การศึกษาใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์และตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าจำนวนสิงโตที่ถูกเลี้ยงในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสิงโตไปมาในฟาร์ม คาเฟ่ ที่พักส่วนตัว รวมถึงสวนสัตว์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการถ่ายภาพ การเพาะพันธุ์ และการจำหน่าย การศึกษาครั้งนี้รวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่และการตรวจสอบข้อมูลบนโซเชียลมีเดียกว่า 1,000 ครั้ง ชี้ให้เห็นว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 มีสิงโตที่ได้รับการยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ 444 ตัวในไทย (โดยรวมพบเห็นสิงโตทั้งสิ้น 848 ตัวในช่วงปี 2561-2567) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 131 ตัวที่บันทึกไว้ในปี 2561 นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มที่น่ากังวล เช่น การผสมข้ามสายพันธุ์ การที่บุคคลทั่วไปครอบครองสิงโตโดยไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด และการเติบโตของธุรกิจที่เน้นการทำเงินจากการถ่ายรูปเซลฟีกับลูกสิงโต โดยเฉพาะสิงโตขาว [Discover Conservation; WFFT; Al Jazeera]
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทย เนื่องจากเชื่อมโยงกับหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยสาธารณะ สวัสดิภาพของสัตว์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการบังคับใช้กฎหมาย สัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่ถูกเลี้ยงในกรง ไม่ว่าจะเป็นในฐานะสัตว์เลี้ยง ใน “คาเฟ่สิงโต” เพื่อการค้า หรือการเพาะขยายพันธุ์ในฟาร์ม ล้วนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อพนักงานและผู้มาเยือน นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการผสมปรับปรุงสายพันธุ์และการแพร่กระจายของโรค รวมถึงอาจเป็นแหล่งเพาะบ่มการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายทั้งในประเทศและภูมิภาค การศึกษายังเผยให้เห็นช่องโหว่ทางกฎหมายใน พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่าของไทย ที่เอื้อให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดศักยภาพในการติดตาม ช่วยเหลือ หรือจัดหาที่อยู่ให้กับสัตว์ หากมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด [Discover Conservation; WFFT]
งานวิจัยทำอะไรและพบอะไรบ้าง
-
ทีมลงพื้นที่และการติดตามสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างมกราคม 2561 ถึงพฤศจิกายน 2567 ระบุสิงโตที่พบเห็นได้ทั้งหมด 848 ตัวในช่วงเวลาดังกล่าว โดย 444 ตัวได้รับการยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2567 ในจำนวนนี้มี 346 ตัวถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ไม่สามารถติดตามได้” (เนื่องจากไม่สามารถยืนยันสถานะได้นานกว่า 1 ปี) และอีก 19 ตัวได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว
-
จำนวนสถานที่ที่เลี้ยงสิงโตเพิ่มจาก 31 แห่งในปี 2561 เป็น 82 แห่งในปี 2567 และจำนวนที่พักส่วนตัวที่บันทึกว่ามีสิงโตเพิ่มจาก 2 หลังเป็น 28 หลัง คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300%
-
ฟาร์มและสถานประกอบการเพาะพันธุ์เป็นแหล่งที่มาหลักของสัตว์: โดยเฉลี่ยแล้ว ฟาร์มมีจำนวนสิงโตที่พบเห็นได้สูงสุดต่อปี ตามมาด้วยสวนสัตว์ทั้งที่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาต สำหรับสถานที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น รวมถึงคาเฟ่และร้านอาหารที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ลูกสิงโต
-
คณะผู้วิจัยประเมินว่ามีลูกสิงโตเกิดใหม่โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 101 ตัว โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็น “สิงโตขาว” — ซึ่งเป็นลักษณะสีที่เกิดจากยีนด้อย หายากมากในธรรมชาติ และมักเกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์แบบอินบรีด (inbreeding) และปัญหาสุขภาพต่างๆ [Discover Conservation; FOUR PAWS]
