ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเชิญมาเป็นวิทยากรแบ่งปันแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่อง“ครูกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วเสียจนเราไม่สามารถยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆ ได้อีกต่อไป ในเวทีราชบัณฑิตสัญจรนี้
เมื่อพูดถึง"การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ผมอยากชวนให้ร่วมกันทำความเข้าใจมันในสามมิติหลัก ๆ ที่มีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก คือ
- การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทั้งมวล: ตั้งแต่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
- การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียน หรือศิษย์ของครู เปลี่ยนจากจากเน้นเรียนเพื่อสอบ สู่เน้นเรียนเพื่องอกงาม (growth)
- การเรียนรู้ตลอดชีวิตของการเป็นครู: PLC และ Experiential Learning
การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทั้งมวล: ตั้งแต่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
นิยามแรกนี้กว้างขวางมาก ครอบคลุมตั้งแต่เรายังอยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือตำรา แต่เกิดขึ้นทุกขณะจิต ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราสัมผัสโลก เรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน และสังคม ทั้งจากชีวิตจริง และจากออนไลน์
คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนครูทุกท่านมาร่วมกันคิดคือ
"ครูมีบทบาทอย่างไรในการหนุนเสริมการเรียนรู้ที่ดีให้กับคนไทยตั้งแต่พวกเขายังอยู่ในท้องแม่ไปจนสิ้นชีวิต?"
หากเรามองว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีสามช่วงใหญ่ ๆ คือ
- ช่วงวางรากฐาน: ก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งในครอบครัว ชุมชน และจากเครื่องมือดิจิทัล
- ช่วงการศึกษาในระบบ: ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา
- ช่วงต่อยอดหลังทำงาน: ซึ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตที่ดี
ประเด็นสำคัญคือ ทั้งสามช่วงนี้มเป็น "กระบวนการที่ต่อเนื่อง" (continuum) และเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ถ้าหากช่วงแรก คือ "การวางรากฐาน" ไม่ดี การเรียนรู้ตลอดชีวิตหลังจากนั้นก็จะไม่มีพลัง ไม่แข็งแรง และขาดความลึกซึ้ง ขาดความต่อเนื่องยั่งยืน
การวางรากฐานที่ดีของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องเริ่มจากการบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า "การงอกงาม" (Growth) ซึ่งประกอบด้วยสี่เสาหลัก:
- Growth Mindset: ความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างพัฒนาได้ ตัวเราเองพัฒนาได้
- Grit: พลังความมุ่งมั่น ที่มีทั้ง Passion (ความหลงใหล)และ Perseverance (ความอดทน มานะ พยายาม)เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สูงส่ง และบรรลุได้ยาก
- Hidden Potential: การปลดล็อกพลังซ่อนเร้นในตัวมนุษย์ ซึ่งเราสามารถค้นหาได้ในหนังสือ "ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์"
- Learning Skill (ทักษะในการเรียนรู้): หัวใจสำคัญคือ Thinking Skill (ทักษะการคิด)ไม่ใช่แค่ "เรียนรู้" แต่ต้อง "เรียนคิด"
น่าเสียดายที่ธรรมชาติของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์มาตั้งแต่เกิด กลับถูก "ระบบกดทับ" ที่มนุษย์สร้างขึ้นเองมาบั่นทอน ไม่ว่าจะเป็นระบบสังคม ระบบการศึกษา หรือระบบการเลี้ยงดู สิ่งเหล่านี้ลดทอนความเป็น"ผู้ริเริ่ม" (Agency) ของมนุษย์
ดังนั้น การปฏิรูประบบการศึกษาจึงต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแนวคิดจาก"ระบบควบคุมจากภายนอก" (external control) ไปสู่"ระบบส่งเสริมจากภายใน" (internal empowerment) สร้างระบบที่หล่อเลี้ยงความอยากรู้อยากเห็น (curiosity), การสำรวจ (exploration) และแรงจูงใจภายใน (inner motivation)
บทบาทของครูในการหนุนเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทั้งมวลจึงไม่ใช่แค่การสอนในห้องเรียน แต่เป็นการร่วมสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการบ่มเพาะ Growth Mindset, Grit และทักษะการเรียนรู้ให้แข็งแกร่งตั้งแต่ช่วงวางรากฐาน
การเรียนรู้ตลอดชีวิตของศิษย์ของครู: เปลี่ยนจากเรียนเพื่อสอบ เป็นเรียนเพื่องอกงาม
นี่คือภารกิจโดยตรงที่ครูต้องรับผิดชอบ การปฏิรูประบบการศึกษาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นที่ "เป้าหมาย" ของการศึกษา เราต้องเปลี่ยนจากการเน้นการ "สอบเข้า" (entrance exam) ไปสู่"การงอกงามความเป็นมนุษย์" อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการปรับบทบาทของครูอย่างขนานใหญ่
- จาก "ผู้ควบคุม" ไปเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้" (facilitator of human growth) ครูต้องไม่ใช่แค่ "ผู้สอน" แต่เป็น "นักฟัง" "นักตั้งคำถาม" และ "นักออกแบบประสบการณ์" ให้เด็กได้ลงมือทำ
- ปรับโครงสร้างโรงเรียน: จากสถานที่เรียนรู้เชิงวินัย ไปสู่"พื้นที่ทดลองงอกงาม" ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ให้พวกเขากล้าที่จะล้มเหลว ทดลอง และใคร่ครวญ ห้องเรียนควรเป็น"Learning Studio" มากกว่า "Classroom"
