งานวิจัยระหว่างประเทศชิ้นใหม่ล่าสุด เผยให้เห็นกลไกทางจิตวิทยาที่ชัดเจนซึ่งเชื่อมโยงประสบการณ์ถูกทำร้ายหรือถูกละเลยในวัยเด็ก เข้ากับพฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ในวัยผู้ใหญ่: โดยระบุว่าประสบการณ์บาดแผลในวัยเด็กเป็นปัจจัยที่บ่งชี้คะแนนที่สูงขึ้นในมาตรวัด “อัตตาทางเพศ” (Sexual Narcissism) และ “อัตตาทางเพศ” นี้เองที่เป็นตัวทำนายสำคัญของพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่นหรือควบคุมไม่ได้ ปัจจัยทั้งสองนี้ร่วมกันอธิบายความผันแปรของพฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ได้ประมาณ 60% ในกลุ่มตัวอย่างการศึกษา (n = 118) (สรุปโดย Neuroscience News; บทความต้นฉบับใน Archives of Sexual Behavior) ข้อค้นพบนี้ตอกย้ำว่าภาวะพฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ (Compulsive Sexual Behavior Disorder - CSBD) ไม่ใช่แค่เรื่องของแรงกระตุ้นที่ยากจะยับยั้ง แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์บาดแผลในวัยเด็กกับทัศนคติทางเพศบางประการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักบำบัดสามารถเข้าถึงและให้การช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุใดประเด็นนี้จึงสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทย: “พฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้” ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประเภทไว้ใน ICD-11 ในชื่อ CSBD นั้น สร้างความเสียหายอย่างแท้จริงต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และสุขภาพจิตของผู้ป่วย และเริ่มได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิกทั่วโลกมากขึ้น การระบุปัจจัยตัวกลางอย่าง “อัตตาทางเพศ” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ จึงเป็นการเปิดช่องทางเชิงปฏิบัติสำหรับการป้องกันและรักษาในระบบสาธารณสุข สวัสดิการสังคม และการศึกษาของประเทศไทย (สรุป WHO เกี่ยวกับ CSBD)
การศึกษานี้ได้เปรียบเทียบกลุ่มผู้ที่เข้ารับการปรึกษาหรือการสนับสนุนเนื่องจากปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ กับกลุ่มควบคุมจากประชากรทั่วไปที่ได้รับการจับคู่อย่างรอบคอบ ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามมาตรฐาน ได้แก่ Childhood Trauma Questionnaire (เพื่อประเมินประสบการณ์การถูกทำร้ายและการถูกละเลยในวัยเด็ก), Sexual Narcissism Scale (ซึ่งใช้วัดความรู้สึกมีสิทธิ์ทางเพศ การขาดความเห็นอกเห็นใจทางเพศ การใช้ประโยชน์จากผู้อื่น และการรับรู้ในทักษะทางเพศของตนเอง), และ Hypersexual Behavior Inventory (ซึ่งประเมินการสูญเสียการควบคุม การใช้เพศสัมพันธ์เพื่อจัดการอารมณ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้น) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เข้าเกณฑ์ทางคลินิกของภาวะ CSBD รายงานว่ามีประสบการณ์บาดแผลในวัยเด็กสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และมีคะแนนอัตตาทางเพศ รวมถึงพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่นสูงกว่าอย่างชัดเจนเช่นกัน การวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน (mediation analysis) แสดงให้เห็นว่า “อัตตาทางเพศ” ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบาดแผลในวัยเด็กกับพฤติกรรมทางเพศในปัจจุบัน โดยผลกระทบทางอ้อมนี้ยังคงมีนัยสำคัญแม้จะผ่านกระบวนการบูตสแตรป (bootstrap) และการตรวจสอบแบบจำลองแล้วก็ตาม (บทความใน Archives of Sexual Behavior)
