสม่ำเสมอให้ผลดีมากกว่าการบริโภคสื่อแบบตั้งรับเป็นครั้งคราว (ข้อมูลจาก PMC (2022))
ประการที่สอง การสื่อสารด้านสาธารณสุขควรกำหนดกรอบงานอดิเรกว่าเป็นการลงทุนด้านสุขภาพจิต ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย การรณรงค์ส่งเสริมการเดินเป็นกลุ่ม การทำสวนชุมชน และงานฝีมือต้นทุนต่ำ สามารถทำได้โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น วัด และอาสาสมัครในชุมชน สิ่งจูงใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น ชุดเริ่มต้นทำสวน เงินอุดหนุนสำหรับการเช่าเครื่องดนตรี หรือการฝึกสอนกีฬาชั่วคราวในสวนสาธารณะ จะช่วยลดอุปสรรคของการ “ทดลองครั้งแรก” และอาจนำไปสู่การเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมยามว่างของผู้สูงอายุชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้คนค้นพบกิจกรรมที่เข้าถึงได้และให้ความพึงพอใจ ผลตอบแทนทั้งในระดับส่วนบุคคลและสังคมจะตามมาอย่างมหาศาล (ข้อมูลจาก Nature Communications (2024))
ประการที่สาม ครอบครัวและสถานที่ทำงานมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง วัฒนธรรมครอบครัวไทยและการอยู่ร่วมกันหลายรุ่นนับเป็นจุดแข็งที่ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด: การสร้างงานอดิเรกร่วมกันภายในบ้าน การรื้อฟื้นโครงการประจำครอบครัว และการแลกเปลี่ยนทักษะกับเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นการใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ สถานที่ทำงานสามารถออกแบบตารางเวลาใหม่ และลดวัฒนธรรมการตรวจสอบอีเมลหลังเลิกงาน เพื่อคืนเวลาพักผ่อนที่แท้จริงและกิจกรรมที่มีความหมาย การเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาคเหล่านี้จะช่วยจัดการกับภาวะหมดไฟ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้ผู้คนเข้าสู่พฤติกรรมการบริโภคสื่อดิจิทัลแบบตั้งรับ (อ้างอิงจาก MDPI)
สุดท้าย บุคคลสามารถเริ่มต้นลงมือทำตามขั้นตอนที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ และมีค่าใช้จ่ายน้อย เช่น การเข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายในสวนสาธารณะใกล้บ้าน การอาสาช่วยงานคณะกรรมการจัดงานวัด การเรียนรู้หัตถกรรมที่ใช้วัสดุในท้องถิ่น หรือเปลี่ยนแรงบันดาลใจจาก TikTok ให้กลายเป็นโปรเจกต์ประจำสุดสัปดาห์ แทนที่จะเลื่อนดูตลอดทั้งคืน หากรู้สึกว่าการเริ่มต้นคนเดียวเป็นเรื่องยาก ลองชวนสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านมาร่วมด้วยกัน เครื่องมือดิจิทัลสามารถช่วยนัดหมายการพบปะนอกจอ และเปลี่ยนการบริโภคเนื้อหาแบบตั้งรับให้กลายเป็นการสร้างสรรค์เชิงรุกได้
ประโยคแชร์ TikTok ที่กลายเป็นไวรัลนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่การตัดสิน มันเผยให้เห็นว่าเศรษฐกิจสมัยใหม่ อัลกอริทึม และความตึงเครียดทางสังคม กำลังกำหนดรูปแบบการใช้เวลาของผู้คนได้อย่างไร แต่หลักฐานก็แสดงให้เห็นว่าการพักผ่อนหย่อนใจมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดี และการตอบสนองในระดับชุมชนที่มีต้นทุนต่ำ สามารถนำงานอดิเรกที่หลากหลาย การฝึกฝนทักษะ และการเชื่อมโยงสัมพันธ์ทางสังคมกลับคืนสู่ชีวิตประจำวันได้ สำหรับชุมชนไทยที่มีประเพณีความร่วมมืออย่างลึกซึ้ง และมีการยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสูง โอกาสอยู่ที่การผสมผสานข้อดีของทั้งสองโลก: ใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อเชิญชวนและจัดการ แต่ใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นและพื้นที่สาธารณะเป็นรากฐานสำหรับกิจกรรมที่เติมเต็มทั้งสุขภาพและความสัมพันธ์
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการเริ่มต้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ลองเลือกกิจกรรมที่มีต้นทุนต่ำและสามารถเริ่มต้นได้ภายในเดือนนี้ ชวนสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการดูแลสุขภาพจิต ไม่ใช่แค่กิจกรรมเสริม ขั้นตอนเล็กๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสสูงสุดที่จะนำพาเราออกจาก “รถไฟความตายของทุนนิยมระยะท้าย” กลับสู่ชีวิตที่มีทักษะ ช่วงเวลาแห่งการรวมกลุ่ม และความผูกพันทางสังคมที่ยั่งยืน
(บทความจาก YourTango) (อ้างอิงจาก Wikipedia เรื่อง Bowling Alone) (ข้อมูลจาก BLS) (ข้อมูลจาก Our World in Data) (ข้อมูล Digital 2024: Thailand จาก DataReportal) (รายงานจาก Bangkok Post) (ข้อมูลจาก CivicScience) (จาก Frontiers in Public Health) (จาก Psi Chi Journal 2024) (ข้อมูลจาก PMC (2022)) (ข้อมูลจาก Nature Communications (2024)) (การศึกษาในวารสาร BMC Medical Education (2024)) (อ้างอิงจาก MDPI)