งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ได้ออกโรงเตือนว่า เครือข่ายการทุจริตทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบองค์กร ไม่ว่าจะเป็น “แหล่งผลิตบทความปลอม” (paper mills) ตัวแทนผู้ประสานงาน ไปจนถึงการยึดครองโดเมนวารสาร และการซื้อขายตำแหน่งผู้เขียน กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วจนแซงหน้างานวิชาการที่ถูกต้องตามหลักการ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือของวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และก่อให้เกิดคำถามเร่งด่วนสำหรับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานให้ทุนของไทย ดูงานวิจัย PNAS; อ่านข่าวจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น/Phys.org; สรุปโดย New York Times

การวิเคราะห์จากงานวิจัยพบเครือข่ายที่ผลิตและฟอกบทความปลอมอย่างเป็นระบบ โดยสาขาที่ถูกแทรกแซงมีอัตราการถอนบทความสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยระบุว่าเอกสารปลอมอาจเติบโตเป็นสองเท่าในเวลาที่เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของงานวิจัยที่ซื่อสัตย์ ดูงานวิจัย PNAS; อ่านข่าวจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น/Phys.org

สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เนื่องจากการตีพิมพ์ผลงานวิชาการถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง การให้ทุนสนับสนุน รวมถึงการสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ หากบทความปลอมแพร่หลาย สถาบันไทยจะมีความเสี่ยงที่จะใช้งบประมาณผิดพลาด สูญเสียความน่าเชื่อถือในการร่วมมือกับนานาชาติ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่องานวิจัย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ตั้งแต่ด้านสาธารณสุขไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ต้องอาศัยหลักฐานที่เชื่อถือได้ คณะผู้วิจัยชี้ว่าเครือข่ายเหล่านี้ “มีขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างรวดเร็ว” จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการตรวจสอบ การตรวจจับ และแรงจูงใจ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนยากจะแก้ไข ดูงานวิจัย PNAS; อ่านข่าวจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น/Phys.org

งานวิจัยชุดนี้ได้นำการวิเคราะห์บรรณานุกรมจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่หลายแห่งมารวมกับกรณีศึกษาและข้อมูลเมตาดาต้า เพื่อสร้างแผนผังการทำงานของการทุจริตในรูปแบบองค์กร ทีมวิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลจาก Web of Science, Scopus, PubMed/MEDLINE และ OpenAlex และเปรียบเทียบกับบันทึกการถอนบทความ ความคิดเห็นบน PubPeer และรายชื่อวารสารที่ถูกถอดถอน เพื่อเผยให้เห็นรูปแบบการทุจริตต่าง ๆ พวกเขาพบการดำเนินงานในลักษณะธุรกิจของแหล่งผลิตบทความปลอมที่ผลิตต้นฉบับเพื่อจำหน่าย ตัวแทนผู้ประสานงานที่จัดหาตำแหน่งผู้เขียนและเส้นทางการตีพิมพ์ และการยึดครองโดเมนวารสารที่ถูกทิ้งร้าง เพื่อใช้เป็นช่องทางเผยแพร่งานปลอม โดยในสาขาที่ถูกแทรกแซง อัตราการถอนบทความอยู่ที่ประมาณ 4% เทียบกับเพียง 0.1% ในสาขาอื่น ๆ และรายงานอื่น ๆ ยังระบุว่างานปลอมเหล่านี้อาจเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าทุก 18 เดือน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าแนวโน้มของงานวิจัยที่ซื่อสัตย์ ดูงานวิจัย PNAS; อ่านข่าวจาก Phys.org; อ่านสรุปจาก New York Times

ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้นำการศึกษาชิ้นนี้ระบุว่าปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อน “เครือข่ายเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วคือองค์กรอาชญากรรมที่ทำงานร่วมกันเพื่อปลอมแปลงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” ผู้เขียนอาวุโสซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสังคมซับซ้อนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา เตือนว่ามีเงินหลายล้านดอลลาร์หมุนเวียนอยู่ และการทุจริตไม่ได้จำกัดแค่การฉ้อโกงรายบุคคล แต่เป็นการดำเนินงานในระดับอุตสาหกรรม อ่านข่าวจาก Phys.org ผู้เขียนหลักของงานวิจัยยังเน้นย้ำว่าปัญหาไม่ได้จำกัดเพียงผลวิจัยปลอม แต่ยังรวมถึงการซื้อขายตำแหน่งผู้เขียน การฟอกการอ้างอิง การรีวิวแบบหลอก และการแทรกแซงงานปลอมเพื่อฟอกชื่อเสียง ดูงานวิจัย PNAS

