โรงเรียรัฐประมาณ 4,400 แห่งกำลังเครียมเพื่อใช้หลักสูตรในการอ่านออกเขียนได้ เมื่อเปิดเทอมในเทอมนี้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการก่อให้เกิดความไม่เห็นด้วยในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ

“เราเพิ่งเรียนรู้เกี่ยวกับหลักสูตรนี้เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา” Athapol Anunthavorasakul ผู้สอนคณะคุรุศาสตร์จุฬา ได้กล่าวไว้ “หลักสูตรการอ่านออกเขียนได้เป็นความคิดรวบยอดอันใหม่ในประเทศไทย และรัฐมนตรีศึกษาต้องการให้โรงเรียนทดลองใช้มัน” Athapol กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ยังมีอยู่

ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาได้อภิปรายถึงหลักสูตรทักษะหรือสมรรถนะเป็นเวลาหลายปี แต่ข่าวในเรื่องหลักสูตรอ่านออกเขียนได้เพิ่งจะเข้ามาถึงครูได้ไม่นานนี้เอง เขากล่าว

“สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย”

จริงๆแล้ว หลักสูตรใหม่ควรเปิดเผยอย่างเป็นอิสระ และให้สาธารณะ เช่นพ่อแม่ ควรจะรู้ว่าหลักสูตรนี้ต้องการเน้นไปที่ใด Athapol กล่าว เขากล่าวเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรต้องมีการประกาศล่วงหน้ามาหลายปี โดยการอ้างอิงถึงการตัดสินใจของเวียดนามในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ในโรงเรียนในปี 2035

เขากล่าวว่าฮานอยเพิ่งจะประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่าโรงเรียนจะใช้หลักสูตรใหม่ เน้นให้ใช้ภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติในปี 2030 “เราต้องประกาศล่วงหนนน้า เราถึงจะจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในประเทศไทยเพิ่งจะได้รับคำสั่งเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ในเดือนมีนาคม พร้อมกับการฝึกหัดครูที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว หลักสูตรใหม่จะเริ่มใช้เป็นตัวทดสอลประมาณ 15%จากโรงเรียนไทยประมาณ 20,000 คน

“ฉันมองไม่ออว่าเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน” Athapol บ่น

สิ่งใหม่คืออะไร?

สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการให้โรงเรียนนำเสนอหลักสูตรใหม่ใน 2 ระดับคือ ก่อนอนุบาล (3-6 ปี) และประถมศึกษาปีที่ 1 (6-9 ปี)

“หลักสูตรก่อนอนุบาลของเราจะเน้นไปที่การพัฒนาการที่เหมาะกับวัย ในขณะที่หลักสูตรระดับประถมจะเน้นไปที่การอ่าน การเขียน วิชาเลข และทักษะพื้นฐานอื่นๆ สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพิ่มสมรรถนะของผู้เรียน” คำกล่าวโดย Thanu Wongchinda ซึ่งเป็นหนึ่งในเลขานุการ

เขายังกล่าวด้วยว่า หลักสูตรใหม่สำหรับ 2 ชั้นนั้นเป็นสิ่งที่มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง และตระเตรียมบนพื้นฐานของหลักวิชาการ, การศึกษาจากต่างประเทศ, และเป็นการกระทำที่เยี่ยมที่สุด ในขณะที่ก็ยังดำรงถึงบริบทความเป็นไทยด้วย

Thanu ยังเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยังได้เพิ่มเติมการเรียนทางออนไลน์สำหรับโรงเรียนและครู และยังได้ก่อตั้งคลินิกเชิงวิชาการในการนำคนที่ยังสับสนเพื่อการทำหลักสูตรใหม่และการนำไปใช้อีกด้วย

“เราได้จัดการปรุมเชิงวิชาการ และนำเสนอเครื่องมือ AI ในการช่วยครูให้สามารถออกแบบประมวลรายวิชา และแผนการสอน รวมทั้งการประเมินผู้เรียนอีกด้วย”

ภายใต้หลักสูตรใหม่ นักเรียนประถมปีที่ 1-3 จะมีไม่มีแบ่งเกรดเป็น 0-4 ตามระบบเดิม แต่จะเน้นไปที่การอ่าน การเขียน และวิชาเลขเท่านั้น การประเมินผลแบบใหม่จะมีตั้งแต่ ผู้เริ่มต้น, ผู้พัฒนา, ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญการ

ในขณะที่ชั้นแต่ละชั้นจะไม่มีการเน้นไปที่ 8 กลุ่มวิชาหลัก ที่สอนเหมือนโรงเรียนไทยโดยทั่วไป นั่นคือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พละและสุขศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ

วิชาในหลักสูตรใหม่จะรวมกันในห้องเรียน ที่เน้นไปที่ทักษะพื้นฐานเท่านั้น ครูจะทำงานเป็นโค้ช และนำเสนอการเรียนรู้แบบกระตือรือร้นต่อนักเรียน

“เราคาดหมายว่าหลักสูตรใหม่จะทำหน้าที่เป็นหมุดหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย” Thanu กล่าว หลักสุตรใหม่ถูกเตรียมไว้เพื่อให้สอดคล้องกับปณิธานเมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

“เราเน้นไปที่วัตถุประสงค์ใหม่ของการอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ และความสามารถในการใช้เชิงปฏิบัติ ซึ่งจะคลอบคลุมความเข้าใจทั้งธรรมชาติ, การดูแลรักษาสุขภาพ, การดูแลรักษาตนเอง, สังคม, ศิลปะ และดนตรี”

มันจะได้ผลไหม?

Athapol กล่าวว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรีบเร่งนำพิมพ์เขียนการเรียนรู้อันใหม่ เพราะหลักสูตรของไทยไม่เคยถูกทำให้ทันสมัยใหม่เลยมาเป็นเวลานาน หลักสูตรนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2017 (2560) และเหมือนกับบรรพบุรุษ ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2008 (2551)

การเปลี่ยนแปลงแบบปัจจุบันทันด่วนที่ส่งผลต่อสถานภาพทำให้ครูรู้สึกโมโห โดยการจะโพสต์แบบบ่นออนไลน์เกี่ยวกับความยุ่งยกของการฝึก การศึกษาสื่อการเรียนแบบใหม่ และนำอธิบายต่อผู้ปกครอง

“จากรายงาน ฉันได้ยินพวกครูรู้สึกว่ากระทรวงศึกษาได้ยื่นเผือกร้อนมาให้ และทำให้พวกเขาวนเวียนกับเผือนร้อนด้วยตัวเอง” Athapol กล่าว

เขายังชี้ให้เห็นว่า ครูบางคนที่กำกับดูแลนักเรียนประถม รวมทั้ง ประถม 4-6 ที่ต้องเตรียมการสอนเป็น 2 ชุด ตามหลักการสอน 2 วิธี ครูหลายคนไม่รู้ว่าหลักสูตรการอ่านออกเขียนได้มีเนื้อหาว่าอะไรบ้าง และพวกขามีเวลาเพียงเล็กน้อยในการเตรียมเพื่อระบบใหม่ เขากล่าวเสริม

ในขณะที่นักศึกษาฝึกสอนยังคงกลัวกับโอกาสที่จะได้ไปสอนในโรงเรียน 4,400 แห่งที่ใช้หลักสูตรใหม่ เพราะพวกถูกฝึกมาในหลักสูตรเก่า “ทั้งครูและนักเรียนที่กำลังเริ่มทดลองกับหลักสูตรใหม่สุดท้ายจะกลายเป็นหนูทดลอง” เขาอ้อนวอน และกล่าวเสริมด้วยว่า ถึงแม้ว่าคณะกรรมการฯจะยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปโดยสมัครใจ แต่โรงเรียนจำนวน 4,400 แห่งจะถูกเป็นภาระในการทำตามกระแส

Athapol ยังได้เน้นย้ำอีกว่า นักเรียนในปรถม 3 ที่สอนในหลักสูตรใหม่ปีนี้ พอปีหน้า เขากลับต้องไปเรียนหลักสูตรเก่า เพราะต้องเรียนประถม 4

เขายังสงสัยว่าทำไมคณะกรรมการฯจึงไม่เลือกหลักสูตรสมรรถนะ ที่ถูกทกลองมาแล้ว แต่กลับไปเลือกเอาหลักสูตรที่ไม่มีความคุ้นชิน “หลักสูตรสมรรถนะที่ถูกทดองมาถึง 184 โรงเรียนใน 8 จังหวัดในระดับชั้นประถม ซึ่งผลการทดลองจะนำมาสรุปในปีหน้า” เขาชี้ อะไรคืออันต่อไป?

หัวหน้าคณะกรรมการฯ Thanu กล่าวว่า หากหลักสูตรใหม่ได้ผลในชั้นปรถม 1-3 แล้ว ต่อมาทุกโรงเรียนต้องใช้หลักสูตรใหม่นี้ ตั้งแต่ประถมปลาย (ป.4-6) และมัธยม (ม.1-6)

“จุดมุ่งหมายของเราก็คือการพั

ฒนาศักยภาพของนักเรียนไทย และมั่นใจว่านักเรียนของเราต้องเผชิญกับความท้าทายของโลกที่รวดเร็วเหมือนฟ้าแลบนี้ให้ได้” Thanu ยังให้ความมั่นใจกับนักเรียนที่ย้ายโรงเรียนระหว่างหลักสูตรใหม่กับเก่าด้วยว่า น่าจะไม่มีปัญหาใดๆ

แปลและเรียบเรียงจาก

Thai schools joggle hot potato of new literacy-based curriculum

https://world.thaipbs.or.th/detail/thai-schools-juggle-hot-potato-of-new-literacybased-curriculum/57497