ผลการศึกษาล่าสุดจากสวีเดนเผยว่า ผู้ที่มีอายุยืนยาวถึง ๑๐๐ ปีนั้น ไม่ได้มีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับโรคร้ายจำนวนมากขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม พวกเขากลับได้รับการวินิจฉัยโรคน้อยกว่า และมักจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงช้ากว่าคนวัยเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ถึงรูปแบบการชราภาพที่แตกต่างออกไป และอาจส่งผลสำคัญต่อการวางแผนรับมือสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย การศึกษาแบบติดตามผลสองชุดซึ่งนำโดยนักวิจัยจากสถาบัน Karolinska Institutet ได้เปรียบเทียบกลุ่มประชากรที่ถูกติดตามมานานหลายทศวรรษ พบว่ากลุ่มผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงตลอดชีวิตต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตใจน้อยกว่า ทั้งยังมีการสะสมของโรคเรื้อรังช้ากว่าผู้ที่มีอายุสั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (บทความสรุปโดยหัวหน้าทีมวิจัยบน The Conversation; ข่าวจาก Karolinska Institutet).

การทำความเข้าใจว่าเหตุใดประชากรส่วนน้อย—ซึ่งคิดเป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มที่ศึกษา—จึงสามารถมีอายุยืนยาวถึง ๑๐๐ ปีพร้อมกับสุขภาพที่ค่อนข้างดีได้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ช่วงกลาง ๗๐ ปี และสัดส่วนของผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข ระบบบำนาญ และการดูแลโดยครอบครัว (ข้อมูลประเทศขององค์การอนามัยโลกสำหรับไทย; รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ๒๕๖๕). หากผลการศึกษาจากสวีเดนสามารถชี้ชัดถึงปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อชะลอการเกิดโรค ประเทศไทยอาจสามารถนำมาตรการป้องกันและการปฏิรูประบบสุขภาพที่มุ่งเน้นการเพิ่มช่วงปีที่มีสุขภาพดี (Healthy Life Years) ให้กับประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการศึกษาที่สำคัญจากสวีเดนนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าการมีอายุยืนยาวขึ้นย่อมหมายถึงการมีโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น งานวิจัยนี้อ้างอิงข้อมูลจากทะเบียนประชากรสองชุด ซึ่งได้วิเคราะห์กลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงปีใกล้เคียงกัน เพื่อจำกัดอิทธิพลของปัจจัยเฉพาะกลุ่ม (cohort effect) ชุดแรกใช้ข้อมูลประชากร ๑๗๐,๗๘๗ คนจากจังหวัดสตอกโฮล์มที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๕–๒๔๖๕ และติดตามข้อมูลของบุคคลเหล่านี้ตั้งแต่อายุ ๖๐ ปี จนกระทั่งมีอายุ ๑๐๐ ปี เพื่อคำนวณความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหัวใจวาย กระดูกสะโพกหัก และมะเร็งชนิดต่าง ๆ ส่วนชุดที่สองวิเคราะห์ประชากร ๒๗๔,๑๐๘ คนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๓–๒๔๖๕ ซึ่งถูกติดตามข้อมูลตั้งแต่อายุ ๗๐ ปี เป็นเวลาราวสามทศวรรษ พบว่ามีผู้ที่มีอายุถึง ๑๐๐ ปี จำนวน ๔,๓๓๐ คน (คิดเป็นประมาณ ๑.๕% ของกลุ่มประชากรที่ศึกษา) โดยได้มีการติดตามข้อมูลโรคภัยไข้เจ็บมากถึง ๔๐ ชนิด ตั้งแต่โรคความดันโลหิตสูงไปจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคอัลไซเมอร์ (บทความสรุปบน The Conversation; ข่าวจาก Karolinska Institutet). ผลการวิเคราะห์ทั้งสองชุดพบตรงกันว่า กลุ่มผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีมีการสะสมการวินิจฉัยโรคน้อยกว่า เกิดโรคร้ายแรงช้ากว่า และมีแนวโน้มที่โรคจะจำกัดอยู่ในระบบอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งมากกว่า—ซึ่งเป็นรูปแบบที่ช่วยให้การจัดการรักษาในระยะยาวง่ายขึ้นและสอดคล้องกับการรักษาสภาพความยืดหยุ่นทางสรีรวิทยาของร่างกาย