มีกลไกหลายอย่างที่ช่วยให้ผู้ทุจริตหลบเลี่ยงการตรวจจับ แหล่งผลิตบทความปลอมมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย บางรายขายบทความฉบับสมบูรณ์ บางรายให้บริการเขียนแอบอ้าง ปลอมแปลงภาพประกอบ หรือบริการนำบทความไปตีพิมพ์ในวารสารที่มีช่องโหว่ ตัวแทนผู้ประสานงานทำหน้าที่เชื่อมโยงลูกค้ากับนักเขียนและบรรณาธิการที่ให้ความร่วมมือ ในบางกรณี ชื่อวารสารที่ถูกทิ้งร้างหรือโดเมนที่หมดอายุจะถูกนำกลับมาใช้และถูกบดบังด้วยบทความที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ชอบธรรม คณะผู้วิจัยยังชี้ให้เห็นถึงเครือข่ายการสมรู้ร่วมคิดที่เผยแพร่ผลงานข้ามวารสารหลายฉบับ และเมื่อถูกตรวจพบ รูปแบบการถอนบทความเป็นชุด ๆ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงลักษณะการทุจริตที่จัดตั้งขึ้นเป็นองค์กร ดูงานวิจัย PNAS; อ่านสรุปจาก WIRED

ปัญหานี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน การวิเคราะห์ของ PNAS และรายงานที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าสาขาบางสาขา โดยเฉพาะงานชีวการแพทย์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและวัสดุศาสตร์ที่มีแรงกดดันสูงในการตีพิมพ์ เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตี การกระจุกตัวนี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนเส้นทางการวิจัยทั้งหมด และที่สำคัญคือ หากข้อมูลเหล่านี้ถูกปนเปื้อน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางปฏิบัติทางคลินิกหรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ คณะผู้วิจัยเตือนว่าเมื่อมีการอ้างอิงงานปลอมเข้าไปในวรรณกรรมแล้ว จะสามารถบิดเบือนการวิเคราะห์อภิมาน แนวปฏิบัติทางคลินิก รวมถึงชุดข้อมูลสำหรับฝึกระบบปัญญาประดิษฐ์ให้เรียนรู้และนำข้อมูลที่ผิดพลาดไปใช้ ซึ่งความเสียหายจะทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ดูงานวิจัย PNAS; อ่านข่าวจาก LA Times

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบทั้งในเชิงปฏิบัติและชื่อเสียงมีความชัดเจน มหาวิทยาลัยไทยได้เพิ่มปริมาณการตีพิมพ์ผลงานอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อยกระดับอันดับในระดับนานาชาติ และการสอบสวนในภูมิภาคหลายครั้งเคยเปิดเผยกรณีการซื้อขายตำแหน่งผู้เขียนและวารสารที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ (predatory journals) ที่ส่งผลกระทบต่อคณาจารย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานและหน่วยเฝ้าระวังล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงกรณีที่คณะผู้สอนถูกลงโทษจากการซื้อบทความจากแหล่งผลิตบทความปลอม ซึ่งนักวิจัยไทยก็ไม่ได้ปลอดจากแนวโน้มนี้ ดูรายงาน Retraction Watch - Thailand; ดูรายงานภูมิภาค ประวัติศาสตร์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันไทยควรถือผลการศึกษา PNAS เป็นทั้งคำเตือนและโอกาสในการเสริมสร้างมาตรการป้องกันภายในประเทศ

ปัจจัยทางวัฒนธรรมและสถาบันของไทยมีความเสี่ยงและจุดแข็งในการป้องกัน วัฒนธรรมที่ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง มีลำดับชั้นชัดเจน และการให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ อาจทำให้การร้องเรียนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อบทความปลอมให้ประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจหรืออาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาจำนวนมาก ในทางกลับกัน ค่านิยมของไทยที่เน้นสวัสดิการของชุมชนและการให้ความเคารพต่อความเชี่ยวชาญ สามารถนำมาใช้ปกป้องความซื่อสัตย์ทางวิชาการได้ โดยตีความการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นการปกป้องนักศึกษา สุขภาพของประชาชน และชื่อเสียงของประเทศชาติ นโยบายที่คุ้มครองนักวิจัยรุ่นใหม่และให้การจัดการเรื่องร้องเรียนโดยหน่วยงานอิสระ จะช่วยลดความหวาดกลัวการถูกตอบโต้และทำลายวัฒนธรรมการปกปิดข้อมูล