ผู้เชี่ยวชาญและผลการศึกษาที่ผ่านมาช่วยวางบริบทของข้อค้นพบใหม่นี้ได้อย่างเหมาะสม องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้คำจำกัดความของการวินิจฉัย CSBD ว่าเป็น “รูปแบบพฤติกรรมที่ต่อเนื่องของการไม่สามารถควบคุมแรงกระตุ้นหรือความต้องการทางเพศที่รุนแรงและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ” ซึ่งส่งผลให้เกิดความทุกข์หรือความบกพร่องในการดำเนินชีวิต และยังเตือนให้ผู้ปฏิบัติงานทางคลินิกแยกแยะความแตกต่างระหว่างความสนใจทางเพศที่สูงกว่าปกติกับภาวะผิดปกติอย่างรอบคอบ (คอมเมนทารี WHO/ICD-11) การศึกษาตัวแปรส่งผ่านชิ้นใหม่นี้ สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าหลายชิ้นที่เชื่อมโยงการถูกละเมิดทางเพศและการถูกละเลยในวัยเด็กกับปัญหาการควบคุมทางเพศในวัยผู้ใหญ่ รวมถึงการวิจัยที่ชี้ว่าลักษณะอัตตานิยมสามารถนำไปสู่ความรู้สึกมีสิทธิ์ทางเพศ การขาดความเห็นอกเห็นใจ และพฤติกรรมเสี่ยงในบริบททางเพศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้และสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ได้ (สรุปโดย Neuroscience News; บทความใน Archives of Sexual Behavior)
เหตุผลทางคลินิกที่อธิบายกลไกนี้ได้อย่างชัดเจน: การถูกทำร้ายในวัยเด็กมักบ่อนทำลายความสามารถในการสร้างความผูกพัน การควบคุมอารมณ์ และความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง สำหรับบางคน พฤติกรรมทางเพศอาจกลายเป็นกลไกในการรับมือ (เช่น ใช้เพื่อระงับอารมณ์หรือใช้เป็นหนทางหลีกหนีจากความรู้สึกภายใน) หรือเป็นเวทีเพื่อแสวงหาการยอมรับและยืนยันคุณค่าในตนเอง งานวิจัยชี้ว่า “อัตตาทางเพศ” —ซึ่งคือความรู้สึกพึงพอใจในรูปลักษณ์และความน่าดึงดูดทางเพศ ผสมกับความรู้สึกมีสิทธิ์และขาดความเห็นอกเห็นใจทางเพศ—อาจพัฒนาเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น แต่กลับก่อให้เกิดผลเสียอย่างร้ายแรงในระยะยาว โดยเพิ่มโอกาสในการแสดงออกทางเพศซ้ำๆ ที่เสี่ยงอันตรายหรือเป็นไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ คณะผู้วิจัยได้สรุปว่าประสบการณ์บาดแผลในวัยเด็กและ “อัตตาทางเพศ” “มีส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่นสูงขึ้น” และระบุว่าแบบจำลองตัวแปรส่งผ่านนี้สามารถอธิบายความผันแปรของคะแนนพฤติกรรมที่หมกมุ่นในกลุ่มตัวอย่างได้ถึง 60.3% (บทความใน Archives of Sexual Behavior)
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดกับประชากรทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน ในกลุ่มตัวอย่างการวิจัย พบว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่นสูงกว่า ส่วนในกลุ่มที่เข้ารับการรักษา ผู้ที่ระบุว่าตนมีความเชื่อทางศาสนา เป็นไบเซ็กชวล หรือมีการศึกษาน้อยกว่า มักมีคะแนนพฤติกรรมทางเพศที่หมกมุ่นหรือ “อัตตาทางเพศ” สูงกว่า คณะผู้วิจัยเตือนว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงผลเบื้องต้น และจำเป็นต้องมีการศึกษาซ้ำในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากกว่านี้ (บทความใน Archives of Sexual Behavior) งานวิจัยระบาดวิทยาทั่วโลกชี้ว่าอัตราการเกิดภาวะ CSBD ในประชากรโดยรวมนั้นแตกต่างกันไป แต่การวิจัยล่าสุดระบุอัตราในผู้ใหญ่ว่าค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 1-3% ในหลายการศึกษา) โดยพบอัตราที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่เข้ารับการรักษา (คอมเมนทารี WHO/ICD-11)