ตัวเลขสำคัญที่นักวิจัยเน้นย้ำนั้น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างผู้ที่มีอายุ ๑๐๐ ปีขึ้นไปกับผู้ที่มีอายุสั้นกว่า เมื่ออายุ ๘๕ ปี มีประมาณ ๔% ของผู้ที่ในที่สุดจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี ที่เคยมีประวัติภาวะหลอดเลือดสมอง เทียบกับประมาณ ๑๐% ในกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง ๙๐–๙๙ ปี ณ อายุ ๑๐๐ ปี มีประมาณ ๑๒.๕% ของผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีที่เคยประสบภาวะหัวใจวาย ในขณะที่กลุ่มผู้เสียชีวิตในช่วงอายุ ๘๐–๘๙ ปี มีอัตราสูงถึงราว ๒๔% นอกจากนี้ ผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีขึ้นไปยังมีอัตราการได้รับการวินิจฉัยโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับโรคเหล่านี้—ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออายุ ๘๐ ปี มีประมาณ ๘% ของผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด เทียบกับมากกว่า ๑๕% ในกลุ่มผู้เสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๕ ปี (บทความสรุปบน The Conversation; ข่าวจาก Karolinska Institutet). ความแตกต่างเหล่านี้บ่งชี้ว่า แม้จะมีจำนวนปีที่ใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น แต่ภาระโรคโดยรวมตลอดช่วงชีวิตของผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีกลับยังคงต่ำกว่าผู้ที่มีอายุสั้นกว่าในหลายโรค

ศาสตราจารย์ Karin Modig นักระบาดวิทยาและหัวหน้าทีมวิจัย สรุปว่าการมีอายุยืนยาวเกินปกติไม่ได้เป็นเพียงแค่การเลื่อนเวลาเจ็บป่วยออกไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงรูปแบบการชราภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยชี้ว่าอาจเป็นผลมาจากการรักษาสมดุลของร่างกายและความต้านทานต่อโรค ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวของปัจจัยทางพันธุกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ (บทความสรุปบน The Conversation; ข่าวจาก Karolinska Institutet). นักวิจัยยังเน้นย้ำว่า ผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีมักมีการสะสมของภาวะหลายโรค (multimorbidity) ช้ากว่ากลุ่มผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า—โดยมักจะเริ่มพบภาวะหลายโรคเมื่ออายุประมาณ ๘๙ ปี—และไม่พบการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนโรคในช่วงปลายชีวิต เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ที่มีอายุสั้นกว่า

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาจากสวีเดนนี้ได้จุดประกายคำถามเชิงปฏิบัติและนัยยะทางนโยบายที่สำคัญหลายประการ ประการแรก การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดดูจะเป็นหัวใจสำคัญ: การวิเคราะห์ของสวีเดนชี้ให้เห็นว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัจจัยสำคัญที่จำแนกผู้ที่มีอายุยืนยาวออกจากกลุ่มอื่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานทั่วโลกที่บ่งชี้ว่าโรคหัวใจมีบทบาทสำคัญต่อสาเหตุการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ในระดับสูง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจขาดเลือด การเสริมสร้างมาตรการป้องกันในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล—เช่น การตรวจวัดความดันโลหิตและการควบคุมเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ การจัดการระดับคอเลสเตอรอล โปรแกรมการเลิกบุหรี่ และการลดปัจจัยเสี่ยงในระดับชุมชน—อาจช่วยชะลอการเกิดโรคในระดับประชากร และย่นระยะเวลาที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยรุนแรงไปอยู่ใกล้ช่วงปลายชีวิตมากขึ้น (ข้อมูลประเทศขององค์การอนามัยโลกสำหรับไทย). การควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามหลักฐานทางวิชาการถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และยังสอดคล้องกับหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ซึ่งสามารถใช้เป็นเวทีในการขยายบริการป้องกันได้อย่างกว้างขวาง

ประการที่สอง ความต้านทานต่อโรคทางสมองและจิตเวชที่พบในผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีจากสวีเดนชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมสุขภาพสมองควรเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีในสวีเดนมีความชุกของโรคทางระบบประสาทและจิตเวช เช่น ภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้า โดยรวมแล้วน้อยกว่า กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานบริการสังคมของไทยจึงควรขยายแนวทางการลดความเสี่ยงโรคทางสมอง—โดยมุ่งเป้าที่ปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือดหัวใจ ส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นสติปัญญา การมีส่วนร่วมทางสังคม และบริการสุขภาพจิต—พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของเส้นทางการดูแลที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น (รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ๒๕๖๕).