มาตรการเชิงนโยบายที่ผู้เขียน PNAS รวมถึงบรรณาธิการ ผู้ให้ทุน และหน่วยงานเฝ้าระวังระดับโลกเสนอ ล้วนสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของไทยได้โดยตรง ประการแรก สถาบันควรยกเลิกการประเมินนักวิจัยโดยยึดจำนวนบทความที่ตีพิมพ์เป็นตัวชี้วัดหลัก และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานวิจัย ความสามารถในการทำซ้ำได้ และประโยชน์ต่อสาธารณะแทน ตัวชี้วัดผลงานที่ผูกติดกับจำนวนบทความหรือค่า Impact Factor เป็นการสร้างแรงจูงใจที่เอื้อให้แหล่งผลิตบทความปลอมแสวงหาผลประโยชน์ การเปลี่ยนไปใช้การอธิบายผลกระทบ การเปิดเผยข้อมูล และระเบียบวิธีวิจัยที่สามารถทำซ้ำได้ จะช่วยลดความต้องการบทความที่ได้มาอย่างรวดเร็ว ดูงานวิจัย PNAS; อ่านความคิดเห็นจาก EASE

ประการที่สอง ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองทางเทคนิค วารสารและมหาวิทยาลัยควรใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพเชิงนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจจับการคัดลอกผลงานที่ปรับให้เข้ากับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และระบบอัลกอริทึมที่สามารถแจ้งเตือนรูปแบบเมตาดาต้าที่น่าสงสัย เช่น ระยะเวลาในการรับตีพิมพ์ที่ไม่สมจริง หรือการใช้ภาพซ้ำในบทความต่างกัน ผู้ให้ทุนระดับชาติและบรรณารักษ์ของมหาวิทยาลัยสามารถร่วมกันจัดหาเครื่องมือเหล่านี้ให้แก่วารสารและคณะขนาดเล็กของไทยที่อาจขาดแคลนศักยภาพด้านนี้ ดูงานวิจัย PNAS; อ่านสรุปจาก CEN/ACS

ประการที่สาม ความโปร่งใสและความร่วมมือข้ามประเทศมีความสำคัญยิ่ง คณะวิจัย PNAS ได้รับประโยชน์จากฐานข้อมูลเปิด เช่น Retraction Watch, PubPeer และ OpenAlex; หน่วยงานวิจัยไทยควรแบ่งปันรายงานการสงสัยทุจริตที่ไม่ระบุตัวบุคคลกับสำนักพิมพ์และทะเบียนนานาชาติอย่างเชิงรุก การเสริมสร้างการใช้ ORCID การบังคับให้แจ้งบทบาทการเป็นผู้เขียน และการกำหนดให้โครงการที่ได้รับทุนเปิดเผยข้อมูลและโค้ด จะช่วยเพิ่มต้นทุนของการขายบทความปลอม วารสารไทยควรมีนโยบายบรรณาธิการที่โปร่งใส กำหนดให้มีการทบทวนวิชาการโดยอิสระ และระมัดระวังกลยุทธ์การยึดครองโดเมนวารสารที่ผู้เขียน PNAS ได้ระบุไว้ ดูงานวิจัย PNAS

ประการที่สี่ งานวิจัยเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) อาจเร่งการทุจริตโดยอัตโนมัติ เช่น การสร้างเนื้อหา ข้อความ ภาพเทียม ตลอดจนการสร้างระเบียบวิธีวิจัยและรายการอ้างอิงปลอม สถาบันไทยจึงต้องลงทุนในการฝึกอบรมนักบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่ด้านความซื่อสัตย์ทางการวิจัย ให้รู้จักสัญญาณของงานที่สร้างโดย AI และจัดทำนโยบายการใช้ AI ในกระบวนการวิจัย หากไม่ดำเนินการ ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจใช้ AI เพื่อขยายปริมาณผลงานและหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ง่ายขึ้น อ่านข่าวจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น/Phys.org

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่สามารถนำมาใช้ได้จริง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานให้ทุนระดับชาติ สามารถจัดตั้งหน่วยงานกลางด้านความซื่อสัตย์ในการวิจัยที่มีอำนาจสอบสวนที่เป็นอิสระจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานนี้อาจกำหนดมาตรฐานการลงโทษ จัดทำทะเบียนที่ไม่ระบุตัวตนของบทความที่ถูกถอนและยืนยันว่ามาจากแหล่งผลิตบทความปลอม และประสานงานกับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ การลงทุนในการฝึกอบรมจริยธรรมการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา และการบรรจุการตรวจสอบความซื่อสัตย์ในการประเมินสถาบัน จะทำให้แนวปฏิบัติที่ดีกลายเป็นเรื่องปกติในช่วงเริ่มต้นอาชีพของนักวิจัย