ผลกระทบต่อประเทศไทย: การถูกทำร้ายเด็กและความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาพทางเพศตลอดช่วงชีวิต งานวิจัยภายในประเทศในช่วงการระบาดของโควิด-19 พบว่าความรุนแรงในครอบครัวและความเสียหายต่อเด็กเพิ่มสูงขึ้น โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้รายงานผลการวิจัยแบบผสมผสานว่าอัตราความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 34.6% ในปี 2560 เป็น 42.2% ในช่วงปี 2563–2564 และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกับการว่างงาน ความเครียด และการใช้สารเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เด็กถูกทำร้ายและถูกละเลย ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางที่งานวิจัยเรื่อง “อัตตาทางเพศ” ชิ้นใหม่นี้ชี้ให้เห็น (งานวิจัยระดับชาติจากทีมมหิดลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว) ดังนั้น ข้อค้นพบจากการศึกษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริการสุขภาพจิตและหน่วยงานคุ้มครองเด็กในประเทศไทย: การลดการถูกทำร้ายเด็กและการให้การสนับสนุนที่คำนึงถึงบาดแผลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ CSBD ในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน การเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิทางเพศและความเห็นอกเห็นใจในโปรแกรมสุขภาพทางเพศสำหรับผู้ใหญ่ ก็สามารถช่วยปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาให้ดีขึ้นได้เช่นกัน
ความท้าทายเชิงวัฒนธรรมและทางคลินิกที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ได้แก่ การตีตราทางสังคม การที่ผู้คนไม่กล้าเข้าถึงความช่วยเหลือ และความละเอียดอ่อนในการพูดคุยเรื่องบาดแผลทางเพศในสังคมที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและศาสนา ตัวบ่งชี้ทางประชากรจากการศึกษา—เช่น การพบคะแนนพฤติกรรมที่หมกมุ่นสูงขึ้นในกลุ่มผู้มีความเชื่อทางศาสนาที่เข้ามารับบริการทางคลินิก—สะท้อนการค้นพบระหว่างประเทศว่าความละอายทางสังคมหรือศาสนาอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือ และอาจมีปฏิสัมพันธ์กับรูปแบบพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ (ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งทางศีลธรรมอาจเพิ่มความทุกข์แม้ว่าพฤติกรรมทางเพศนั้น ๆ จะไม่จัดเป็นความผิดปกติทางคลินิกก็ตาม) (บทความใน Archives of Sexual Behavior; คอมเมนทารี WHO/ICD-11) ประเทศไทยซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับครอบครัวที่เข้มแข็งและค่านิยมทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับการละเว้น ยังคงมีอิทธิพลต่อทั้งการรับรู้ความทุกข์และกระบวนการฟื้นฟู จึงจำเป็นต้องมีแนวทางการดูแลทางคลินิกที่อ่อนไหวต่อบริบททางวัฒนธรรม เคารพในค่านิยมของชุมชน และมุ่งปกป้องเด็กและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
เสียงจากภาคสนาม: ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งมีส่วนร่วมในการวางกรอบการวินิจฉัย CSBD ใน ICD-11 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินอย่างรอบคอบ และการหลีกเลี่ยงการตีความพฤติกรรมทางเพศว่าเป็นโรคมากเกินไป โดยระบุว่า “บุคคลที่มีความสนใจทางเพศสูง แต่ไม่แสดงภาวะบกพร่องในการควบคุมและไม่มีความทุกข์อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CSBD” ข้อคิดเห็นนี้ช่วยให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความทุกข์ที่เกิดจากความขัดแย้งทางศีลธรรมกับความผิดปกติทางคลินิกได้อย่างชัดเจน (คอมเมนทารี WHO/ICD-11) คณะผู้วิจัยของการศึกษาตัวแปรส่งผ่านนี้ได้เสนอแนะให้มีการนำการประเมิน “อัตตาทางเพศ” มารวมไว้ในการวางแผนการรักษา และมุ่งเน้นการจัดการกับความรู้สึกมีสิทธิ์ การขาดความเห็นอกเห็นใจ และกลไกการรับมือที่เกี่ยวข้องกับบาดแผล ในการบำบัดรักษาภายใต้แนวทางการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผล (Trauma-Informed Care) โปรแกรมที่ผสมผสานการฝึกความเห็นอกเห็นใจ การปรับโครงสร้างความคิดเกี่ยวกับสิทธิ์ และการทำงานกับบาดแผลโดยตรง อาจช่วยลดการกลับเป็นซ้ำของพฤติกรรม และปรับปรุงการดำเนินชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นได้ (บทความใน Archives of Sexual Behavior)