ประการที่สาม งานวิจัยจากสวีเดนนี้ตอกย้ำถึงคุณค่าของทะเบียนสุขภาพที่ติดตามข้อมูลตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยด้านการสูงวัย ชุมชนนักวิจัยและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยสามารถเร่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกได้ โดยการลงทุนในโครงการศึกษาติดตามกลุ่มประชากรระยะยาว (longitudinal cohort studies) และพัฒนาระบบบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถติดตามประชากรตามรุ่นที่เกิด และค้นหาปัจจัยพยากรณ์ของการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี—ซึ่งรวมถึงปัจจัยทางสังคม อาหาร กิจกรรมทางกาย มลภาวะ ประวัติอาชีพ และตัวชี้วัดทางพันธุกรรม การลงทุนเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถทดสอบได้ว่า “รูปแบบของผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี” ที่พบในสวีเดนนั้น สามารถเกิดขึ้นในประชากรเอเชียซึ่งมีพันธุกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้หรือไม่

แน่นอนว่ามีข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ ก่อนที่จะนำผลการศึกษาจากสวีเดนมาปรับใช้กับนโยบายในประเทศไทยโดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ ข้อมูลทะเบียนประชากรของสวีเดนมีความครอบคลุมสูง และระบบสาธารณสุขก็มีข้อมูลด้านการบริหารจัดการที่มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ พื้นฐานทางพันธุกรรม สภาพชีวิตในวัยเด็ก การได้รับเชื้อโรคตลอดช่วงชีวิต รูปแบบการบริโภคอาหาร และโครงสร้างทางสังคม ล้วนมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างสวีเดนกับประเทศไทย ดังนั้น ปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของร่างกายในการรับมือกับโรคในกลุ่มผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด นอกจากนี้ การศึกษาจากฐานข้อมูลทะเบียนประชากรมักเน้นเฉพาะโรคที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว ซึ่งอาจไม่ได้ครอบคลุมการประเมินด้านการทำงานของร่างกาย ภาวะเปราะบาง หรือโรคที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยอย่างครบถ้วน การเข้ารหัสสาเหตุการเสียชีวิตและพฤติกรรมการเข้ารับบริการสุขภาพที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ ก็อาจส่งผลต่อการเปรียบเทียบผลการศึกษาได้เช่นกัน (ข่าวจาก Karolinska Institutet; บทความสรุปบน The Conversation).

ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยที่อิงตามงานวิจัยนี้ จึงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและหลักฐานที่เชื่อถือได้ แนวปฏิบัติที่ควรให้ความสำคัญได้แก่: การเสริมสร้างมาตรการป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิที่สามารถขยายผลได้สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวาน ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การขยายการคัดกรองและรักษาภาวะความดันโลหิตสูง (ซึ่งการรณรงค์ลดการบริโภคเกลือที่เชื่อมโยงกับอาหารไทยดั้งเดิมสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ) การบูรณาการการคัดกรองสุขภาพสมองเข้ากับการดูแลผู้สูงอายุ การปรับปรุงบริการสนับสนุนผู้ดูแลครอบครัว เช่น การจัดหาช่วงเวลาพักผ่อนและการฝึกอบรมทักษะการดูแล และการทดลองจัดตั้งกลุ่มประชากรศึกษาแบบติดตามระยะยาวในระดับภูมิภาค เพื่อค้นหาปัจจัยเฉพาะของไทยที่ส่งเสริมการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี นโยบายเหล่านี้สอดคล้องกับค่านิยมทางพุทธศาสนาเรื่องการเคารพผู้สูงอายุและความรับผิดชอบของครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงแรงกดดันจากความเป็นเมืองและการมีขนาดครอบครัวที่เล็กลง ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดูแลในปัจจุบัน

ในเชิงคลินิก โรงพยาบาลและคลินิกชุมชนในประเทศไทยสามารถนำรูปแบบการดูแลที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุมาปรับใช้ โดยเน้นที่การรักษาสมรรถนะการทำงานของร่างกาย และการจัดการปัญหาสุขภาพแบบจำกัดอยู่ในระบบอวัยวะเดียว มากกว่าการแยกการรักษาไปตามผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ผลการศึกษาจากสวีเดนที่พบว่าผู้มีอายุ ๑๐๐ ปีมักมีปัญหาสุขภาพจำกัดอยู่ในระบบอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง บ่งชี้ว่าการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และการแทรกแซงที่เรียบง่ายและมีการประสานงานที่ดี จะช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไว้ได้ การบูรณาการการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม (Geriatric Assessment) เข้ากับการให้บริการในโรงพยาบาลระดับอำเภอ และการปรับปรุงเส้นทางการส่งต่อไปยังบริการกายภาพบำบัด โภชนาการ และการฟื้นฟูสมอง จะสามารถช่วยย่นระยะเวลาการเจ็บป่วยรุนแรงในช่วงปลายชีวิตลงได้

สำหรับนักวิจัยและผู้ให้ทุนสนับสนุน ขั้นตอนต่อไปที่ชัดเจนคือ: การทำการศึกษาซ้ำและขยายผลวิธีการศึกษาของสวีเดนในกลุ่มประชากรไทย เพื่อแยกแยะสัดส่วนของปัจจัยทางพันธุกรรม สภาพแวดล้อมตลอดช่วงชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพที่ส่งผลต่อการมีอายุยืนยาว ประเทศไทยสามารถร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติที่ศึกษาผู้มีอายุยืนยาว และงานวิจัยในลักษณะ “Blue Zones” เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการมีอายุยืนในแต่ละภูมิภาค การศึกษาปัจจัยทางพันธุกรรมและชีวภาพ (biomarkers) ในกลุ่มคนไทยที่มีอายุยืนยาว ควบคู่ไปกับข้อมูลการสัมผัสปัจจัยต่างๆ ตลอดช่วงชีวิต อาจชี้ให้เห็นถึงกลไกการปกป้องร่างกายที่สามารถนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ

ในระยะสั้น บุคคลและครอบครัวในประเทศไทยสามารถนำแนวปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถชะลอการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเมตาบอลิกมาใช้ได้แก่: การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การงดสูบบุหรี่และลดการดื่มสุรา การลดปริมาณเกลือและอาหารแปรรูป (ซึ่งยังคงสามารถรับประทานเมนูไทยที่ชื่นชอบได้ โดยปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงให้สะอาดขึ้นและเพิ่มการบริโภคผัก) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน และการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายในชุมชน รวมถึงการรักษาการมีส่วนร่วมทางสังคม—ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบไทยในบริบทของวัด ตลาด และการพบปะสังสรรค์ในครอบครัว แม้แนวทางเหล่านี้จะไม่รับประกันว่าบุคคลนั้นจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี แต่ก็สะท้อนถึงแนวคิดการป้องกันเป็นหลักตามที่งานวิจัยสวีเดนบ่งชี้ และได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานระดับโลกเกี่ยวกับการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (ความสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามองค์การอนามัยโลก).

งานวิจัยจากสวีเดนได้มอบความหวังว่า การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการมีปีที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยมากมาย สำหรับประเทศไทย ความท้าทายคือการแปลงบทเรียนนี้—ที่ว่าการเลื่อนการเกิดโรคและชะลอการสะสมของภาวะหลายโรคจะช่วยเพิ่มช่วงปีแห่งการมีสุขภาพดีได้—ให้กลายมาเป็นนโยบายและกิจกรรมระดับชุมชนที่สอดคล้องกับโครงสร้างทางสังคมและความเป็นจริงของระบบสาธารณสุขไทย การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การลงทุนในการวิจัยเชิงระยะยาว และการส่งเสริมมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรม อาจช่วยให้คนไทยจำนวนมากขึ้นมีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพดี พร้อมทั้งเกื้อหนุนความเข้มแข็งของครอบครัวและสังคมในประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แหล่งข้อมูล: บทความสรุปที่เข้าถึงได้โดยหัวหน้าทีมวิจัยบน The Conversation และข่าวสรุปจาก Karolinska Institutet ที่สรุปการวิเคราะห์กลุ่มประชากร (บทความสรุปบน The Conversation; ข่าวจาก Karolinska Institutet), การนำเสนอซ้ำของบทความโดย ScienceAlert (ScienceAlert), และบริบทประชากรและสุขภาพของไทยจากข้อมูลองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยและรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ๒๕๖๕ (ข้อมูลองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย; รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ๒๕๖๕).