ซูกินี ซึ่งมักพบมากในตลาดช่วงฤดูฝนในกรุงเทพฯ เป็นผักรสอ่อนฉ่ำน้ำ ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูกสำหรับผัดหรือแกงเท่านั้น ข่าวสารและงานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นคุณค่าทางโภชนาการอันโดดเด่น ทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ แคโรทีนอยด์ที่ช่วยปกป้องดวงตา และแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจึงชี้ว่า การเพิ่มซูกินีในเมนูอาหารไทยเป็นวิธีที่ง่ายและคุ้มค่า เพื่อช่วยให้คนไทยบริโภคผักผลไม้ได้ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) และลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (บทความจาก The New York Times: ประโยชน์ของซูกินีต่อสุขภาพ).

ซูกินีมีความสำคัญต่อคนไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่น 3 ประการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอาหารและสุขภาพ ได้แก่ ราคาถูกและปลูกง่าย ทั้งในสวนครัวเรือนหรือในพื้นที่ส่วนรวมอย่างสวนวัด, ให้พลังงานต่ำแต่มีน้ำและใยอาหารสูง (ช่วยให้อิ่มท้องและควบคุมน้ำหนักได้ดี), และอุดมด้วยสารอาหารเฉพาะที่เชื่อมโยงกับสุขภาพดวงตาและการลดการอักเสบ ปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการบริโภคผักผลไม้ไม่เพียงพอ โดยผลสำรวจในกลุ่มผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ พบว่าบริโภคผักผลไม้โดยเฉลี่ยเพียงวันละประมาณ ๒๖๗ กรัม ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ WHO แนะนำที่ ๔๐๐ กรัมต่อวันอย่างมาก การส่งเสริมผักที่เข้าถึงง่ายอย่างซูกินีจึงอาจเป็นส่วนสำคัญของแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทย (ผลสำรวจโดย CGIAR/WorldVeg เรื่องการบริโภคผักผลไม้ในกลุ่มผู้สูงอายุ กทม.).

ซูกินีมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านไวรัส และต้านจุลชีพ สารเหล่านี้ได้แก่ วิตามินซี, เบตา-แคโรทีน, และแคโรทีนอยด์กลุ่มแซนโทฟิลล์อย่างลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งทำหน้าที่ดักจับอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายและช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซูกินีขนาดกลางครึ่งลูกให้วิตามินซีประมาณ ๑๕ มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ ขณะที่ซูกินีหนึ่งถ้วยให้ลูทีนและซีแซนทีนประมาณ ๒ มิลลิกรัม อ้างอิงจากข้อมูลโภชนาการและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในรายงานล่าสุด (บทความจาก The New York Times: ประโยชน์ของซูกินีต่อสุขภาพ). สารแคโรทีนอยด์เหล่านี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีส่วนช่วยในการควบคุมไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งหากไม่สมดุล อาจนำไปสู่ภาวะอักเสบเรื้อรังและแม้กระทั่งมะเร็งได้ ตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารที่ให้ข้อมูลในรายงานฉบับเดียวกัน (ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในบทความ The New York Times).

ประโยชน์ของซูกินีต่อสุขภาพดวงตา ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับลูทีนและซีแซนทีนมายาวนาน การทดลองขนาดใหญ่และการศึกษาในระยะยาวเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration หรือ AMD) รวมถึงการศึกษาที่สำคัญอย่าง Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) พบว่าการบริโภคลูทีนและซีแซนทีนในปริมาณที่เหมาะสมหรือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามที่ทดสอบนั้น มีความสัมพันธ์กับการชะลอการลุกลามของโรคจอประสาทตาเสื่อมจากระดับปานกลางไปสู่ขั้นรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง AREDS2 ได้ทดสอบสูตรที่มีลูทีนและซีแซนทีน และพบว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาการของโรคจะแย่ลง การทดลองและการติดตามผลเหล่านี้ถือเป็นหลักฐานทางคลินิกที่แข็งแกร่งที่สุดที่เชื่อมโยงแคโรทีนอยด์ดังกล่าวกับการปกป้องจอประสาทตาส่วนกลาง (ผลการศึกษา AREDS2). การบริโภคซูกินีควบคู่ไปกับผักใบเขียวเข้มและพืชผักอื่นๆ ที่มีแคโรทีนอยด์สูง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับสารอาหารเหล่านี้จากอาหารทั้งชิ้น แทนที่จะพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงอย่างเดียว.

ซูกินียังมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย เนื่องจากมีปริมาณโพแทสเซียมที่ช่วยปรับสมดุลโซเดียมในอาหาร และส่งเสริมการควบคุมความดันโลหิต แม้ว่าผลจากผักเพียงหนึ่งชนิดจะเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของโภชนาการโดยรวม แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประชากรหลายกลุ่ม รวมถึงคนไทยส่วนใหญ่ มักบริโภคโซเดียมมากเกินไปและได้รับโพแทสเซียมน้อยกว่าที่ควร ซูกินีมีพลังงานต่ำมาก โดยประมาณร้อยละ ๙๕ เป็นน้ำ และให้พลังงานน้อยนิด (ซูกินีปรุงสุกหนึ่งถ้วยให้พลังงานประมาณ ๒๐-๓๐ แคลอรี ขึ้นอยู่กับวิธีปรุง) จึงเป็นวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มปริมาณอาหารในจาน ทำให้รู้สึกอิ่มได้โดยไม่เพิ่มแคลอรีมากเกินไป คุณสมบัติดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์เชิงหลักฐานในการป้องกันโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิกได้อย่างดีเยี่ยม (ข้อมูลโภชนาการจาก Healthline; คู่มือผักตามฤดู USDA/SNAP-Ed).

แล้วหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณประโยชน์เหล่านี้มีความมั่นคงเพียงใด? หลักฐานทางคลินิกที่ชี้ว่าลูทีนและซีแซนทีนช่วยปกป้องจอประสาทตาถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและได้รับสารเหล่านี้ในขนาดที่ทดลองในการศึกษา AREDS2 นอกจากนี้ งานวิจัยแบบสังเกตการณ์และการวิเคราะห์แบบเมตา (meta-analysis) ยังเชื่อมโยงการบริโภคแคโรทีนอยด์กับการลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมอีกด้วย (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษา AREDS2). สำหรับผลต้านการอักเสบและผลต่อระบบเมตาบอลิซึมนั้น หลักฐานยังไม่เด่นชัดเท่า: แม้ผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดจะมีความสัมพันธ์กับค่าบ่งชี้การอักเสบที่ลดลงและความเสี่ยงโรคที่ต่ำกว่าในงานศึกษาประชากร แต่การแยกผลของผักชนิดเดียวเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากอาหารที่เราบริโภคมีความซับซ้อนและงานศึกษาสังเกตการณ์อาจมีปัจจัยรบกวน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่ให้ความเห็นในรายงานล่าสุดชี้ว่า การผสมผสานคุณสมบัติของซูกินี ทั้งน้ำ ใยอาหาร และสารอาหารรองต่างๆ ทำให้ซูกินีเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลในการเพิ่มปริมาณอาหาร แม้ว่าจะไม่ใช่ผักที่มีสารอาหารหนาแน่นที่สุดในตลาดก็ตาม (ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในบทความ The New York Times).

เพื่อช่วยให้ผู้อ่านนำข้อมูลไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ดังนี้ ซูกินีขนาดกลางมีราคาไม่แพงในตลาดท้องถิ่น และสามารถปลูกได้ดีตลอดปีในภูมิอากาศของไทย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกในสวนครัวตามบ้านหรือในพื้นที่ส่วนรวมอย่างสวนวัด สามารถนำไปรับประทานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งกินดิบ ย่าง ผัด หรือนำไปทำเป็นเส้นซูกินี (zoodles) เพื่อใส่ในสลัด และยังสามารถหั่นใส่ในแกงหรือผัดต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสารอาหารส่วนใหญ่ยังคงอยู่ หากไม่ผ่านความร้อนสูงเกินไป แต่การต้มเป็นเวลานานอาจทำให้วิตามินซีซึ่งละลายน้ำสูญเสียไปได้ เนื่องจากซูกินีมีปริมาณแป้งและแคลอรีต่ำ จึงสามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบบางชนิดที่ให้พลังงานสูงกว่าได้ (เช่น การลดข้าวและเพิ่มซูกินี) เมื่อใช้เป็นส่วนประกอบเพิ่มปริมาณอาหารในจาน จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่ขัดกับรสชาติและวัฒนธรรมการรับประทานอาหารไทยที่เน้นการแบ่งปันอาหารและมื้อครอบครัว (เคล็ดลับการปรุงและสูตรอาหารจาก The New York Times).

จากมุมมองด้านสาธารณสุขในประเทศไทย ซูกินีเปิดโอกาสให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ผลสำรวจจาก CGIAR/WorldVeg พบว่า การบริโภคอาหารที่ปรุงเองที่บ้านและการมีสวนครัวมีความสัมพันธ์กับการบริโภคผักผลไม้ที่สูงกว่า ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจสำหรับการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ การส่งเสริมสวนวัด สวนชุมชน ชมรมผู้สูงอายุที่จัดกิจกรรมการปรุงและการปลูกผัก รวมถึงความร่วมมือกับพ่อค้าแม่ค้าอาหารเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตด้านอาหารของกรุงเทพฯ ล้วนเป็นกลไกเชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณผักบนจานอาหารได้ สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคผักผลไม้อย่างน้อย ๔๐๐ กรัมต่อวัน เพื่อลดภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และกลุ่มคนไทยจำนวนมากยังคงบริโภคได้ไม่ถึงเป้าหมายดังกล่าว จึงยังมีโอกาสในการพัฒนาเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว (แนวทางจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องผักผลไม้; ผลสำรวจโดย CGIAR/WorldVeg เรื่องการบริโภคผักผลไม้ในกลุ่มผู้สูงอายุ กทม.).

ในเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมซูกินีสอดคล้องกับค่านิยมไทยที่เน้นมื้ออาหารของครอบครัว การมีส่วนร่วมของวัด และการดูแลชุมชน ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมที่วัดและสามารถได้รับประโยชน์จากโครงการโภชนาการที่ผสานการปลูกผักในวัดหรือศูนย์สุขภาพท้องถิ่น ผู้ดูแลในครอบครัว ซึ่งมักรับผิดชอบการเตรียมอาหารให้ผู้สูงอายุ สามารถส่งเสริมให้ใส่ซูกินีในเมนูโปรด เช่น แกง หรือผัด เพื่อเพิ่มปริมาณผักโดยไม่เปลี่ยนแปลงรสชาติมากนัก โครงการนโยบายที่สนับสนุนการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์หรือกล้าไม้แก่ครัวเรือนรายได้น้อย หรือการฝึกอบรมพ่อค้าแม่ค้าให้เพิ่มผักในอาหารพร้อมทาน อาจเป็นมาตรการต้นทุนต่ำที่ให้ผลตอบแทนสูงได้.

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังและรายละเอียดบางประการที่ควรทราบ ประการแรก แม้ซูกินีจะมีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่สามารถทดแทนอาหารที่หลากหลาย ซึ่งควรรวมถึงผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ เบอร์รี่ ถั่ว และปลามัน ซึ่งให้สารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ลูทีนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าในผักใบเขียวบางชนิด และโอเมกา-๓ จากปลา ประการที่สอง วิธีการปรุงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การทอดด้วยน้ำมันท่วมหรือการใส่ครีมในปริมาณมากจะเพิ่มแคลอรีและโซเดียม ทำลายจุดเด่นของซูกินีที่เป็นอาหารที่มีความหนาแน่นพลังงานต่ำ ประการที่สาม ผลการทดลองทางคลินิกของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถตีความโดยตรงเป็นคำแนะนำสำหรับการบริโภคอาหารทั้งชิ้นได้ทั้งหมด การศึกษา AREDS2 ใช้ลูทีนและซีแซนทีนในขนาดที่เข้มข้นสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น คำแนะนำทั่วไปควรเน้นที่การบริโภคอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน และการประเมินทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีภาวะความเสี่ยงสูงเป็นสำคัญ (รายละเอียดการศึกษา AREDS2).

มองไปข้างหน้า แนวโน้มหลายอย่างอาจกำหนดบทบาทของซูกินีในอาหารไทยในอนาคต เกษตรกรรมที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและโครงการทำสวนในเมือง เป็นช่องทางสำคัญในการขยายการเข้าถึงผักสดในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น โครงการทางสังคมที่เน้นโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ และการส่งเสริมการบริโภคผักในเมนูอาหารโรงเรียน สามารถช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และสร้างนิสัยการกินผักในเด็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว ด้านการวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันสาธารณสุขของไทยสามารถดำเนินการทดลองเชิงปฏิบัติ เพื่อศึกษาว่าการใช้สวนชุมชน การร่วมมือกับผู้ค้าอาหาร และการปรับสูตรอาหารโดยใช้ซูกินี จะสามารถเพิ่มการบริโภคผักผลไม้โดยรวม และปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก เช่น การควบคุมความดันโลหิตหรือระดับน้ำตาลในเลือดได้จริงหรือไม่ ความสำเร็จของการทดลองเหล่านี้จะสามารถวัดผลได้ง่ายขึ้นในชุมชนเมืองที่มีข้อมูลพื้นฐานว่ามีการบริโภคผักผลไม้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ WHO กำหนดไว้ (ผลสำรวจโดย CGIAR/WorldVeg เรื่องการบริโภคผักผลไม้ในกลุ่มผู้สูงอายุ กทม.).

สำหรับบุคคลทั่วไปและครอบครัว ข้อปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามวัฒนธรรมไทยมีดังนี้ ประการแรก ลองเพิ่มซูกินีเป็นวัตถุดิบเสริมที่ช่วยเพิ่มปริมาณ: เช่น หั่นเป็นชิ้นผัดกับกระเทียมและน้ำปลาเล็กน้อยเป็นกับข้าวเร่งด่วน, ทำเป็นเส้นซูกินี (zoodles) ใส่สลัดคลุกเคล้ากับมะนาวและถั่วลิสงคั่ว, หรือหั่นใส่แกงเพื่อเพิ่มปริมาณผักและยืดโปรตีนให้เพียงพอ โดยยังคงรักษารสชาติที่คุ้นเคย ประการที่สอง เพื่อรักษาสารอาหารให้มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการต้มเป็นเวลานานและการทอดที่ใช้น้ำมันมาก การผัดแบบรวดเร็ว การย่าง หรือการรับประทานดิบในสลัด จะช่วยรักษาวิตามินซีไว้ได้มากกว่า ประการที่สาม ลองปลูกซูกินีสักต้นที่บ้าน หรือเข้าร่วมโครงการสวนผักของวัดใกล้บ้าน การปลูกผักเองไม่เพียงช่วยให้เข้าถึงผักสดได้ง่ายขึ้น แต่ยังส่งเสริมการออกกำลังกายและความผูกพันทางสังคม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุ (ผลการศึกษาจาก CGIAR/WorldVeg เรื่องสวนและการบริโภคผักผลไม้). ประการสุดท้าย หากเป็นผู้สูงอายุ มีโรคเกี่ยวกับดวงตาในระยะรุนแรง หรือกำลังรับประทานยาบางชนิด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนพิจารณาพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณสูง เนื่องจากหลักฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับลูทีนและซีแซนทีนนั้น มาจากการทดลองเสริมอาหารที่มุ่งเน้นในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะ ไม่ใช่สำหรับการบริโภคของประชากรทั่วไป (รายละเอียดการศึกษา AREDS2).

สรุปแล้ว ซูกินีไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็นวัตถุดิบที่ยืดหยุ่น ประหยัด และมีงานวิจัยรองรับในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการบริโภคผักผลไม้ประจำวันที่มีน้ำมาก แคลอรีต่ำ และอุดมด้วยแคโรทีนอยด์ วิตามินซี และโพแทสเซียม สำหรับครัวเรือนไทยที่ต้องบริหารจัดการงบประมาณ เวลา และรสชาติ ซูกินีจึงเป็นวัตถุดิบที่สมเหตุสมผล สามารถสอดแทรกในเมนูคุ้นเคยได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังสามารถนำไปสนับสนุนโครงการสวนชุมชนและวัด และเป็นเครื่องมือสำคัญของนโยบายสาธารณสุขในการช่วยให้คนไทยบรรลุเป้าหมายการบริโภคผักผลไม้ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อลดภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อฤดูฝนมาถึงและแผงขายผักเต็มไปด้วยซูกินี ทั้งเชฟ ผู้ดูแล และนักวางแผนสาธารณสุขในไทย ก็มีพันธมิตรที่ใส่ใจสุขภาพดวงตา ช่วยลดการอักเสบ และเพิ่มปริมาณอาหารในมื้อต่างๆ โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน (อ้างอิง: บทความโภชนาการจาก The New York Times; ผลการศึกษาทางคลินิก AREDS2; แนวทางผักผลไม้จากองค์การอนามัยโลก (WHO); ผลสำรวจการบริโภคในกรุงเทพฯ โดย CGIAR/WorldVeg).