เศรษฐศาสตร์และกลไกตลาด
-
การศึกษาครั้งนี้บันทึกว่าการค้าลูกสิงโตนั้นมีกำไรสูงมาก: ลูกสิงโตขาวอายุประมาณ 1 เดือนมีราคาสูงกว่าลูกสิงโตสีปกติอย่างเห็นได้ชัด (ราคาเฉลี่ยที่บันทึกไว้ประมาณ US$13,400 เทียบกับ US$6,470) ทำให้มูลค่าการจำหน่ายลูกสิงโตต่อปีอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้สิงโตขาวตัวเมียที่สามารถให้ลูกได้หลายครอกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงตลอดช่วงชีวิต
-
รูปแบบธุรกิจที่พบคือการใช้ประโยชน์จาก “ช่วงวัย” ของสิงโต: เมื่อยังเป็นลูก สิงโตจะถูกนำมาใช้สำหรับการป้อนนมขวดและถ่ายภาพ เมื่อโตขึ้นจะถูกนำไปให้เช่าสำหรับการเดินหรือถ่ายภาพ และท้ายที่สุดจะถูกนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์เมื่อไม่เหมาะสมสำหรับการพบปะกับผู้มาเยือน ฟาร์มบางแห่งยังมีการโฆษณาข้อตกลงแบบซื้อคืนหรือเช่า-คืน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถครอบครองสัตว์ได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องรับผิดชอบในระยะยาว [Discover Conservation; WFFT]
การผสมข้ามพันธุ์ การอินบรีด และความเสียหายต่อสวัสดิภาพสัตว์
-
คณะนักวิจัยพบลูกผสมระหว่างสิงโตกับเสือ (liger และลูกหลาน) จำนวน 32 ตัว ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา การผสมข้ามชนิดหรือข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ บางครั้งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายสัตว์ป่าบางมาตรา แม้ว่าสัตว์ตระกูลเสือและสิงโตในสกุล Panthera จะถูกควบคุมภายใต้บัญชีไซเตส (CITES) ซึ่งก่อให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่กระตุ้นให้ผู้เพาะพันธุ์ผลิตลูกผสมที่มีมูลค่าสูงในตลาด
-
ความนิยมของสิงโตขาว ซึ่งเกิดจากความต้องการในโซเชียลมีเดียและจากผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง เป็นประเด็นที่น่ากังวลด้านสวัสดิภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้เพาะพันธุ์มักใช้วิธีผสมในสายเลือดเดียวกัน (inbreeding) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ลูกสิงโตสีขาว ซึ่งส่งผลให้สัตว์มีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิด ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และปัญหาสุขภาพเรื้อรัง องค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้ออกมาเตือนว่า การผสมพันธุ์คัดเลือกเช่นนี้ไม่มีคุณค่าทางการอนุรักษ์ใดๆ และยังสร้างความทุกข์ทรมานระยะยาวให้กับสัตว์ [Discover Conservation; FOUR PAWS; WFFT]
ช่องว่างทางกฎหมายและความท้าทายในการบังคับใช้
-
แม้ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมายสัตว์ป่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้สิงโตต้องได้รับการจดทะเบียนและฝังไมโครชิป รวมถึงเจ้าของต้องแจ้งหน่วยงานก่อนเคลื่อนย้ายสัตว์ ทว่าการศึกษาครั้งนี้เน้นย้ำถึงช่องโหว่สำคัญหลายประการ เช่น การที่ยังอนุญาตให้บุคคลทั่วไปครอบครองสิงโตได้ การเพาะพันธุ์ที่ยังไม่ถูกจำกัด ลูกผสมที่ยังไม่ได้รับการควบคุมอย่างสม่ำเสมอ ลูกสิงโตที่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนจนกว่าจะอายุครบ 60 วัน และมาตรฐานกรง/สวัสดิภาพสัตว์ขั้นต่ำที่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก (เช่น ขนาดกรงตามกฎหมายที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมาก)
-
คณะผู้วิจัยให้เหตุผลว่าช่องโหว่เหล่านี้เป็นตัวเร่งให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัว โดยหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาย้ำว่าจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลระดับชาติและการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่ออุดช่องว่างในการติดตามสัตว์ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ระบบติดตามที่ไม่สมบูรณ์จะทำให้สัตว์จำนวนมาก “หลุดจากการติดตาม” และอาจถูกนำไปสู่การค้าผิดกฎหมาย หรือเสียชีวิตโดยไม่มีการรายงาน [Discover Conservation; Lexology เกี่ยวกับกฎหมายสัตว์ป่าปี 2562 ของไทย]