ข้อจำกัดของการศึกษาและประเด็นที่ยังต้องค้นคว้าเพิ่มเติม: การศึกษาตัวแปรส่งผ่านนี้เป็นการวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (cross-sectional) และอาศัยการรายงานตนเองเป็นหลัก จึงไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้โดยตรง และอาจมีอคติจากการระลึกข้อมูล (recall bias) กลุ่มตัวอย่างทางคลินิกได้มาจากกลุ่มผู้รับการสนับสนุน และกลุ่มตัวอย่างโดยรวมมีความเป็นเนื้อเดียวกันทางวัฒนธรรมในบริบทของการศึกษา ซึ่งจำกัดขอบเขตการสรุปผลไปสู่ประชากรทั่วไป คณะผู้วิจัยจึงเรียกร้องให้มีการวิจัยระยะยาวเพื่อตรวจสอบว่าการลด “อัตตาทางเพศ” จะนำไปสู่การลดพฤติกรรมที่หมกมุ่นจริงหรือไม่ รวมถึงการศึกษาซ้ำในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น ในบริบทของประเทศไทย ยังขาดแคลนงานวิจัยระยะยาวระดับประชากรที่เชื่อมโยงบันทึกการถูกทำร้ายในวัยเด็กที่สามารถตรวจสอบได้ กับผลลัพธ์ของภาวะ CSBD ในอนาคต ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายจึงควรตีความขนาดของผลกระทบด้วยความระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากหลักฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้สำหรับภาครัฐในด้านสาธารณสุข การศึกษา และบริการสังคมของไทย คือการพัฒนายุทธศาสตร์การป้องกันและรักษาแบบบูรณาการ ในด้านการป้องกัน การลดการถูกทำร้ายเด็กถือเป็นหัวใจสำคัญ: การเสริมสร้างระบบสนับสนุนครอบครัว เครือข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มาตรการลดการใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด รวมถึงมาตรการคุ้มครองเด็กในโรงเรียน สามารถช่วยลดบาดแผลในวัยเด็กซึ่งเป็นรากฐานของความผิดปกติในภายหลังได้ (งานวิจัยระดับชาติเรื่องความรุนแรงในครอบครัวของไทย) ส่วนในด้านการรักษา การคัดกรองประสบการณ์บาดแผลในวัยเด็กและทัศนคติแบบ “อัตตาทางเพศ” สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริการให้คำปรึกษาสำหรับปัญหาพฤติกรรมทางเพศที่ควบคุมไม่ได้ และการทดลองใช้โมดูลการบำบัดที่เน้นการสอนการควบคุมอารมณ์ การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจ และการท้าทายความรู้สึกมีสิทธิ์ อาจถูกนำมาทดลองใช้ในโปรแกรมสนับสนุนภาวะ CSBD หรือบริการบำบัดการติดสารเสพติด นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านนิติเวชและบริการสุขภาพทางเพศควรได้รับการฝึกอบรมให้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ทัศนคติแบบ “อัตตาทางเพศ” อาจนำไปสู่การทำร้ายคู่สมรส และจำเป็นต้องมีการรวมมาตรการปกป้องเหยื่อไว้ด้วย
คำแนะนำเชิงปฏิบัติที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของประเทศไทย โดยยึดหลักฐานที่มีอยู่:
-
นำเครื่องมือคัดกรองบาดแผลในวัยเด็กและ “อัตตาทางเพศ” แบบสั้น ๆ ไปใช้ในคลินิกสุขภาพจิตและสุขภาพทางเพศ บริการบำบัดการติดสารเสพติด และศูนย์ให้คำปรึกษาตามมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยคัดกรองบุคคลที่อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาเฉพาะทาง (ควรใช้เครื่องมือที่ได้รับการแปลและรับรองความถูกต้องในบริบทไทยหากเป็นไปได้) (บทความใน Archives of Sexual Behavior; คอมเมนทารี WHO/ICD-11).
