ผลการศึกษาล่าสุดเผยว่า การออกกำลังกายเพียง 45 นาที สามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งโปรตีนจากกล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดรุนแรงในหลอดทดลอง – ข้อค้นพบนี้ตอกย้ำหลักฐานเดิมที่ชี้ว่าการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำและการเสียชีวิตจากมะเร็ง คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Edith Cowan ในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม 32 ราย โดยเก็บก่อนออกกำลังกาย ทันทีหลังออกกำลังกาย และ 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training) หรือการฝึกแบบความเข้มข้นสูงเป็นช่วงสั้น (HIIT) ผลปรากฏว่าซีรั่มที่เก็บหลังจากออกกำลังกายมีระดับ “ไมโอไคน์” (Myokine) หรือโปรตีนสื่อสารจากกล้ามเนื้อ เพิ่มสูงขึ้นหลายชนิด และเมื่อนำซีรั่มดังกล่าวไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดไตรเปิลเนกาทีฟ (Triple-Negative Breast Cancer) ที่เพาะเลี้ยงไว้ในหลอดทดลอง พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้สูงสุดถึงประมาณ 30% [ScienceAlert; SpringerLink; ข่าวจาก Edith Cowan University].
สำหรับประเทศไทย มะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศแถบเอเชีย ผู้รอดชีวิตหลายรายจึงยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของโรค รวมถึงผลข้างเคียงระยะยาวจากการรักษา การนำการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นมาตรการที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้ง่าย มาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม จึงอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในระบบสาธารณสุขไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การทดลองนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น และยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ยืนยันว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวจะสามารถป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของมะเรเร็งในมนุษย์ได้จริง
การทดลองนี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มในสตรีผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม 32 ราย ที่เสร็จสิ้นการรักษาหลักมาแล้วอย่างน้อย 4 เดือน ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อทำการออกกำลังกายภายใต้การดูแลเป็นเวลา 45 นาที ได้แก่ โปรแกรมฝึกแรงต้านที่เน้นท่าหลักหลายท่า (เช่น ดันอก, ดึงสายเคเบิลแบบนั่ง, ดันขา และท่าก้าวขา) ที่ความเข้มข้นสูง หรือโปรแกรม HIIT ที่ใช้อุปกรณ์คาร์ดิโอ เช่น ลู่วิ่ง, เครื่องเดินวงรี, เครื่องพาย หรือจักรยานปั่น โดยจะสลับช่วงออกกำลังกายหนัก 30 วินาทีกับการพักสั้น ๆ [SpringerLink] ผลการเจาะเลือด ณ จุดเริ่มต้น, ทันทีหลังออกกำลังกาย และ 30 นาทีหลังออกกำลังกาย พบว่าระดับไมโอไคน์บางชนิด โดยเฉพาะ Decorin, Interleukin-6 (IL-6) และ SPARC มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างเฉียบพลันในทั้งสองกลุ่ม โดยกลุ่ม HIIT มีการเพิ่มขึ้นของ IL-6 ทันทีที่เด่นชัดกว่า
คณะนักวิจัยนำซีรั่มจากผู้เข้าร่วมการทดลองไปเพาะเลี้ยงกับเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดไตรเปิลเนกาทีฟ (MDA-MB-231) ซึ่งเป็นชนิดที่ก้าวร้าว โดยใช้ซีรั่มที่ความเข้มข้นสุดท้าย 20% และทำการติดตามการเจริญเติบโตของเซลล์เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ด้วยการวิเคราะห์เซลล์แบบเรียลไทม์ ผลพบว่า ซีรั่มที่เก็บทันทีหลังออกกำลังกายสามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ประมาณ 20-21% เมื่อเทียบกับค่าพื้นฐานก่อนออกกำลังกาย ขณะที่ซีรั่มที่เก็บ 30 นาทีหลังออกกำลังกาย สามารถลดการเติบโตได้ประมาณ 19% (ในกลุ่มฝึกแรงต้าน) ถึง 29% (ในกลุ่ม HIIT) [SpringerLink]
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายและหัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ กล่าวว่าผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็น “แรงจูงใจอันดีที่จะส่งเสริมให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษามะเร็ง” แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยยังเน้นย้ำว่า การออกกำลังกายยังช่วยให้ผู้รอดชีวิตปรับปรุงองค์ประกอบของร่างกายและลดการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสี่ยงการลุกลามของโรคมะเร็ง [Edith Cowan University newsroom] สื่อหลายสำนัก รวมถึง ScienceAlert ชี้ว่า Decorin, IL-6 และ SPARC ถือเป็นโมเลกุลส่งสัญญาณที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าหลั่งออกมาจากกล้ามเนื้อที่กำลังหดตัว [ScienceAlert; SpringerLink]
อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบเหล่านี้ต้องถูกตีความอย่างระมัดระวัง การทดลองที่นำเซลล์มะเร็งมาสัมผัสกับซีรั่มของมนุษย์เป็นวิธีการศึกษาในห้องปฏิบัติการที่ใช้กันทั่วไปเพื่อทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ วิธีนี้แสดงให้เห็นว่าสารชีวภาพในเลือดที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการออกกำลังกายมีศักยภาพในการออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งภายใต้สภาวะควบคุม แต่การยับยั้งการเจริญเติบโตในหลอดทดลองยังไม่เท่ากับการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคในร่างกายมนุษย์จริง ทีมผู้เขียนงานวิจัยเองก็ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ อาทิ การใช้เซลล์มะเร็งเพียงสายพันธุ์เดียว (MDA-MB-231), ระบบการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 2 มิติที่ไม่สามารถจำลองสภาพแวดล้อมของเนื้องอกแบบ 3 มิติ และปฏิสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์, รวมถึงผลที่วัดได้จากการออกกำลังกายเป็นเพียงผลเฉียบพลัน (ในช่วงนาทีถึงสิบกว่านาที) ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะเวลาเป็นเดือนหรือปี นอกจากนี้ ขนาดกลุ่มตัวอย่างยังค่อนข้างเล็ก (32 ราย) และแม้ว่าการทดลองจะมีการสุ่มรูปแบบการออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดผลทางคลินิก เช่น การกลับมาเป็นซ้ำของโรค หรืออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย [SpringerLink]
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในครั้งนี้สอดคล้องกับหลักฐานที่เพิ่มขึ้นจากการศึกษาวิจัยเชิงสังเกตการณ์ขนาดใหญ่และการวิเคราะห์แบบ Meta-analysis ที่แสดงให้เห็นว่า การมีระดับกิจกรรมทางกายที่สูงขึ้นและสมรรถภาพหัวใจและปอดที่ดีขึ้นนั้น สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งและการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยลดอาการอ่อนเพลีย, เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย, ปรับปรุงองค์ประกอบของร่างกาย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในระหว่างและภายหลังการรักษา งานวิจัยในเชิงกลไกกำลังศึกษาว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยได้อย่างไรบ้าง เช่น ผ่านการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญในร่างกาย, การเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, การลดการอักเสบที่เกิดจากไขมันสะสม และการหลั่งไมโอไคน์กับฮอร์โมนจากกล้ามเนื้อที่กำลังทำงาน ซึ่งสามารถส่งผลต่ออวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไป รวมถึงเนื้อเยื่อเนื้องอก [SpringerLink; ScienceAlert]
สำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการออกกำลังกายเข้าสู่ระบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบมากขึ้น เนื่องจากมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในสตรีไทย การคัดกรอง, การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรักษาเฉพาะทางจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โปรแกรมการดูแลผู้รอดชีวิตจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อผู้ป่วยจำนวนมากสามารถอยู่รอดหลังการรักษาและมีชีวิตยืนยาวขึ้น การให้คำแนะนำและส่งเสริมการออกกำลังกายถือเป็นการแทรกแซงที่มีต้นทุนต่ำ, สามารถขยายผลได้กว้างขวาง และเข้าถึงได้ง่ายในระดับชุมชน เมื่อเทียบกับการรักษาทางการแพทย์หลายแขนง โปรแกรมดังกล่าวสามารถจัดขึ้นได้ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด, ศูนย์อนามัยชุมชน หรือผ่านความร่วมมือกับนักกายภาพบำบัดและหน่วยเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อให้ผู้รอดชีวิตจำนวนมากเข้าถึงได้ โดยต้องมีการดูแลด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
สำหรับผู้รอดชีวิตและบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย คำแนะนำที่สำคัญจากงานวิจัยนี้มีหลายประการ: ประการแรก การทดลองนี้ตอกย้ำว่าการออกกำลังกายมีกลไกทางชีวภาพที่ซับซ้อน นอกเหนือจากการเพิ่มสมรรถภาพทางกาย โดยกล้ามเนื้อโครงร่างทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อที่สามารถหลั่งไมโอไคน์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และในการทดลองยังพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ประการที่สอง ทั้งการฝึกแรงต้านและ HIIT ต่างกระตุ้นให้เกิดการหลั่งไมโอไคน์และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้เช่นกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการออกกำลังกายหลายรูปแบบอาจให้ประโยชน์คล้ายคลึงกัน แม้ว่า HIIT จะกระตุ้นให้ IL-6 เพิ่มขึ้นทันทีที่เด่นชัดกว่า และมีการยับยั้งเซลล์มะเร็งในระยะสั้นที่มากกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า HIIT จะปลอดภัยหรือเหมาะสมกับผู้รอดชีวิตทุกคน ประการที่สาม การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคล: ก่อนเริ่มโปรแกรม ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลด้านมะเร็งวิทยา เพื่อพิจารณาปัจจัยร่วมทางสุขภาพ (เช่น ภาวะหัวใจและหลอดเลือด, ความเสี่ยงภาวะบวมน้ำเหลือง หรือปัญหาสุขภาพกระดูก) และควรทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะ เพื่อวางแผนโปรแกรมที่ค่อยเป็นค่อยไปและมีการดูแลอย่างเหมาะสม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญภายนอกต่างย้ำเตือนว่า ผลเฉียบพลันที่ได้จากการทดลองในห้องปฏิบัติการยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาทางคลินิกในปัจจุบัน โดยยังคงต้องมีการทดลองขนาดใหญ่ขึ้นและติดตามผลในระยะยาว เพื่อยืนยันผลลัพธ์ทางคลินิกที่แท้จริง
นักวิชาการในสาขานี้เรียกร้องให้มีความหวังอย่างระมัดระวัง ทีมวิจัยตีความว่าไมโอไคน์เป็นแนวทางเชิงกลไกที่น่าสนใจ ซึ่งอาจอธิบายส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เชิงป้องกันของการออกกำลังกายได้ บางกลุ่มกำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่โปรตีนเหล่านี้บางชนิด หรือยาที่เลียนแบบการส่งสัญญาณของพวกมัน อาจพัฒนาไปเป็นวิธีเสริมการรักษาได้ในอนาคต แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ขั้นตอนต่อไปคือการทดสอบว่า การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องซ้ำ ๆ ที่กระตุ้นไมโอไคน์ให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จะนำไปสู่การลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรค หรือการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้จริงหรือไม่ โดยต้องทำการทดลองทางคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ, ใช้สูตรการออกกำลังกายที่เป็นมาตรฐาน และติดตามผลเป็นระยะเวลานาน ทีมผู้เขียนยังแนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยการวิเคราะห์โมเลกุลที่ครอบคลุมมากขึ้น, การทดสอบการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน, และการใช้แบบจำลองเนื้องอกที่มีความเกี่ยวข้องทางคลินิกมากขึ้น (เช่น ออร์กานอยด์ 3 มิติ หรือการศึกษาในสัตว์ทดลอง) และที่สำคัญที่สุดคือการทดลองในมนุษย์ในระยะยาว [SpringerLink]
สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารโรงพยาบาลในประเทศไทย งานวิจัยนี้ได้ให้เหตุผลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนในการลงทุนด้านเวชศาสตร์การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ขั้นตอนที่สามารถดำเนินการได้รวมถึง การฝึกอบรมพยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งและนักกายภาพบำบัดให้สามารถให้คำแนะนำการออกกำลังกายแก่ผู้รอดชีวิต, การจัดชั้นเรียนฝึกแรงต้านและแอโรบิกภายใต้การดูแลในแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล, และการสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับการทดลองเชิงปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการออกกำลังกายต่าง ๆ (เช่น การฝึกแรงต้าน, HIIT, การฝึกความเข้มข้นปานกลางอย่างต่อเนื่อง) ในประชากรไทยที่หลากหลาย นอกจากนี้ ควรมีการบูรณาการโครงการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนที่เน้นกิจกรรมทางกายที่ปลอดภัยและมีการดูแล เข้ากับคลินิกติดตามผลผู้ป่วยมะเร็งที่มีอยู่เดิม
สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งที่กำลังอ่านบทความนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ หรือนครราชสีมา ข้อสรุปคือ นี่เป็นข่าวที่สร้างความหวัง แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง การออกกำลังกายได้รับการแนะนำโดยสมาคมมะเร็งนานาชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย, ลดอาการอ่อนเพลีย, และช่วยควบคุมน้ำหนัก รวมถึงความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม หลักฐานใหม่จากห้องปฏิบัติการนี้ ชี้ให้เห็นถึงกลไกทางชีวภาพที่ออกฤทธิ์ต้านเนื้องอก ซึ่งเกิดจากโปรตีนที่หลั่งออกมาจากกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย ซึ่งยิ่งเสริมเหตุผลให้มีการทำกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอหลังการรักษา แต่ไม่ควรคาดหวังว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวจะสามารถรักษาโรคหรือให้การป้องกันที่แน่นอนได้ ประโยชน์ที่แท้จริงมีแนวโน้มที่จะมาจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน
คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านในไทย: ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลด้านมะเร็งวิทยาก่อนเริ่มหรือเพิ่มความเข้มข้นในการออกกำลังกาย หากเพิ่งได้รับการผ่าตัด หรือมีภาวะบวมน้ำเหลือง หรือปัญหาสุขภาพหัวใจ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ผสมผสานการฝึกแรงต้าน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์กับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเกือบทุกวัน และค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การออกกำลังกายที่บ้านโดยเน้นการเดินและการฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนักตัวก็สามารถให้ประโยชน์ได้เช่นกัน แต่การมีผู้ดูแลจะมีความปลอดภัยมากกว่าในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน
อนาคตของงานวิจัยยังคงมีคำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบ: การกระตุ้นให้ไมโอไคน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการออกกำลังกาย จะนำไปสู่การลดการกลับมาเป็นซ้ำและการเสียชีวิตในระยะยาวได้จริงหรือไม่? ไมโอไคน์ชนิดใดมีความสำคัญที่สุด และสามารถเพิ่มระดับได้อย่างปลอดภัยสำหรับผู้รอดชีวิตทุกคนหรือไม่? และปฏิสัมพันธ์ระหว่างการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งกับไมโอไคน์เป็นอย่างไร? คำตอบเหล่านี้จะต้องมาจากงานวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่แบบหลายศูนย์ และการศึกษาเชิงกลไก ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ชุมชนวิจัยมะเร็งของไทยอาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงกับประชากรในประเทศ
งานทดลองล่าสุดนี้ยังไม่ใช่การปฏิวัติแนวทางการรักษาทางคลินิก แต่เป็นก้าวสำคัญทางวิทยาศาสตร์: เพราะแสดงให้เห็นว่าการหดตัวของกล้ามเนื้อสามารถหลั่งโมเลกุลที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดก้าวร้าวได้ อย่างน้อยในหลอดทดลอง สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมในไทย และทีมแพทย์ผู้ดูแล งานวิจัยนี้ถือเป็นเหตุผลเพิ่มเติม – นอกเหนือจากการช่วยปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย, สภาพจิตใจ และลดผลข้างเคียงจากการรักษา – ที่ควรส่งเสริมให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังการเป็นมะเร็ง แต่สิ่งสำคัญคือต้องย้ำว่า การออกกำลังกายต้องอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม และยังคงต้องมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันประโยชน์ทางคลินิกในระยะยาว
แหล่งข้อมูล: สรุปและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยจาก ScienceAlert (ScienceAlert article), งานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer-reviewed) ตีพิมพ์ในวารสาร Breast Cancer Research and Treatment (SpringerLink article), ข่าวสรุปงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Edith Cowan (Edith Cowan University newsroom), ข้อมูลภาระโรคมะเร็งระดับประเทศจากองค์กร International Agency for Research on Cancer (IARC) / Global Cancer Observatory (GCO) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) (GCO/WHO Thailand fact sheet) และบทความทบทวนมะเร็งเต้านมในเอเชีย (MDPI review).