การดำเนินงานการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ
ระยะที่ 1 (Phase I) การพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
(Education Administrators Competency Model Development)
ดร.ชัชรินทร์ ชวนวัน ข้าราชการบำนาญ
สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา, 2564
การดำเนินงานฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ (CBT) อาจเรียกชื่อว่า “รูปแบบการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ (Competency Based Training Model for Education Administrators : CBT-EDU ADMIN) หลังจากที่องค์กรดำเนินการในระยะเริ่มต้น คือ การเตรียมการและวางแผนขององค์กร (Preparatory stage) แล้ว คณะกรรมการและคณะทำงานต้องร่วมกันกำหนดรูปแบบการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานทั้งหมด มีลักษณะเป็นกระบวนการ ที่อาจเรียกว่า กระบวนการพัฒนาผู้บริหารการศึกษาด้วยการฝึกอบรมตามสมรรถนะ (Process for developing educational administrators through competency - based training) ที่ประกอบด้วยกระบวนการหลัก 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรและโปรแกรมการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา ระยะที่ 3 การพัฒนารูปแบบการประเมินผลการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา ทั้ง 3 ระยะหลักนี้ เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์ที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากดัชนีความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา ตาม รูปแบบ CBT-EDU ADMIN คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 จะนำไปใช้ในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ได้แก่ การบรรลุผลลัพธ์ตามโมเดล CBT-EDU ADMIN 3 ประการ คือ 1.สมรรถนะและโมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา 2.หลักสูตรสมรรถนะและโปรแกรมการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษา และ 3.ระบบการประเมินการฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา รูปแบบ CBT-EDU ADMIN ทั้ง 3 ระยะ มีกิจกรรมสำคัญที่ต้องดำเนินงาน ดังนี้
ระยะที่ 1 (Phase I) การพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา (Education Administrators Competency Model) ประกอบด้วย
1.1 การกำหนดสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
1.2 การกำหนดโครงสร้างของโมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
1.3 การกำหนดมาตรฐานสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
1.4 การพัฒนาโมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
1.5 การตรวจสอบโมเดลความสามารถ
1.6 การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้สมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
1.7 การจัดทำคู่มือรูปแบบการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ (Competency Based Training for Education Administrators)
1.8 ฯลฯ
ระยะที่ 2.(PHASE II) การออกแบบหลักสูตรและโปรแกรมการฝึกอบรม (Competency Based Curriculum and Training Program)
2.1 การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา
2.2 การกำหนดองค์ประกอบหลักสูตรและโมดูลการเรียนรู้การฝึกอบรมฯ
2.3 การออกแบบโปรแกรมการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถะ
2.4 การจัดทำแผนการฝึกอบรมและจัดกิจกรรมการเรียนรู้
2.5 การดำเนินงานฝึกอบรม (การจัดทำคู่มือการฝึกอบรมฯ สำหรับผู้ดำเนินงานและสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรม)
2.6 การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment)
2.7 การให้ข้อเสนอแนะและปรับปรุงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
2.8 ฯลฯ
ระยะที่ 3.(PHASE III) การออกแบบการประเมินประสิทธิผลของการฝึกอบรม (Competency Based Assessment)
3.1 การออกแบบการประเมินประสิทธิผลการฝึกอบรม
3.2 การประเมินผลสรุป
3.3 การตัดสินผลการฝึกอบรม
3.4 การประเมินประสิทธิผลโปรแกรมการฝึกอบรม
3.5 การทบทวนเพื่อการปรับปรุงรูปแบบสมรรถนะและกระบวนการฝึกอบรม
3.6 ฯลฯ หมายเหตุ การดำเนินงานตามกรอบของ รูปแบบ CBT-EDU ADMIN “รูปแบบการฝึกอบรมผู้บริหาร
การศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ” ทั้ง 3 ระยะนี้ มีแนวปฏิบัติด้วยหลักการ ทฤษฎี กระบวนการ
และขั้นตอน ที่มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ จำนวนมาก ได้กำหนดเอาไว้มากมายทั้ง เอกสาร
ตำรา คู่มือ และการนำเสนอทาง Internet ท่านที่สนใจในรายละเอียดสามารถศึกษา เรียนรู้ได้
จากแหล่งข้อมูลดังกล่าว เพื่อประกอบความเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริง หรือ
ย้อนกลับไปอ่านได้ในบทความของผู้เขียนที่ผ่านมา เช่น เรื่อง การสร้างโมเดลสมรรถนะ
(Competency Model Development) ตอนที่ 3-1,3-2 ปี 2562 เรื่อง การพัฒนาหลักสูตร
สมรรถนะ (Competency Based Curriculum Development) ตอนที่ 2 ปี2563 และตอนที่
4-5 ปี 2565 เป็นต้น
สำหรับการนำเสนอข้อเขียนต่อไปนี้ ผู้เขียนใช้การประมวลผลจาก AI แล้วนำข้อมูลที่ได้มาบูรณาการกับหลักการ ทฤษฎี ที่ได้จากแหล่งข้อมูลหลากหลาย นำเสนอเป็น “รูปแบบการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาตามแนวทางสมรรถนะ” ในกระบวนการ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 (Phase I) การพัฒนารูปแบบสมรรถนะการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Education Administrators Training Competency Model in 21st Century and Digital Age)
ดำเนินการ (ตามหลักการและทฤษฎีรูปแบบการสร้างโมเดลสมรรถนะ (Competency Model Development) ที่มีผู้กำหนดไว้หลากหลายวิธีและมีขั้นตอนที่แตกต่างกันไป ประกอบด้วย 1.1 กำหนดสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล ทำการกำหนด วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อการได้มาซึ่งสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาฯ ดังนี้
1.1.1 เริ่มจากการกำหนดชื่อสมรรถนะ ตำแหน่ง และขอบเขตการศึกษาวิเคราะห์ คือ “สมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Education Administrators Competency for 21st Century and Digital Age)
1.1.2 วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ (Role and Function) ของตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล และแหล่งข้อมูล แล้วสังเคราะห์ระบุสมรรถนะที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล และทำการ Mapping ข้อมูลสมรรถนะกับบทบาทหน้าที่
1.1.3 การกำหนดโครงสร้างของโมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก (Core Competency), สมรรถนะในหน้าที่ (Functional Competency), สมรรถนะผู้นำ (Leadership Competency) สมรรถนะการบริหาร (Managerial Competency) และสมรรถนะเทคโนโลยีและดิจิทัล (Technology and Digital Competency) 1.1.4 กำหนดสมรรถนะย่อย (Sub Competency) หรือสมรรถนะประกอบในแต่ละประเภทสมรรถนะตามโครงสร้างโมเดลที่กำหนดไว้ (ผลที่ได้ คือ กรอบสมรรถนะ ฯ (Competency Framework) 1.2 กำหนดกลุ่มสมรรถนะ (Competency Cluster) ในรูปแบบสมรรถนะ (Competency Model) เพื่อการจัดระเบียบการจัดการสมรรถนะการฝึกอบรมและพัฒนาที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และการพัฒนาที่ตรงเป้าหมาย 1.3 จัดทำมาตรฐานสมรรถนะ (Competency Standards) สำหรับทุกสมรรถนะในโมเดล โดยการออกแบบรายละเอียดมาตรฐานสมรรถนะ ที่ประกอบด้วย ชื่อ นิยาม ระดับ และรายการพฤติกรรมบ่งชี้สมรรถนะตามหลักการที่กำหนด โดยปฏิบัติตามหลักการเขียนข้อความสมรรถนะ (Writing Competency Statement, Definition, Proficiency Level, Behavioral Indicators และ Learning Outcome) เป็นต้น
1.3.1 วิเคราะห์กำหนดความรู้ ทักษะ และความสามารถเฉพาะ (KSA) ที่สำคัญสำหรับสมรรถนะแต่ละสมรรถนะของผู้บริหารการศึกษาฯในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ
1.3.2 กำหนดระดับสมรรถนะ ในกรอบมาตรฐานสำหรับผู้บริหารการศึกษา
1.3.3 กำหนดความรู้ ทักษะ และความสามารถเฉพาะ (KSA) และรายการตัวบ่งชี้สมรรถนะที่สำคัญสำหรับผู้บริหารการศึกษาในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ
1.3.4 สังเคราะห์ข้อมูลจากการวิเคราะห์กำหนดเป็น (ร่าง) “โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Draff-Education Administration Competency Model for 21st Century and Digital Age) 1.4 ตรวจสอบ (Validation) (ร่าง) โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (โดยคณะกรรมการและทีมงาน) แก้ไข ปรับปรุงให้สมบูรณ์ 1.5 สรุป “โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล” (Education Administrators Competency Model for 21st Century and Digital Age) 1.5 กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้สมรรถนะผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล เพื่อใช้เป็นวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และเกณฑ์สำหรับการประเมินผล 1.6 การจัดทำคู่มือรูปแบบสมรรถนะการฝึกอบรมผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Education Administrators Training Competency Model Manual in 21st Century and Digital Age)
จากการประมวลผลการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ด้วย AI สามารถกำหนดโครงสร้าง (Structure) ของ “โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล” ดังนี้
1.สมรรถนะหลัก ผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล
2.สมรรถนะในหน้าที่ ผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล
3.สมรรถนะภาวะผู้นำ ผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล
4.สมรรถนะนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล กระบวนการของ AI กำหนดสมรรถนะหลักและสมรรถนะประกอบ ดังตัวอย่าง ดังนี้
1.สมรรถนะหลักผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Core Competency of educational administrators in 21st Century and Digital Age) ประกอบด้วย 1.ความรู้ด้านดิจิทัลและการบูรณาการเทคโนโลยี (Digital Literacy and Technology Integration) หมายถึง ความสามารถในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการบริหาร จัดการการดำเนินงานขององค์กร การเรียนการสอน และปรับปรุงการสื่อสาร รวมถึงความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียน และโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพ 2.การคิดเชิงกลยุทธ์และการวางแผน (Strategic Thinking and Planning) หมายถึง ความสามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต พัฒนาแผนกลยุทธ์ระยะยาว และปรับแผนให้สอดคล้องกับพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน ซึ่งรวมถึงความเข้าใจในการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และประเมินผลกระทบของโครงการริเริ่มต่างๆ 3.การจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Management and Analysis) หมายถึง ความ สามารถในการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมถึงความเข้าใจในการใช้ข้อมูลเพื่อติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน ระบุจุดที่ต้องปรับปรุง และประเมินประสิทธิภาพของโครงการ 4.การทำงานร่วมกันและการสื่อสาร (Collaboration and Communication) หมายถึง ความสามารถสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการทำงานร่วมกัน การส่งเสริมช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง และการรับฟังความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น 5.ภาวะผู้นำและการจัดการ (Leadership and Management) หมายถึง ความสามารถ นำและบริหารจัดการเกี่ยวกับ การจัดการองค์กร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การจัดการการเงิน การปรับตัวในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงบวกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสให้บุคลากรได้เรียนรู้และเติบโตที่มีประสิทธิผล 6.การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) หมายถึง ความสามารถจัดการ การเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแวดล้อมขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสื่อสารถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง การให้การสนับสนุนบุคลากรในช่วงการเปลี่ยนผ่าน และการยกย่องความสำเร็จ 7.ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21 st Century Skills) หมายถึง ความรู้และความสามารถ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับบุคลากร ซึ่งรวมถึงการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน 8.ความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและกฎหมาย (Ethical and Legal Responsibilities) หมายถึง ความสามารถรตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและชุมชน 2.สมรรถนะความเป็นผู้นำของผู้บริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคดิจิทัล (Leadership Competency of educational administrators in 21st Century and Digital Age) ประกอบด้วย 1. ภาวะผู้นำเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ (Strategic Technology Leadership ) หมายถึง ความสามารถเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจถึงวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร ยกระดับผลการเรียนรู้ และปรับปรุงกระบวนการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ 2. ภาวะผู้นำการส่งเสริมวัฒนธรรมดิจิทัล (Digital Culture Promotion) หมายถึง ความสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกและสนับสนุนการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และบูรณาการระหว่างบุคลากรและผู้เรียน 3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม (Innovative Leadership) หมายถึง ความสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นบุคลากร ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและการศึกษาที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิสัยทัศน์ร่วมกันสำหรับอนาคตขององค์กร ส่งเสริมการทดลอง และสนับสนุนบุคลากรในการเติบโตทางวิชาชีพ 4. ภาวะผู้นำทางวิชาการ (Instructional Leadership) หมายถึง ความสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร แนวทางการสอน นำกลยุทธ์ นวัตกรรมการเรียนรู้ และบูรณาการเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ครู อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ภาวะผู้นำด้านการพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development Leadership) หมายถึง ความสามารถกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาวิชาชีพ เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ความรู้ ทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และความเชี่ยวชาญด้านการสอนและการปฏิบัติงานในวิชาชีพ 6. ภาวะผู้นำด้านความเสมอภาคและการเข้าถึง (Equity and Access Leadership) หมายถึง ความสามารถสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ ทรัพยากร และโอกาสการเรียนรู้ดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังหรือสถานการณ์ 7. ภาวะผู้นำการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) หมายถึง ความสามารถมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง สมาชิกชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและความเป็นเจ้าของร่วมกัน 8. ภาวะผู้นำการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management Leadership) หมายถึงความ สามารถบริหารจัดการ ชี้นำองค์กรผ่านกระบวนการ โครงการริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การนำไปปฏิบัติ จัดการกับแรงต่อต้านและส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการปรับตัวและนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้การประมวลผลจาก AI สามารถกำหนดสมรรถนะและองค์ประกอบของโมเดลสมรรถนะใน การพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารการศึกษา ได้อย่างครอบคลุม ซึ่งผู้เขียนจะพยายามนำเสนอในตอนต่อๆไป. ...........................................................................
ตอนต่อไป การนำสมรรถนะจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ กำหนดเป็นมาตรฐานสมรรถนะ และสร้าง โมเดลสมรรถนะผู้บริหารการศึกษาเพื่อการฝึกอบรมตามแนวทางสมรรถนะ ต่อไป