เสียงจากพื้นที่
-
นักวิจัยภาคสนามและองค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ต่างพรรณนาภาพที่เห็นได้บ่อยครั้ง: สิงโตและลูกผสมถูกนำมาโพสต์เป็นคอนเทนต์หรูหราบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram โดยนักท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ต่างถ่ายภาพกับลูกสิงโตในคาเฟ่ ขณะที่ผู้เพาะพันธุ์ก็ขยายการผลิตตามความต้องการของตลาด
-
ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์จากต่างประเทศซึ่งร่วมในงานวิจัยนี้มองว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนสิงโตเลี้ยงนี้เป็น “การแสวงหาประโยชน์” และชี้ว่าแนวทางที่ปรากฏสะท้อนถึงปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์ในแอฟริกาใต้ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากในการยุติ
-
องค์กรสวัสดิภาพสัตว์ระดับนานาชาติต่างเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของการแสวงหาประโยชน์จากสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์
-
เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐที่ให้ข้อมูลแก่สื่อระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายของกรมอุทยานฯ นั้นเป็นไปในลักษณะ “ค่อยเป็นค่อยไป” เนื่องจากมีการครอบครองสิงโตโดยบุคคลทั่วไปมาเป็นเวลานาน และหน่วยงานต้องเผชิญกับข้อจำกัดในทางปฏิบัติ หากมีการยึดสัตว์แล้วรัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลต่อไป
-
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายจากองค์กรอนุรักษ์ชี้ว่า ค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนของการดำเนินการเป็นอุปสรรคสำคัญ การยึดสัตว์โดยปราศจากที่พักพิงระยะยาวที่มั่นคง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้ยาก
-
สัตวแพทย์ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานพักพิงสัตว์ที่ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่า ควรให้ “สวัสดิภาพของสัตว์เป็นอันดับแรก” ทว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการเสนอให้สั่งห้ามโดยทันทีทั้งหมดหรือไม่ [WFFT; FOUR PAWS; Al Jazeera]
ความหมายเชิงพื้นที่สำหรับประเทศไทย
-
สำหรับประชาชนชาวไทย ผลการศึกษาครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลในระดับท้องถิ่น โดยคาเฟ่สิงโตและสถานที่ที่อนุญาตให้สัมผัสสัตว์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภาพสิงโตในบ้านส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียกระตุ้นให้ผู้คนอยากไปเยี่ยมชม และการที่เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติจากการพบเห็นบ่อยครั้ง ยิ่งทำให้การกำกับดูแลเป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมือง
-
หากมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นโดยไม่มีการวางแผนรองรับสัตว์ที่ถูกยึด อาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลในการดูแลสิงโตจำนวนมาก ซ้ำรอยปัญหาที่เคยเกิดขึ้นหลังจากคดีการค้าเสือในอดีต
-
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน: งานวิจัยและรายงานจากองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ระบุถึงการเคลื่อนย้ายสิงโตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและลาว โดยมีการบันทึกการนำเข้าที่ไม่โปร่งใส ซึ่งทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงไซเตสและการบังคับใช้กฎหมายในระดับภูมิภาคมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น [Discover Conservation; Al Jazeera]
บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
-
ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ สวนสัตว์ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ช้าง และคาเฟ่สัตว์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังเข้ามาเสริมภาพลักษณ์หรูหราของการครอบครองสัตว์แปลกให้เป็นที่ต้องการ โดยอินฟลูเอนเซอร์ที่โพสต์ภาพกับสัตว์ต่างๆ ก็สร้างแบบอย่างที่ผู้ติดตามต้องการเลียนแบบ
-
ความต้องการสัตว์แปลกหรือสัตว์ที่มีลักษณะโดดเด่น เช่น สิงโตขาว สะท้อนถึงการแสวงหาสถานะทางสังคมในวัฒนธรรมการบริโภค ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก
-
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้มีการปรับปรุงกฎหมายสัตว์ป่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (เช่น การแก้ไข พ.ร.บ. ในปี 2562 และบัญชีรายชื่อของกระทรวงในปี 2565) ซึ่งแสดงให้เห็นทิศทางนโยบายที่มุ่งสู่การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าการดำเนินการจริงยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า [Discover Conservation; Lexology]
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป
-
หากแนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ประชากรสิงโตเลี้ยงอาจเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการหลุดรอด การจู่โจม ความเสี่ยงจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic diseases) โรคที่เกิดจากการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน (inbreeding) และการลักลอบค้าข้ามพรมแดน กลไกทางเศรษฐศาสตร์ของตลาด ทั้งราคาที่สูงสำหรับลูกสิงโตขาว ความต้องการถ่ายภาพ และระบบซื้อคืน/เช่า ทำให้การยับยั้งด้วยความสมัครใจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
-
มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งมีการบังคับใช้ในบางประเทศ สามารถนำมาเป็นแนวทางได้ เช่น การห้ามบุคคลทั่วไปครอบครองสิงโต การห้ามเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์นอกสถานที่ที่ได้มาตรฐานการอนุรักษ์ การห้ามไม่ให้ผู้เยี่ยมชมสัมผัสสัตว์ การจัดทำทะเบียนกลางที่โปร่งใสสำหรับสัตว์นักล่าทุกชนิด และการนำลูกผสมทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกันกับสายพันธุ์ต้นกำเนิด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดขนาดของตลาดและอำนวยความสะดวกในการบังคับใช้กฎหมาย
-
ความร่วมมือระดับภูมิภาคในการบังคับใช้ข้อตกลงไซเตส และการปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนย้ายสัตว์และชิ้นส่วนผิดกฎหมาย ก็จะมีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน [Discover Conservation; WFFT; FOUR PAWS]
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านไทย
-
สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในประเทศ: ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหรือส่งเสริมสถานที่ที่อนุญาตให้ผู้เข้าชมจับต้อง เล่นหยอกล้อ หรือถ่ายเซลฟีกับลูกสัตว์นักล่า ควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสัตว์และหลักฐานการได้รับอนุญาต รวมถึงเลือกเยี่ยมชมสวนสัตว์หรือสถานพักพิงสัตว์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งไม่อนุญาตให้มีการสัมผัสโดยตรงและมีการเปิดเผยมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างชัดเจน
-
สำหรับประชาชนที่กังวล: ควรแจ้งข้อมูลการแสดงสัตว์ที่สงสัยว่าผิดกฎหมาย หรือกรณีสัตว์หลุดรอด ต่อหน่วยงานสัตว์ป่าในพื้นที่ และสนับสนุนองค์กรภาคเอกชนที่รณรงค์เกี่ยวกับกฎหมายและสวัสดิภาพสัตว์
-
สำหรับผู้กำหนดนโยบายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งรวมถึง (ก) การบังคับให้จดทะเบียนและติดตามสัตว์นักล่าทุกชนิดรวมถึงลูกผสมโดยทันที (ข) การห้ามบุคคลทั่วไปครอบครองสิงโตและลูกผสม (ค) การห้ามกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่อนุญาตให้ผู้เยี่ยมชมสัมผัสสัตว์ (ง) การควบคุมการเพาะพันธุ์อย่างเข้มงวดและปิดช่องโหว่ที่เอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์ (เช่น ข้อยกเว้นการไม่ต้องจดทะเบียนจนกว่าจะอายุครบ 60 วัน) และ (จ) การจัดสรรงบประมาณและทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) เพื่อเพิ่มศักยภาพของสถานพักพิงสำหรับสัตว์ที่ถูกยึด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถเกิดขึ้นได้จริง
-
สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว: ควรนำแนวปฏิบัติ “ท่องเที่ยวอย่างเมตตา” มาใช้ โดยไม่ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้สัตว์เป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิง และสนับสนุนประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสัตว์ [Discover Conservation; WFFT; FOUR PAWS; Al Jazeera]
มุมมองสมดุลและข้อควรระวัง
-
คณะนักวิจัยและองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ย้ำว่า ไม่ใช่ทุกสถานที่หรือเจ้าของจะมีเจตนาร้าย บางรายก็ดูแลสัตว์อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ระบบปัจจุบัน แต่แรงจูงใจเชิงพาณิชย์และปัญหาด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ได้รับการบันทึกไว้นั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งการควบคุมในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปอาจไม่เพียงพอ
-
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชี้ว่ามีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์ในระยะยาวหลังการยึด แต่ทั้งองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) และนักวิชาการต่างมองว่านี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องเร่งวางแผนและปฏิรูปกฎหมายล่วงหน้า
-
การศึกษาวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากการติดตามบนโซเชียลมีเดียและการเยี่ยมชมสถานที่สาธารณะเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ฟาร์มและที่พักส่วนตัวที่ไม่เปิดเผยตัวตนย่อมยากต่อการตรวจสอบ ทำให้จำนวนสัตว์ที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน คณะผู้วิจัยยอมรับข้อจำกัดนี้ และเรียกร้องให้มีการจัดทำทะเบียนกลางสำหรับสิงโตเลี้ยงอย่างเป็นทางการเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น [Discover Conservation]
บทสรุป: เรียกร้องการดำเนินการเชิงปฏิบัติ
การศึกษาฉบับล่าสุดชี้ชัดว่า ปัญหาสิงโตเลี้ยงในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือเป็นกรณีโดดเดี่ยว หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบในระดับชาติและภูมิภาค ทั้งต่อสวัสดิภาพสัตว์ ความปลอดภัยของสาธารณชน และการบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคส่วนการท่องเที่ยวสามารถผนึกกำลังกันได้ทันที โดยการกำหนดคำนิยามทางกฎหมายให้ชัดเจน (รวมถึงลูกผสม) การห้ามบุคคลทั่วไปครอบครองสิงโตและการสัมผัสกับนักท่องเที่ยว การจัดทำทะเบียนกลางเปิดเผยข้อมูลสัตว์นักล่าทุกชนิด การลงทุนเพิ่มสถานพักพิงผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) และการรณรงค์ให้สาธารณชนเลิกใช้สัตว์ป่าเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่สามารถทำได้โดยทันทีคือ การหยุดสนับสนุนสถานที่ที่อนุญาตให้สัมผัสหรือถ่ายเซลฟีกับลูกสิงโต การรายงานกิจกรรมที่น่าสงสัย และการสนับสนุนองค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่มีความเชี่ยวชาญและผลงานในการช่วยเหลือและฟื้นฟูสัตว์ หากไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ แรงจูงใจทางการตลาดที่งานวิจัยได้ระบุไว้จะยังคงผลักดันให้เกิดการเพาะขยายพันธุ์ การผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน (inbreeding) และการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนต่อไป ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหานี้ในอนาคตเป็นเรื่องยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น [Discover Conservation; WFFT; FOUR PAWS; Al Jazeera]
แหล่งข้อมูล
- งานวิจัยฉบับหลัก: “Increase in the number of captive lions in Thailand suggests ineffective legislation” (Discover Conservation — Springer). ดูบทความได้ที่ link.springer.com
- รายงานและแกลเลอรีโดย Al Jazeera: aljazeera.com
- บริฟิงและสื่อเฝ้าระวังโดย Wildlife Friends Foundation Thailand: wfft.org
- แถลงการณ์โดย FOUR PAWS: four-paws.org
- บทความบริบทกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายสัตว์ป่าปี 2562: Lexology