- เปลี่ยนจาก "เน้นเนื้อหา" ไปสู่ "สมรรถนะชีวิต" (competency-based) วัดผลจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่แค่ข้อสอบ
- ส่งเสริมสมองส่วนหน้า (executive function) ผ่านการเล่น การอภิปราย การตั้งคำถาม และการทำโครงการ
- ยกเลิกระบบสอบแข่งขันในช่วงต้น (ประถม-มัธยมต้น) เพื่อลดแรงกดดันและส่งเสริมการเรียนรู้ที่อิสระ
นอกจากนี้ การปฏิรูประบบสังคมก็เป็นส่วนสำคัญที่ครูต้องเข้าไปมีบทบาท
- ส่งเสริม "ครอบครัวแห่งการเรียนรู้":สนับสนุนให้พ่อแม่เข้าใจสมองเด็ก และพัฒนาทักษะการเลี้ยงดู รวมถึงสร้างระบบ "parent coaching"
- เปลี่ยน "ค่านิยมแห่งความสำเร็จ" สู่ "ค่านิยมแห่งการเติบโต": ยุติการยกย่องแต่คนที่สอบได้อันดับ หรือประสบความสำเร็จทางวัตถุ สร้างวัฒนธรรมที่เคารพความหลากหลายทางความสามารถและวิธีเรียนรู้
- สร้าง "ชุมชนแห่งการเรียนรู้" ทั่วประเทศ:ห้องสมุด พื้นที่สร้างสรรค์ (maker space) พื้นที่เล่น รวมถึงการสนับสนุนการเรียนรู้ข้ามวัย สื่อและวัฒนธรรมต้องไม่ตอกย้ำความกลัวและการวัดผล
บทบาทของครูคือการเป็นผู้ปลูกฝังความเป็นผู้ริเริ่ม (Agency) ให้กับศิษย์ ให้พวกเขากลายเป็นผู้ริเริ่ม มี Growth Mindset, Grit และทักษะการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตได้เองตลอดชีวิต
การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู: PLC และ Experiential Learning
ครูเองก็ต้องเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตเช่นกัน เพราะเราจะส่งต่อสิ่งที่เราไม่มีให้แก่ศิษย์ได้อย่างไร การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และจะดีที่สุดหากได้รับการวางรากฐานตั้งแต่ในครรภ์มารดา ไปจนถึงตอนเป็นเด็กเล็กๆ เพื่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น การสำรวจ และแรงจูงใจภายใน รวมทั้งได้รับการวางรากฐานจากการศึกษาภาคบังคับ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่องอกงาม ดังกล่าวแล้ว
จากนั้นต้องมีการวางพื้นฐานอย่างเป็นทางการในหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง"ระบบนิเวศการเรียนรู้และการปฏิบัติงานที่เอื้อให้ครูเป็นผู้ริเริ่ม" ระบบนิเวศนี้ควรเป็น "สนามพลังบวก" ปลอดลัทธิถูก-ผิด และ "หนุนความเป็นผู้ริเริ่ม" (Agency) ของครู
หัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูคือ"ทักษะการเรียนรู้เชิงรุกจากประสบการณ์" (Experiential Learning) ซึ่งจะนำไปสู่การตกผลึกหลักการ และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครบทุกด้าน เราเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ และ "รับสาร" จากการปฏิบัตินั้นผ่านหลากหลายช่องทาง จากนั้นนำมาหาความหมายด้วยการสะท้อนคิด และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แนวคิดKolb’s Experiential Learning Cycle เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ครูเรียนรู้จากการปฏิบัติ สู่การสะท้อนคิดตกผลึกหลักการ และนำไปทดลองใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้าง "นิสัยสะท้อนคิด" (Reflective Habit) ให้แก่ครู ครูต้องฝึกหมุนวงจร Double Loop Learning เพื่อเรียนรู้และปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อพื้นฐานของตนเอง
การเรียนรู้ของครูต้องเป็น"การเรียนรู้ครบด้าน / องค์รวม (Holistic Learning)" ครอบคลุมทั้ง VASK (Values, Attitudes, Skills, Knowledge), ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills), และทักษะที่ถ่ายทอดได้ (Transferable Skills)
นอกจากนี้ ยังมีหลัก70:20:10 ที่เป็นแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของการเป็นครู
- 70% เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองในการทำงาน:ผ่านการปฏิบัติจริงและการพูดคุยในProfessional Learning Community (PLC) ร่วมกับเพื่อนครู
- 20% เรียนรู้ร่วมกับคนในวงการอื่น ๆ: จากประสบการณ์ตรงเช่นกัน
- 10% เรียนรู้จากการไปฝึกอบรม หรือเรียนต่อ: เป็นการเติมเต็มความรู้และทักษะที่เฉพาะเจาะจง
ครูในฐานะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต จะต้องเรียนรู้จากการทำหน้าที่ "ครูโค้ช" ให้กับศิษย์ พัฒนาสมรรถนะครูได้อย่างไม่สิ้นสุดจากการเรียนรู้ร่วมกับศิษย์ เพื่อนครู และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ และท้ายที่สุด การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูเหล่านี้จะส่งต่อให้กับศิษย์ได้ "ทั้งอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว" ปลูกฝังความเป็น"ผู้ริเริ่ม" (Agency) ในตัวพวกเขาให้เติบโตงอกงาม
การปฏิรูปการศึกษาจะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หากครูไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเองก่อน เพราะเราจะเป็นแบบอย่างและหนุนเสริมการเรียนรู้ของผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองแล้วเท่านั้น
ข้างบนนั้นเป็นการปรับปรุงจากคำบรรยายออนไลน์ในรายการ ราชบัณฑิตสัญจร จัดที่ กสศ. วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ โดยดู PowerPoint ประกอบได้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๗ ก.ค. ๖๘