-
ขยายการฝึกอบรมแนวทางการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผล (Trauma-Informed Care) ให้แก่ผู้ให้คำปรึกษาและนักสังคมสงเคราะห์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลในจังหวัดต่าง ๆ โดยเน้นย้ำถึงการซักถามเรื่องการถูกทำร้ายในวัยเด็กอย่างปลอดภัย การตอบสนองโดยไม่ตัดสิน และการส่งต่อเพื่อรับการดูแลเฉพาะทางที่ครอบคลุมทั้งผลกระทบจากบาดแผลและทัศนคติทางเพศ.
-
ทดลองนำโมดูลจิตบำบัดที่มีโครงสร้าง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกมีสิทธิ์ทางเพศและการขาดความเห็นอกเห็นใจ—ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของ “อัตตาทางเพศ”—มาประยุกต์ใช้ โดยปรับเทคนิคที่ได้รับการสนับสนุนจากการวิจัย เช่น การบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) การฝึกความเห็นอกเห็นใจ และการบำบัดแบบมุ่งเน้นการเข้าใจตนเอง (Mentalization-Based Treatment) ในรูปแบบกลุ่มหรือรายบุคคลในโปรแกรมสนับสนุนภาวะ CSBD.
-
เสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็กและสนับสนุนครอบครัวในสถานศึกษาและศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน: ฝึกอบรมครูและอาสาสมัครสาธารณสุขให้สามารถสังเกตสัญญาณการถูกทำร้ายเด็ก ขยายช่องทางการรายงานที่เป็นความลับ และให้ความช่วยเหลือทางสวัสดิการสังคมได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีข้อสงสัยว่ามีการทำร้าย (ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยความรุนแรงในครอบครัวของไทย).
-
ประสานความร่วมมือกับผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนเพื่อลดการตีตราทางสังคมและส่งเสริมให้มีการขอรับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยใช้ศาสนสถานเป็นช่องทางที่ไม่ตัดสินและให้การสนับสนุนที่สอดคล้องกับค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องความเมตตาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ.
-
สนับสนุนงานวิจัยระยะยาวที่เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเชื่อมโยงบันทึกการถูกทำร้ายในวัยเด็กที่สามารถตรวจสอบได้ กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพทางเพศในภายหลัง เพื่อระบุอุบัติการณ์ที่แท้จริงของภาวะ CSBD ในประเทศไทย และทดสอบว่าการลด “อัตตาทางเพศ” จะนำไปสู่การลดพฤติกรรมที่หมกมุ่นได้จริงหรือไม่.
งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตีตราผู้รอดชีวิตจากบาดแผลในวัยเด็ก แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงเส้นทางที่สามารถรักษาได้ จากความทุกข์ทรมานในวัยเด็กไปสู่ภาวะผิดปกติในวัยผู้ใหญ่ ผู้ปฏิบัติงานทางคลินิกและผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ “แผนที่” นี้ในการพัฒนาระบบบริการที่คำนึงถึงบาดแผลและอ่อนไหวต่อบริบททางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องเด็กไทยในวันนี้ และลดภาระด้านสุขภาพจิตและสุขภาพทางเพศในสังคมของเราในระยะยาว ดังที่คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่า การประเมินอย่างระมัดระวังและการรักษาที่อิงหลักฐานทางวิชาการ—ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการตัดสินเชิงศีลธรรม—คือหนทางสู่การฟื้นฟูสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดี (คอมเมนทารี WHO/ICD-11).
แหล่งข้อมูล: งานวิจัยต้นฉบับ: A Study on Childhood Trauma and Sexual Narcissism in Individuals with Compulsive Sexual Behavior Receiving Counseling ในวารสาร Archives of Sexual Behavior (บทความใน Archives of Sexual Behavior); สรุปงานวิจัยโดย Neuroscience News (สรุปงานวิจัยโดย Neuroscience News); การอภิปรายของ WHO/ICD-11 เกี่ยวกับ Compulsive Sexual Behaviour Disorder (การอภิปรายของ WHO/ICD-11 เกี่ยวกับ CSBD); งานวิจัยระดับชาติของไทยเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวในช่วงโควิด-19 โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล (งานวิจัยระดับชาติของไทยเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว).