งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามนักศึกษาราว 781 คน เป็นเวลาเกือบ 3 เดือน พบว่า สมาร์ตวอทช์ที่วางขายในท้องตลาด ซึ่งใช้อัตราการเต้นของหัวใจ (HR) และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) เพื่อสรุปว่า “กำลังเครียด” นั้น มักมีความสัมพันธ์น้อยมากกับความรู้สึกที่ผู้ใช้รายงานด้วยตนเอง แต่กลับพบว่าอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานได้ดีกว่าในเรื่องของการติดตามการนอนหลับ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มุ่งพัฒนาระบบเตือนภาวะซึมเศร้าระยะเริ่มต้น และได้จุดประเด็นสำคัญว่า เราควรตีความคะแนนความเครียดจากอุปกรณ์ของผู้ใช้ในไทยอย่างไร รวมถึงการนำข้อมูลไปใช้โดยนายจ้างหรือสถานพยาบาล ตลอดจนสิ่งที่นักวิจัยต้องดำเนินการต่อเพื่อให้การติดตามด้านสรีรวิทยาเหล่านี้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างแท้จริง Gizmodo The Guardian Leiden University

ผู้ผลิตอุปกรณ์มักโฆษณาคุณสมบัติการติดตามความเครียดเป็นจุดเด่นในการดึงดูดลูกค้า เช่น Garmin ระบุว่าใช้ข้อมูล HR และ HRV ผ่านระบบประมวลผลของทางผู้ผลิต แล้วให้คะแนนความเครียดเป็นสเกล 0–100 Garmin. ทว่า บทความวิชาการฉบับใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Psychopathology and Clinical Science ภายใต้งานวิจัยชื่อ “Associations between ecological momentary assessment and passive sensor data in a large student sample” กลับระบุว่า คะแนนความเครียดที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่บริเวณข้อมือนั้นไม่ค่อยสอดคล้องกับผลจากแบบสอบถามที่ให้ผู้เข้าร่วมตอบเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งวัน (ecological momentary assessment หรือ EMA) ซึ่งมีการส่งคำถามไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ร่วมวิจัยถึงวันละสี่ครั้ง โดยข้อมูลได้จากการสวม Garmin Vivosmart 4 ตลอดเวลานานสูงสุดสามเดือน ถือเป็นชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่นำความรู้สึกที่ผู้ใช้รายงานเองมาเปรียบเทียบกับผลการวัดจากอุปกรณ์ที่วางขายทั่วไปในตลาด PubMed entry

ผลการวิจัยที่สำคัญและชัดเจนพบว่า สำหรับผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่าง ตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่ข้อมือ กับการรายงานความรู้สึกเครียดด้วยตนเองนั้นมีความสัมพันธ์กัน “น้อยมากหรือไม่สัมพันธ์กันเลย” นักวิจัยอาวุโสซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคลินิกจากสถาบันที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่าค่าสหสัมพันธ์ระหว่างความเครียดที่ผู้เข้าร่วมรายงานกับคะแนนความเครียดที่นาฬิกาวัดได้นั้น “แทบจะไม่มีเลย” พร้อมชี้ว่าการที่หัวใจเต้นเร็วขึ้นนั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับอารมณ์ด้านลบเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหัวใจสามารถเต้นเร็วขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งความวิตกกังวล ความตื่นเต้น การกระตุ้นทางเพศ การออกกำลังกาย หรือแม้แต่ความตกใจ The Guardian Leiden University. นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าในกลุ่มผู้เข้าร่วมราวหนึ่งในสี่ อุปกรณ์นาฬิกาแจ้งว่า “เครียด” ในขณะที่ผู้ใช้กลับรู้สึกสงบ หรือในทางกลับกันก็มีเช่นกัน

ความไม่สอดคล้องของข้อมูลนี้ส่งผลกระทบในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญต่อคนไทย ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เนื่องจากอุปกรณ์สวมใส่กำลังได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย รายงานการตลาดคาดการณ์ว่าทั้งรายได้และการเข้าถึงผู้ใช้ในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้งานเพื่อติดตามการออกกำลังกายและการนอนหลับคาดว่าจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น Statista outlook for Thailand wearables. คนไทยจำนวนไม่น้อยใช้สมาร์ตวอทช์เพื่อวัตถุประสงค์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนับก้าว, การติดตามการนอนหลับ, หรือการแจ้งเตือนด้านสุขภาพต่างๆ โดยมีทั้งนายจ้างและโครงการส่งเสริมสุขภาพหลายแห่งที่เริ่มทดลองนำข้อมูลจากอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้แล้วเช่นกัน หากคะแนนความเครียดที่ได้มาเต็มไปด้วยข้อมูลรบกวนและปราศจากบริบทที่แท้จริง อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ เช่น ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกับการแจ้งเตือน “เครียดสูง” ทั้งที่ไม่เป็นเช่นนั้น หรือละเลยผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเพราะอุปกรณ์ระบุว่า “เครียดต่ำ” ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทยที่ยังคงมีการตีตราเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงสถานการณ์ความวิตกกังวลของนักเรียนที่เพิ่มขึ้น และความกดดันในสภาพแวดล้อมการทำงาน

งานวิจัยชิ้นนี้อยู่ท่ามกลางกลุ่มงานวิจัยที่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อมูลด้านอารมณ์ที่ได้จากเซนเซอร์บนข้อมือ โดยงานทบทวนวิจัยแบบสโคปปีในปี 2023 ได้สรุปว่า แม้อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกศึกษาอย่างแพร่หลาย แต่ผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าช่วยลดความเครียดได้จริงหรือไม่นั้นยังไม่ปรากฏเด่นชัด ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเชิงพรรณนามากกว่าการประเมินผลลัพธ์ PMC scoping review 2023. ขณะที่งานทดลองจากกลุ่มนักวิจัยในยุโรปอื่นๆ ก็ได้รายงานว่าสมาร์ตวอทช์มักไม่สามารถแยกแยะภาวะที่มีลักษณะทางสรีรวิทยาคล้ายคลึงกันได้อย่างแม่นยำนัก เช่น การแยกความแตกต่างระหว่างความตื่นเต้นกับความเครียด Vrije Universiteit Amsterdam 2023 news release.

ในด้านระเบียบวิธีวิจัย จุดแข็งของงานวิจัยชิ้นนี้คือการผสานการใช้แบบสอบถาม EMA ที่มีความถี่สูง เข้ากับการเก็บข้อมูลแบบพาสซีฟอย่างต่อเนื่องในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ โดยอุปกรณ์ได้ให้ค่าตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ, การประมาณระยะเวลาการนอนหลับ, และดัชนี “พลังงานร่างกาย” หรือความเหนื่อยล้าที่ผู้ผลิตสรุปจากค่า HR/HRV และรูปแบบกิจกรรมของผู้ใช้ Garmin support & blog Garmin Connect report. นักวิจัยพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างผลจากอุปกรณ์กับระยะเวลาการนอนหลับ โดยผู้ที่รายงานว่านอนหลับได้ดีขึ้น มักมีชั่วโมงการนอนบนอุปกรณ์เพิ่มขึ้นประมาณสองชั่วโมง ในขณะที่คะแนนพลังงานร่างกายกลับมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อย ทว่า “ความเครียด” ก็ยังคงเป็นสิ่งที่เซนเซอร์บนข้อมือเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ นักวิจัยผู้จัดทำผลงานอธิบายว่า นี่สะท้อนถึงข้อจำกัดของการวัดค่า (เช่น การใช้เซนเซอร์แสงวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคัล และการประมวลผลค่าแบบเฉพาะทางของผู้ผลิต) รวมถึงปัญหาเชิงแนวคิดที่ว่าความเครียดนั้นมีหลายมิติ ขึ้นอยู่กับบริบท และบางส่วนเกิดจากกระบวนการทางความคิด การตื่นตัวทางสรีรวิทยาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะระบุประเภทของอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ OSF preprint PubMed

ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร ได้ย้ำถึงคุณค่าของข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ แต่ก็เตือนว่าไม่ควรมองว่าเป็น “ความจริงเชิงวัตถุ” เพียงอย่างเดียว หากแต่ควรตีความร่วมกับบริบทและข้อมูลที่ผู้ใช้รายงานด้วยตนเอง The Guardian. มุมมองนี้สอดคล้องกับการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย ที่บุคลากรผู้ปฏิบัติงานเริ่มนำการคัดกรองด้วยแบบสอบถามมาผสมผสานกับข้อมูลพฤติกรรม เพื่อค้นหาสัญญาณเตือนถึงโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้า โครงการ WARN-D ซึ่งเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ชี้ว่าข้อมูลแบบพาสซีฟเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการแจ้งเตือนเฉพาะบุคคล หากปราศจากการรวมบริบทเพิ่มเติม

สำหรับนายจ้างและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย งานวิจัยนี้ได้เสนอแนะข้อปฏิบัติสำคัญ 3 ประการดังนี้

  1. ควรหลีกเลี่ยงการนำคะแนนความเครียดจากอุปกรณ์ของผู้บริโภคมาใช้เป็นเครื่องตัดสินผลการปฏิบัติงาน การลงโทษ หรือการคัดเลือกพนักงาน เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้อาจมีสัญญาณรบกวน และอาจนำไปสู่ผลบวกลวงหรือผลลบลวงได้ แนวปฏิบัติทางกฎหมาย/ความเป็นส่วนตัว
  2. โครงการสวัสดิการที่จัดหาอุปกรณ์ให้กับพนักงาน ควรบูรณาการข้อมูลจากอุปกรณ์เข้ากับการรายงานโดยความสมัครใจของผู้ใช้ การเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา และการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอย่างเข้มงวด แม้การรวมข้อมูลแบบนิรนามอาจเป็นประโยชน์ในระดับประชากร แต่การตีความข้อมูลในระดับบุคคลยังคงมีความเสี่ยง
  3. หน่วยงานบริการสาธารณสุขและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ควรใช้สัญญาณที่ได้จากอุปกรณ์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการคัดกรอง และยังคงต้องลงทุนในบริการที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงประชาชนเข้ากับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น สายด่วนสุขภาพจิตที่มีให้บริการในประเทศไทยอยู่แล้ว NHSO mental-health integration WHO on Thailand suicide prevention

ในมิติทางวัฒนธรรม สถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งทำให้ช่องว่างนี้เด่นชัดยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น งานบุญ งานเทศกาล หรือการรวมญาติ อาจกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางสรีรวิทยาเพิ่มขึ้น ซึ่งนาฬิกาอาจตีความว่าเป็น “ความเครียด” ทั้งที่ผู้คนกำลังรู้สึกยินดีและมีความสุข ในทางกลับกัน สถานการณ์ที่ดูเงียบสงบแต่มีความเครียดสูง เช่น การดูแลญาติผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน หรือปัญหาทางการเงิน อาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย แต่กลับก่อให้เกิดความตึงเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเซนเซอร์บนข้อมืออาจตีความสถานการณ์เหล่านี้ผิดพลาดได้ จึงสรุปได้ว่า ตัวเลขที่ปรากฏควรมาพร้อมกับเรื่องราวและบริบท โดยผู้ใช้ชาวไทยควรตีความการแจ้งเตือนด้วยความตั้งคำถามและวิเคราะห์ ไม่ใช่ตื่นตระหนกไปกับมันทันที

แนวทางการพัฒนาเพื่อเชื่อมช่องว่างนี้ ได้แก่ การใช้เซนเซอร์หลากหลายรูปแบบที่นอกเหนือจาก HR/HRV (อาทิ การวัดการนำไฟฟ้าของผิวหนัง การหายใจ การวิเคราะห์เสียง และการใช้บริบทจากการใช้งานโทรศัพท์) การฝึกอบรมอัลกอริทึมด้วยชุดข้อมูลที่มีการระบุบริบทอย่างชัดเจน และการพัฒนาระบบไฮบริดที่สามารถกระตุ้นให้มีการตอบแบบสอบถาม EMA สั้นๆ ได้ทันทีที่อุปกรณ์ตรวจพบการเปลี่ยนแปลง เช่น การถามว่า “ตอนนี้รู้สึกเครียดหรือแค่ตื่นเต้น?” นอกจากนี้ นักวิจัยยังคงศึกษาว่าสัญญาณในระดับประชากร เช่น กิจกรรม, การนอนหลับ, และการแยกตัวทางสังคม อาจสามารถช่วยทำนายการเกิดภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่ แม้ว่าการระบุป้ายกำกับอารมณ์แบบช่วงเวลาจะยังไม่แม่นยำก็ตาม osf preprint/WARN-D project

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ตวอทช์ในประเทศไทย

  • ไม่ควรใช้คะแนน “ความเครียด” จากสมาร์ตวอทช์เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ให้มองว่าเป็นเพียงข้อมูลเสริมที่ช่วยกระตุ้นให้ทบทวนและตั้งคำถาม แต่ไม่ใช่ข้อสรุปที่เด็ดขาด
  • ลองจดบันทึกง่ายๆ หรือตอบแบบสอบถาม EMA สั้นๆ เมื่อมีโอกาส การนำข้อมูลที่บันทึกด้วยตนเองมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากอุปกรณ์ จะช่วยให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • สวมใส่อุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในระหว่างการนอนหลับ หากต้องการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานให้มีความแม่นยำมากขึ้น
  • ใช้ฟังก์ชันติดตามการนอนหลับเป็นสัญญาณที่น่าเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับความรู้สึกพักผ่อนของผู้ใช้
  • หากมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือสายด่วนสุขภาพจิตโดยตรง มากกว่าที่จะพึ่งพาการแจ้งเตือนจากอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว NHSO/WHO resources WHO feature

กล่าวโดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้คงไม่ได้ยุติการถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของสมาร์ตวอทช์กับการวัดความเครียด แต่ก็น่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและมุมมองในเรื่องนี้ได้ ผู้ผลิตควรมีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับข้อจำกัดของอัลกอริทึมที่ใช้ นักวิจัยควรเปิดเผยผลการตรวจสอบอย่างกว้างขวาง และบุคลากรทางการแพทย์ควรเรียกร้องหลักฐานเชิงคลินิกที่แข็งแกร่งก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการวินิจฉัยหรือรักษาใดๆ ส่วนผู้ใช้งานเองก็ควรพิจารณาคะแนนความเครียดเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเสริมมุมมองเกี่ยวกับพฤติกรรมและคุณภาพการนอนหลับของตนเอง แต่ยังไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถ “อ่านใจ” ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ความหมายทางสังคมของการเต้นของหัวใจนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง