ผลวิเคราะห์ขนาดใหญ่ที่เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) สรุปว่า “เครือข่ายระดับโลกที่มีความซับซ้อน” กำลังบ่อนทำลายระบบการตีพิมพ์งานวิชาการอย่างเป็นระบบ ด้วยการผลักดันบทความปลอมเข้าสู่วารสารในระดับอุตสาหกรรม และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนวงการวิทยาศาสตร์รับมือไม่ทัน ผู้เชี่ยวชาญพบว่าการส่งต้นฉบับจาก “โรงงานผลิตบทความ” ที่น่าสงสัย เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๆ ๑๘ เดือน ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของงานวิจัยปกติที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวราวทุก ๑๕ ปี ผู้เขียนงานวิเคราะห์นี้เตือนว่า หากไม่เร่งปฏิรูป วรรณกรรมทางวิชาการบางส่วนอาจ “ถูกปนเปื้อนจนเสียหายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยและทิศทางการวิจัยของชาติ ประเด็นสำคัญจากงานวิจัยและคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Times Higher Education ซึ่งชี้ว่ากลไกป้องปรามการทุจริตแบบเดิมกำลังตามไม่ทันเล่ห์กลของขบวนการมืดที่จัดตั้งกันอย่างแน่นหนา มีการสมรู้ร่วมคิด การดัดแปลงภาพ และการ “ย้ายวารสาร” เพื่อหลบหลีกการตรวจจับ (Times Higher Education).
การศึกษานี้ซึ่งนำโดยทีมจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้รวบรวมชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของบทความที่ถูกเพิกถอน บันทึกการจัดการต้นฉบับของบรรณาธิการ และเครือข่ายการนำภาพมาใช้ซ้ำ เพื่อจัดทำแผนที่การแพร่กระจายของการทุจริตข้ามวารสารและสาขาวิชาย่อย ทีมงานชี้ว่าวารสารและบรรณาธิการบางกลุ่มทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่รับบทความมีปัญหาในสัดส่วนสูง และแสดงให้เห็นว่าเมื่อวารสารถูกถอดจากฐานข้อมูลหรือยกระดับความเข้มงวด โรงงานผลิตบทความก็จะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังเวทีใหม่ ในการให้สัมภาษณ์ ผู้เขียนนำซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์กล่าวว่า เครือข่ายเหล่านี้ “ไม่ต่างอะไรกับองค์กรอาชญากรรม ทำงานร่วมกันเพื่อปลอมแปลงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” และย้ำว่า “ประชาคมวิทยาศาสตร์ต้องยกระดับการควบคุมกำกับดูแลตนเองให้เข้มงวดกว่านี้” ก่อนที่มาตรฐานทางวิชาการจะพังทลาย (Times Higher Education).
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นไกลตัว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านอุดมศึกษาของไทยได้ตรวจพบตลาดรับจ้างเขียนบทความและผลงานต้องสงสัยจากโรงงานผลิตบทความ ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนครอบคลุมสถาบันอุดมศึกษาหลายสิบแห่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าดำเนินการกับเว็บไซต์ขายต้นฉบับ และมีคำสั่งลงโทษทางวินัย บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งถูกปลดจากตำแหน่งหลังพบว่าส่งงานเขียนที่ไม่ใช่ของตนเองหรือซื้อบทความ ตัวเลขที่ชัดเจนคือ: อว. สั่งสอบบุคลากรทางการศึกษา ๑๐๙ คน ใน ๓๓ สถาบัน หลังพบเว็บไซต์ขายงานวิชาการอย่างน้อย ๕ แห่ง และมีบุคลากรหลายรายถูกปลดหลังสอบสวนยืนยันข้อเท็จจริง (Bangkok Post, ๒๐๒๓; Bangkok Post, ๒๐๒๔). ขนาดและความเร็วของเครือข่ายทั่วโลกที่งานวิเคราะห์ใหม่นี้อธิบาย ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมกรณีในประเทศไทยจึงเกิดขึ้นได้ และทำไมการตามแก้ไขเป็นรายกรณีจึงยับยั้งได้ยาก
งานวิเคราะห์ชื่อ “The entities enabling scientific fraud at scale are large, resilient, and growing rapidly” โต้แย้งว่าปัจจุบันปัญหาไม่ใช่ผู้กระทำผิดรายตัวที่กระจัดกระจาย แต่เป็นทั้งระบบนิเวศ ทีมวิจัยได้ใช้ทฤษฎีเครือข่ายและการพิสูจน์หลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มผู้เขียนและบรรณาธิการที่มีรูปแบบพฤติกรรมบ่งชี้การทำงานร่วมกันเป็นชุด เพื่อผลักดันบทความปลอมให้ผ่านกระบวนการ peer review นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแผนที่เครือข่าย “การนำภาพมาใช้ซ้ำ” ขนาดใหญ่ ทั้งการรีไซเคิลภาพที่ถูกดัดแปลงหรือสร้างขึ้น ในบทความนับสิบถึงนับพัน ซึ่งมักจะรวมอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของสำนักพิมพ์กลุ่มเดียวกัน และกระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน รูปแบบเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ใช้ “แหล่งรวมภาพ” สร้างต้นฉบับเป็นล็อต ๆ แล้วส่งเข้าหาบรรณาธิการที่ขึ้นชื่อว่าหละหลวม (PubMed record; Times Higher Education).
รายงานอิสระหลายแห่งยืนยันภาพนี้ รายงานละเอียดของ The New York Times อธิบายว่าทีมวิจัยจากนอร์ทเวสเทิร์นได้สร้างฐานข้อมูลบทความที่ถูกเพิกถอนและบทความต้องสงสัยจากโรงงานผลิต แล้วขุดพบเครือข่ายหนาแน่นของบรรณาธิการและผู้เขียนที่เวียนทำงานร่วมกันซ้ำ ๆ การวิเคราะห์ประเมินว่าปริมาณงานจากโรงงานผลิตที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ถูกชี้เป้าในที่สาธารณะหลายเท่า โดยจำนวนบทความน่าสงสัยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๑.๕ ปี ซึ่งเร็วจนการกวาดล้างของวารสารตามไม่ทัน และเสี่ยงที่จะทำให้ความรู้ในสาขาวิชาย่อยบางส่วนถูกปนเปื้อนเสียหาย เช่น บางส่วนของงาน microRNA–oncology ที่อัตราการเพิกถอนและความผิดปกติพุ่งสูง (New York Times). Chemistry World ชี้ตัวเลขชวนตกใจจากการวิเคราะห์เครือข่ายบรรณาธิการ: ที่วารสาร PLOS One มีบรรณาธิการเพียงร้อยละ ๐.๒๕ ที่รับผิดชอบร้อยละ ๓๐.๒ ของการเพิกถอนทั้งหมดในปี ๒๐๒๔ และบรรณาธิการกลุ่มนี้มักส่งต่อบทความหากันเองมากกว่าส่งสู่กลุ่มกว้าง รูปแบบเดียวกันพบในชุดข้อมูลของวารสาร Hindawi และการประชุมของ IEEE ความกระจุกตัวเช่นนี้ชี้ว่า แค่ด่านคัดกรองเพียงไม่กี่รายที่ถูกแทรกได้ ก็สามารถเปิดทางให้งานปลอมทะลักเข้าสู่ระบบได้ (Chemistry World).
งานวิเคราะห์นี้ยังบันทึกปรากฏการณ์ “การย้ายวารสาร” เมื่อโรงงานผลิตเปลี่ยนเป้าไปยังเวทีใหม่ทันทีที่วารสารถูกถอดจากฐานข้อมูลหรือยกระดับมาตรฐาน ในกรณีหนึ่ง ทีมวิจัยเชื่อมโยงหน่วยงานที่ประกาศ “รับประกัน” การตีพิมพ์ในรายชื่อวารสารที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามการเคลื่อนไหวของ Scopus หรือ Web of Science ขณะเดียวกัน Retraction Watch เพิ่งรายงานการกวาดล้างครั้งใหญ่: สำนักพิมพ์ Frontiers เริ่มเพิกถอนบทความ ๑๒๒ เรื่อง ใน ๕ วารสาร หลังพบเครือข่ายแทรกแซงกระบวนการ peer review โดยสำนักพิมพ์เผยรายละเอียดไว้ในรายงานด้านจริยธรรมของตนเอง (Retraction Watch; Frontiers announcement).
สำหรับผู้อ่านชาวไทย รูปแบบระดับโลกเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศ การสอบสวนของ อว. ในปี ๒๐๒๓ เริ่มจากการพบการตีพิมพ์อย่างรวดเร็วของบุคลากรทางการศึกษาที่อยู่นอกความเชี่ยวชาญ และพบเว็บไซต์ขายบทความในประเทศอย่างน้อย ๕ แห่ง โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เกณฑ์การประเมินที่อิงจำนวนผลงานตีพิมพ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ อว. ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับเว็บไซต์เหล่านี้ และผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาลงโทษอย่างจริงจัง การสอบสวนในปี ๒๐๒๔ สิ้นสุดลงด้วยการปลดบุคลากรหลายราย และคณะทำงานระดับกระทรวงได้ขอให้รายงานหลักฐานทันเวลา เพื่อให้มาตรฐานการบังคับใช้ใกล้เคียงกันและป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ (Bangkok Post, ๒๐๒๓; Bangkok Post, ๒๐๒๔). รายงานในภูมิภาคชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้โดดเดี่ยว สถาบันในอินโดนีเซียก็ลงโทษบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับโรงงานผลิตเช่นกัน ซึ่งสะท้อนมิติร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดแรงงานวิชาการที่ถูกหล่อหลอมด้วยความกดดัน “ต้องมีผลงานตีพิมพ์ มิเช่นนั้นจะอยู่รอดได้ยาก” (Library Learning Space).
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแรงจูงใจเหล่านี้คือหัวใจของปัญหา ศูนย์ส่งเสริมความซื่อสัตย์ในงานวิทยาศาสตร์ (ผู้ดูแลฐานข้อมูล Retraction Watch) เตือนว่าสำนักพิมพ์เปิดชื่อวารสารใหม่เพิ่มขึ้นนับพันรายการเพื่อตอบสนองความต้องการ ขณะที่นักวิจัยถูกเร่งผลิตบทความเพื่อการจ้างงาน การเลื่อนตำแหน่ง และการขอทุนวิจัย ผู้ตรวจสอบโรงงานผลิตบทความอธิบายถึงตลาดที่คึกคัก ซึ่งมีการค้าขายทั้งการซื้อชื่อเป็นผู้ร่วมเขียน การซื้อยอดการอ้างอิง ไปจนถึงการซื้อบทความทั้งหมด โดยมีการใช้ AI ช่วยแปลงคำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบการลอกเลียน และสร้างภาพสังเคราะห์เพื่อผ่านการคัดกรองเบื้องต้น แนวโน้มเหล่านี้ทำให้การฉ้อโกงมีต้นทุนที่ถูกลงและยากต่อการจับผิดในวงกว้าง (New York Times). องค์กรบรรณาธิการและสมาคมวิชาชีพก็ออกคำเตือน สมาคมบรรณาธิการวิทยาศาสตร์ยุโรป (EASE) ระบุในบันทึกเดือนสิงหาคมว่า ผลิตภัณฑ์จากโรงงานผลิตบทความเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุก ๑๘ เดือน และเครือข่ายการใช้ภาพซ้ำอาจครอบคลุมบทความนับพัน กระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาและวารสารเดียวกัน ทำให้การแก้ไขหลังจากตีพิมพ์กลายเป็น “งานที่ยากลำบากอย่างยิ่ง” (EASE).
ผู้เขียนร่วมของงานใน PNAS โต้แย้งว่าประชาคมวิชาการกำลังมองผิดจุด การมุ่ง “จับคนโกงเป็นรายตัว” ทำให้พลาดสถาปัตยกรรมที่เอื้อให้เกิดการฉ้อโกงในระดับอุตสาหกรรม นั่นคือ นายหน้าผู้เชื่อมโยงต้นฉบับกับบรรณาธิการที่สมรู้ร่วมคิด โรงงานผลิตที่นำเนื้อหามาใช้ซ้ำเป็นล็อต ๆ และความสามารถในการย้ายเข้าสู่วารสารใหม่ทุกครั้งที่ช่องทางเดิมถูกปิด พวกเขาเรียกร้องให้ “ตรวจสอบอย่างเข้มงวด” กระบวนการของกองบรรณาธิการ พัฒนาเครื่องมือคัดกรองงานปลอมและการดัดแปลงภาพก่อนตีพิมพ์ และเปิดโปงเครือข่ายที่ประสานการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนร่วมอีกรายเตือนว่า หากระบบ “ยังรับมือกับการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ไม่ได้” ก็ยิ่งไม่พร้อมสำหรับสิ่งที่ AI รุ่นใหม่จะทำได้ รวมถึงวงจรย้อนกลับที่โมเดลถูกฝึกด้วยวรรณกรรมที่ปนเปื้อน แล้วสร้างบทความที่ใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติแต่มีเนื้อหาเท็จกลับมาแพร่เชื้อซ้ำ (Times Higher Education).
ประเทศไทยมีความคืบหน้าสำคัญหลายด้านในการวางรากฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และยกระดับมาตรฐานวารสาร เช่น แนวทางระดับชาติของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกรอบจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เครือข่ายอย่าง Thai-Journal Citation Index (TCI) ก็ผลักดันนโยบายบรรณาธิการที่เข้มงวดขึ้น และจัดอบรมเรื่องความซื่อสัตย์ในงานวิจัยและจริยธรรมการตีพิมพ์ให้บุคลากรและบรรณาธิการในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างวิชาการของไทยเริ่มรับมือเชิงรุก แม้แรงกดดันยังคงอยู่ (NRCT/Mahidol guidelines; ThaiJo ethics exemplar). อย่างไรก็ดี หลักฐานจากนานาชาติชี้ว่าต้องขยับจากการแก้ไขเป็นรายกรณี ไปสู่การจัดการความเสี่ยงในเชิงระบบ
ในทางปฏิบัติ ข้อค้นพบจาก PNAS ชี้แนวทางเร่งด่วนหลายประการ ประการแรก ต้องคัดกรอง “ช่องทาง” ของบรรณาธิการ ความจริงที่ว่าการเพิกถอนบทความกระจุกตัวอยู่กับบรรณาธิการส่วนน้อยในบางวารสาร แปลว่าทั้งสำนักพิมพ์และฐานข้อมูลควรใช้การวิเคราะห์ความซื่อสัตย์อย่างต่อเนื่องกับการแต่งตั้งและการทำงานของบรรณาธิการ เช่น การตั้งข้อสังเกตความผิดปกติของอัตรารับตีพิมพ์ ระยะเวลาพิจารณาที่สั้นผิดปกติ หรือการปรากฏชื่อร่วมกับบทความที่ถูกเพิกถอนบ่อยครั้ง สำหรับกรณีบุคลากรทางการศึกษาของไทยที่เป็นบรรณาธิการหรือส่งบทความไปยังวารสารที่มีสัญญาณเสี่ยง สถาบันอุดมศึกษาและแหล่งทุนในไทยอาจใช้กลไกการคัดกรองของตนเอง ก่อนนับผลงานเหล่านั้นในการประเมิน (Chemistry World).
ประการที่สอง ต้องลงทุนกับเครื่องมือคัดกรองก่อนส่งและก่อนรับตีพิมพ์ เครื่องมือพิสูจน์ภาพและตรวจจับความผิดปกติของข้อความ — เช่น “ถ้อยคำที่ถูกบิดเบือน” โครงวิธีวิจัยที่ชวนสงสัย และภาพ Western blot หรือภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ที่มีการนำมาใช้ซ้ำ — ควรเป็นมาตรฐานในสำนักงานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาและขั้นตอนการทำงานของบรรณาธิการ แม้ AI จะทำให้งานปลอมสมจริงขึ้น แต่มันก็ช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ในวงกว้าง วิธีการสร้างกราฟเครือข่ายภาพซ้ำของทีมวิจัยจากนอร์ทเวสเทิร์นอาจต่อยอดเป็นบริการระดับชาติหรือระดับ TCI เพื่อช่วยบรรณาธิการและคณะกรรมการสถาบันในไทยตั้งข้อสังเกต “กลุ่มความเสี่ยง” ก่อนตีพิมพ์ ไม่ใช่หลังจากนั้น (New York Times; EASE).
ประการที่สาม ต้องปรับแรงจูงใจจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ” การบังคับใช้ของ อว. ในช่วงหลังส่วนหนึ่งเกิดจากระบบความก้าวหน้าที่ให้น้ำหนักกับการนับจำนวนผลงาน ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้หันไปให้รางวัลกับความเคร่งครัด ความเปิดเผย และการที่งานสามารถทำซ้ำได้ เช่น การลงทะเบียนการวิจัยล่วงหน้า การเปิดเผยข้อมูลและโค้ด และผลงานวิจัยทำซ้ำ (replication) สำหรับเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งและทุนของไทย อาจทดลองใช้ “ประวัติย่อแบบบรรยาย” (narrative CV) และจำกัดจำนวนผลงานที่ใช้พิจารณา โดยเน้นความลึกมากกว่าความกว้าง เพื่อลดแรงจูงใจที่โรงงานผลิตกำลังตอบสนองอยู่ (Chemistry World).
ประการที่สี่ ต้องประสานงานระดับภูมิภาค ประสบการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ว่าโรงงานผลิตและนายหน้าไม่รู้จักเส้นเขตแดน ประเทศไทยอาจร่วมมือกับสภาวิจัยและสมาคมวารสารในอาเซียน เพื่อแบ่งปันบัญชีดำของฉบับพิเศษที่มีนายหน้า บรรณาธิการที่ถูกเจาะ และเว็บไซต์บริการฉ้อฉล พร้อมกำหนดมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมร่วมกันเพื่อลด “การตัดสินผิดพลาด” กรณีการเพิกถอนบทความครั้งใหญ่โดยสำนักพิมพ์ชั้นนำล่าสุด สะท้อนว่าการประสานข้อมูลทำให้การแก้ไขขยายสเกลได้เมื่อหลักฐานถูกแบ่งปันข้ามสำนักพิมพ์ (Retraction Watch; Frontiers announcement).
ปัจจัยด้านวัฒนธรรมก็สำคัญ สังคมการศึกษาไทยให้คุณค่ากับความกลมเกลียวและชื่อเสียงของสถาบัน สิ่งนี้อาจทำให้การ “เปิดโปงความผิด” หรือการวิจารณ์อย่างเข้มข้นต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพหลังตีพิมพ์ เกิดได้น้อย อย่างไรก็ดี แพลตฟอร์มอย่าง PubPeer แสดงให้เห็นว่าการตรวจทานอย่างโปร่งใสและให้เกียรติ ช่วยเปิดโปงการใช้ภาพซ้ำและความผิดปกติทางสถิติที่กระบวนการ peer review ก่อนตีพิมพ์อาจพลาดไปได้ การบรรจุระบบการทบทวนหลังตีพิมพ์แบบมีโครงสร้างและไม่ลงโทษส่วนตัวในวารสารไทย — และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริต — สอดคล้องกับค่านิยมความรับผิดชอบร่วมกัน ขณะที่ยกระดับความเคร่งครัด ข้อมูลเฝ้าระวังทั่วโลกชี้ว่าปี ๒๐๒๓ การเพิกถอนบทความทำสถิติสูงสุดทะลุ ๑๐,๐๐๐ เรื่อง ซึ่งถูกตีความได้ทั้งว่าเป็นสัญญาณการฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้นและการตรวจจับที่ดีขึ้น สำหรับประเทศไทย การทำให้ “การแก้ไข” เป็นเรื่องปกติสำคัญกว่า “การห่วงหน้าตา” เป้าหมายคือการรักษาความน่าเชื่อถือ (Forbes สรุปบทวิเคราะห์จาก Nature).
บางสำนักพิมพ์เริ่มจัดระเบียบใหม่ Frontiers เข้าร่วม UNITED2ACT ซึ่งเป็นเครือข่ายข้ามอุตสาหกรรมเพื่อต่อสู้โรงงานผลิตบทความ เพียงไม่กี่เดือนก่อนประกาศเพิกถอนครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ๒๐๒๕ สะท้อนว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่เห็นความจำเป็นของโครงสร้างร่วมในการประเมินความเสี่ยงและแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับรูปแบบการส่งต้นฉบับที่เชื่อมโยงกับโรงงานผลิต สำหรับบรรณาธิการไทย การเข้าร่วมเครือข่ายลักษณะนี้และใช้อนุกรมวิธานด้านจริยธรรมร่วมกัน จะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านทรัพยากรของกองบรรณาธิการขนาดเล็กได้ (Frontiers UNITED2ACT).
หากประชาคมวิชาการยังไม่ขยับอย่างจริงจัง ผู้เขียนใน PNAS เตือนว่าสาขาวิชาย่อยบางส่วนอาจถูกปนเปื้อนอย่างหนักจนคนทำงานจริงพากันหลีกเลี่ยง ไม่กล้าลงทุนลงแรงหลายปีบนวรรณกรรมที่มีข้อมูลเท็จ เพราะเสี่ยงที่อาชีพจะพังทลาย ในทางปฏิบัติ นี่อาจส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในด้านชีวการแพทย์ เกษตร และวิศวกรรม หากนักวิจัยไทยเผลอไปต่อยอดบนฐานข้อมูลที่ปนเปื้อน และยังเสี่ยงใช้เงินภาษีผิดเป้า เช่น หากคณะพิจารณาเงินทุนยังคงนับปริมาณบทความโดยไม่คัดกรองความซื่อสัตย์ โรงงานผลิตก็จะทำกำไร ขณะที่วิทยาศาสตร์ไทยแท้ ๆ ต้องชะงักงัน
อย่างไรก็ดี ยังมีเหตุผลให้มองในแง่บวก: เครื่องมือเครือข่ายแบบเดียวกับที่เผยให้เห็นขนาดของปัญหา ก็สามารถใช้ปกป้องวรรณกรรมได้เช่นกัน ข้อมูลวิเคราะห์วารสารสามารถช่วยระบุตัวบรรณาธิการที่มีพฤติกรรมผิดปกติ กราฟความคล้ายคลึงของภาพช่วยแจ้งเตือนการใช้ภาพซ้ำตั้งแต่ตอนส่งต้นฉบับ และการตรวจจับความผิดปกติช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานให้ผู้ตรวจสอบในจุดที่เสี่ยงที่สุด แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “จับได้” อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ “การฉ้อโกงไม่คุ้มค่า” ด้วย ทั้งระบบเงินทุนและการเลื่อนตำแหน่งที่อิงผลงานคุณภาพ การฝึกอบรมที่ดี และบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้ซื้อและผู้ขาย “เครดิตผู้เขียน” กรณีในประเทศไทยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “สามารถเอาผิดได้” ทว่า งานวิเคราะห์ของนอร์ทเวสเทิร์นชี้ว่าความคืบหน้าที่ยั่งยืนต้องพึ่ง “การป้องกันในเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่การลงโทษภายหลัง (Times Higher Education; Chemistry World).
ข้อแนะนำเร่งด่วนสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย สำนักงานวิจัย และนักวิจัยรุ่นใหม่
-
ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของวารสารและบรรณาธิการก่อนส่งผลงาน ดูว่าวารสารมีการเพิกถอนเป็นกลุ่มก้อนที่โยงกับฉบับพิเศษหรือบรรณาธิการบางคนหรือไม่ และมีกติกาบรรณาธิการที่โปร่งใสหรือเปล่า ใช้สัญญาณจากฐานจัดทำดัชนีและรายงานของประชาคมวิชาการเพื่อหลีกเลี่ยงเวทีที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมโรงงานผลิตบทความ (Retraction Watch).
-
เสริมการตรวจสอบภายในก่อนส่งต้นฉบับ ใช้เครื่องมือตรวจภาพซ้ำและพิสูจน์ข้อความกับทุกต้นฉบับ และกำหนดให้มีการฝากข้อมูลดิบและโค้ดวิเคราะห์สำหรับงานเชิงปริมาณ ส่งเสริมให้ผู้ร่วมเขียนยืนยันบทบาทและความพร้อมของข้อมูลประกอบ
-
ปรับเกณฑ์ประเมินบุคลากรทางการศึกษา ให้น้ำหนักกับผลงานคุณภาพสูงจำนวนน้อยที่เปิดเผยข้อมูล มากกว่าจำนวนชิ้นงาน รับรองงานวิจัยทำซ้ำและผลลัพธ์ที่เป็นลบ เพื่อลดแรงจูงใจที่บิดเบือน
-
หนุนและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส จัดช่องทางร้องเรียนแบบรักษาความลับ และกระบวนการพิจารณาที่ชัดเจนและเป็นธรรม ส่งเสริมบทวิจารณ์หลังตีพิมพ์และการแก้ไข ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ดี
-
ร่วมมือกับหน่วยงานระดับชาติ ทำให้นโยบายสถาบันสอดคล้องกับแนวทางของ อว. และ วช. และทำงานร่วมกับ TCI เพื่อแบ่งปันสัญญาณความเสี่ยง พิจารณา “การตรวจสุขภาพความซื่อสัตย์” ร่วมกันในสาขาที่มีความเสี่ยงสูง
ประชาคมวิชาการไทยแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อมีหลักฐานครบ ก็สามารถดำเนินการได้ งานวิเคราะห์ที่หนุนหลังด้วย PNAS ครั้งนี้ยกระดับความสำคัญขึ้นอีกหนึ่งขั้น ชี้ให้เห็นระบบเศรษฐกิจการทุจริตที่ประสานงานกัน ยืดหยุ่น และเติบโตอย่างรวดเร็ว อาศัยช่องโหว่ในระบบบรรณาธิการและแรงจูงใจทั่วโลก สำหรับประเทศไทยที่กำลังลงทุนในงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนสุขภาพ การศึกษา และนวัตกรรม เส้นทางข้างหน้าคือ การเฝ้าระวังควบคู่กับการปฏิรูป ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อจับเครือข่ายหลอกลวง ปรับระบบการประเมินให้ให้รางวัลคุณภาพและความเปิดเผย และสร้างวัฒนธรรมวิชาการที่ให้ค่ากับ “การแก้ไข” มากกว่า “การห่วงหน้าตา” เพื่อให้วิทยาศาสตร์ไทยยังคงสร้างความรู้ที่น่าเชื่อถือให้โลก แทนที่จะถูกฉุดรั้งโดยอุตสาหกรรมใต้ดินที่ตั้งใจหลอกลวง
ที่มาของข้อมูลประกอบรายงานนี้ ได้แก่ บทความและสรุปงานจาก Times Higher Education และสื่อระดับโลก ระเบียน PubMed ของบทความใน PNAS ตลอดจนรายงานของไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับการบังคับใช้และการปฏิรูประบบบรรณาธิการ: Times Higher Education; PubMed; New York Times; Chemistry World; Retraction Watch; Frontiers; Bangkok Post, ๒๐๒๓; Bangkok Post, ๒๐๒๔; Library Learning Space; EASE; NRCT/Mahidol guidelines; ThaiJo ethics exemplar.