การจัดการกับปัญหานี้มีความละเอียดอ่อนและต้องคำนึงถึงความสมดุล การเปิดเผยปัญหาต่อสาธารณะมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งคณะวิจัย PNAS ก็ตระหนักดีและได้เน้นย้ำว่า การเปิดเผยการทุจริตนี้คือการปกป้องระบบ ไม่ใช่การโจมตีทำลาย ดังนั้น การสื่อสารเรื่องการปฏิรูปในบริบทของไทยจึงควรมุ่งเน้นไปที่การปกป้องผู้ป่วย นักศึกษา และชื่อเสียงของประเทศชาติ มากกว่าการตำหนิติเตียนเพียงอย่างเดียว กลไกที่เคารพวัฒนธรรม เช่น การใช้คณะกรรมการอิสระภายนอก แทนการตรวจสอบภายในแบบมีลำดับชั้น จะช่วยให้การรายงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งรักษาศักดิ์ศรีและกระบวนการยุติธรรม

หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ผลร้ายที่สุดที่งานวิจัยชี้คือ เอกสารวิชาการปลอมจะยังคงเพิ่มจำนวนและปนเปื้อนแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่ผิดพลาด บิดเบือนแนวทางปฏิบัติทางคลินิก และฝึกฝนระบบ AI ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ผลกระทบต่อประเทศไทยอาจรวมถึงการที่พันธมิตรระหว่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในผลงานวิจัยของไทย จำนวนทุนสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง และนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ ในทางตรงกันข้าม การเสริมสร้างมาตรการตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ปรับปรุงคุณภาพและผลกระทบของงานวิจัยไทย และปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้กำหนดนโยบาย มหาวิทยาลัย และนักวิจัยไทย:

  1. ปรับเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งและให้ทุนใหม่ โดยลดการให้น้ำหนักกับจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ และเพิ่มน้ำหนักให้กับความสามารถในการทำซ้ำได้ การเปิดเผยข้อมูล และผลกระทบต่อสังคม
  2. บังคับใช้ ORCID และกำหนดให้มีการชี้แจงบทบาทของผู้เขียนพร้อมลายเซ็นสำหรับผลงานทั้งหมดที่ส่งมาจากสถาบัน
  3. จัดหาเครื่องมือตรวจสอบภาพและตรวจจับงานที่สร้างโดย AI ให้วารสารขนาดเล็กสามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้
  4. จัดตั้งหน่วยงานกลางด้านความซื่อสัตย์ในการวิจัยที่เป็นอิสระภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และจัดทำทะเบียนที่ไม่ระบุตัวตนของกรณีที่ได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตบทความปลอม
  5. บรรจุการฝึกอบรมจริยธรรมการวิจัยและความซื่อสัตย์ในการตีพิมพ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรบัณฑิตศึกษา
  6. ประสานงานกับทะเบียนนานาชาติและสำนักพิมพ์เพื่อดำเนินการลบรายชื่อวารสารที่ถูกยึดครองหรือถูกทำให้บกพร่องออกอย่างรวดเร็ว ดูงานวิจัย PNAS; ดูรายงาน Retraction Watch

งานวิจัย PNAS เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อประชาคมวิจัยทั่วโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบวิชาการของไทย การปกป้องความซื่อสัตย์ของวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยเครื่องมือทางเทคนิค การเปลี่ยนแปลงนโยบาย และการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ที่จะทำให้การทำงานอย่างซื่อสัตย์เป็นเรื่องง่ายขึ้น และการแสวงหาผลประโยชน์จากการหลอกลวงเป็นไปได้ยากขึ้น สำหรับนักวิจัยและสถาบันไทย ด้วยค่านิยมที่มุ่งเน้นประโยชน์ของชุมชน และการให้ความเคารพต่อความเชี่ยวชาญ การเผชิญหน้ากับการทุจริตในรูปแบบองค์กร ณ ตอนนี้ จะช่วยรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณชน นำงบประมาณไปสู่การค้นพบที่แท้จริง และทำให้ผลงานวิทยาศาสตร์ของไทยมีส่วนร่วมอย่างน่าเชื่อถือทั้งในประเทศและระดับโลก

แหล่งที่มา: บทความวิจัย PNAS “The entities enabling scientific fraud at scale are large, resilient, and growing rapidly” ดูงานวิจัย PNAS; การรายงานของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น อ่านข่าวจาก Phys.org; บทสรุปจาก WIRED อ่านสรุปจาก WIRED; รายงาน New York Times เกี่ยวกับอัตราการเติบโต อ่านสรุปจาก NYT; การรายงานของ Los Angeles Times และ The Economist เกี่ยวกับผลกระทบในวงกว้าง อ่านข่าวจาก LA Times; อ่านข่าวจาก The Economist; บันทึกของ Retraction Watch และรายงานภูมิภาคเกี่ยวกับกรณีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดูรายงาน Retraction Watch - Thailand; ดูรายงานภูมิภาค.