บรรดานักลงทุนที่กำลังสอดส่ายสายตาหา ‘หุ้นเด็ด’ ในตลาดเอเชีย เริ่มเบนเข็มไปที่บริษัทที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตสูงลิ่ว แม้สภาพตลาดทุนทั่วโลกจะยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ผลการศึกษาล่าสุดจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์การลงทุน Simply Wall St ที่สรุปเผยแพร่ใน Yahoo Finance เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ ได้ชี้เป้าไปยังกลุ่มบริษัทดาวเด่นจากจีน ญี่ปุ่น และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออก พร้อมบทวิเคราะห์ที่โยงใยถึงแนวทางการลงทุนและการบริหารธุรกิจที่สามารถปรับใช้ได้กับบริบทของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการปรับตัวของบริษัทชั้นนำเหล่านี้ในเอเชีย จึงได้เปิดมุมมองและโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และนักลงทุนชาวไทย ในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในตลาดภูมิภาคที่หมุนเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การรายงานนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ หลังจากเผชิญช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ด้วยปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ความผันผวนของราคาพลังงาน และอุปสงค์การส่งออกที่ไม่แน่นอน การเฟ้นหาบริษัทที่มีศักยภาพและมีความแข็งแกร่งทั่วภูมิภาคเอเชียจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ โดยนักธุรกิจในประเทศไทยสามารถนำบทเรียนจากบริษัทที่โดดเด่นเหล่านี้ไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างยั่งยืน

จากข้อมูลที่รวบรวมโดย Simply Wall St เผยให้เห็นรายชื่อ ๑๐ บริษัทชั้นนำในเอเชีย ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ทั้งในด้านการเติบโตของรายได้และกำไร สุขภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเหล่านี้มีความหลากหลายทางธุรกิจอย่างน่าสนใจ ตั้งแต่กิจการคอนเทนต์ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (SaaS) การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงธุรกิจตัวแทนจำหน่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที แม้จะยังไม่เป็นที่พูดถึงมากนักในสื่อระดับโลก แต่ทุกบริษัทกลับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงผ่านตัวเลขทางการเงินที่โปร่งใส สะท้อนถึงความสามารถในการฝ่าฟันความผันผวนของตลาด ลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และสร้างอุปสงค์ใหม่ได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างบริษัทที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ Vobile Group ผู้ให้บริการคอนเทนต์ดิจิทัลในตลาดหุ้นฮ่องกง ที่สามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนได้อย่างน่าทึ่ง จาก ๑๔๒.๕% ลงมาเหลือเพียง ๔๓.๕% ภายในเวลา ๕ ปี พร้อมทั้งสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้สำเร็จ บริษัทมุ่งเน้นบริการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ ส่งผลให้มีเงินทุนใหม่ไหลเข้าสู่บริษัทถึง ๕๒๑.๖๔ ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นจากตลาดได้อย่างชัดเจน อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Shenzhen Chengtian Weiye Technology ที่มีรายได้เติบโตสูงถึง ๙๗๘% ภายในปีเดียว แม้ผลประกอบการในระยะยาวจะยังคงผันผวน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยง แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสูงสำหรับบริษัทที่มีความคล่องตัวและให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ขณะที่ ไดวาบะ โฮลดิ้งส์ ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีชั้นนำจากญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าศึกษา ด้วยการบริหารจัดการที่มีเงินสดในมือมากกว่าหนี้สิน กำไรเติบโตเกือบ ๕ เท่าภายใน ๕ ปี และยังอยู่ระหว่างการซื้อหุ้นคืนจากตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันจะยังต่ำกว่ามูลค่าประเมินก็ตาม

สิ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้โดดเด่นและแตกต่างออกไป ไม่ได้มีเพียงแค่การเติบโตที่น่าประทับใจ แต่ยังรวมถึงวินัยในการบริหารจัดการทางการเงิน และความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ไดวาบะ โฮลดิ้งส์ ที่สามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจาก ๓๐.๒% เหลือเพียง ๑๓.๖% ภายใน ๕ ปี ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมให้บริษัทในประเทศไทยที่ยังเผชิญกับภาวะหนี้สินสูงและสภาพคล่องตึงตัว ได้เห็นแนวทางการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ Shenzhen Chengtian Weiye ได้นำแผนการถือหุ้นโดยพนักงาน (Employee Stock Ownership Plan: ESOP) มาปรับใช้ ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทและความสำคัญของบุคลากรภายในองค์กรให้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลและรักษาบุคลากร ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มตึงตัวและขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ

บรรดาทีมนักวิเคราะห์ในภูมิภาคต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่า “หุ้นที่ซ่อนเร้น” หรือ “Undiscovered Gems” มักเป็นบริษัทที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของรายได้ สัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่เงินสด หรือมีนโยบายการลงทุนที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ดังที่คำแนะนำในบทความระบุไว้ว่า “การค้นหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตสูง จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ บนสนามเศรษฐกิจเอเชียที่มีพลวัตสูง” (Yahoo Finance) แนวคิดดังกล่าวนี้สอดคล้องกับองค์ความรู้และคำแนะนำจากสถาบันการเงินชั้นนำในภูมิภาค และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทย ที่บางส่วนยังคงนิยมลงทุนในหุ้นกลุ่มเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้น โดยขาดการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างเพียงพอและรอบด้าน (Bangkok Post)

ประเทศไทยเองมีพื้นฐานเศรษฐกิจภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง ภาคดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนเทคโนโลยีชีวภาพ ดังนั้น การเรียนรู้จากกรณีศึกษาของบริษัทเหล่านี้จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มุ่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยปรับมาตรฐานการบัญชีและธรรมาภิบาลให้ทัดเทียมระดับสากล เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้บริษัท “ขุมทรัพย์แห่งเอเชีย” เหล่านี้สามารถแจ้งเกิดในตลาดได้อย่างน่าจับตา สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย หากสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในการบริหารจัดการหนี้สินและเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของงบดุลและหลักธรรมาภิบาลเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน (BOI Thailand)

มุมมองเชิงประวัติศาสตร์ยังตอกย้ำบทเรียนนี้ได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยเคยเผชิญวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียเมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนากรอบการกำกับดูแลกิจการในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสการลงทุนทั่วโลกเริ่มคัดกรองและเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถันมากขึ้น สิ่งที่ดึงดูดใจนักลงทุนจึงไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของบริษัทหรือกระแสของอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กลับมาจากความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง คล้ายคลึงกับกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี ๑๙๙๐ ที่บริษัทอย่าง ไดวาบะ โฮลดิ้งส์ พลิกฟื้นกลับมาเน้นธุรกิจหลัก และบริหารจัดการองค์กรด้วยความมั่นคง เพื่อกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้อีกครั้ง

ในมิติทางวัฒนธรรม ผู้ประกอบการไทยก็มีศักยภาพในการปรับตัวและยืดหยุ่นไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตโควิด-๑๙ ที่จิตวิญญาณแห่งการปรับตัวนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่อีกครั้ง และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ภาคเอกชนไทยหันมาลงทุนในระบบอัตโนมัติ การพลิกโฉมองค์กรสู่ยุคดิจิทัล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) เฉกเช่นกรณีของ Vobile Group ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และขยายการค้าดิจิทัลไร้พรมแดน

หากมองไปยังอนาคต นักวิจัยคาดการณ์ว่าความสนใจของนักลงทุนในภูมิภาค จะขยายวงกว้างออกไปสู่บริษัทที่อยู่นอกกลุ่มหุ้นใหญ่แบบดั้งเดิม หากบริษัทเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม มีหนี้สินในระดับต่ำ ลงทุนในนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน กระแสนี้จะทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ผลักดันนโยบายเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ สนับสนุนสตาร์ตอัพ และส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ดังนั้น ความสามารถในการสื่อสารสถานะทางการเงินอย่างโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน การยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการชี้แจงผลประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างชัดเจน จะกลายเป็น “แต้มต่อ” ที่สำคัญยิ่ง

สำหรับภาคธุรกิจไทยและนักลงทุนรายบุคคล ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท การเทียบเคียงประสิทธิภาพองค์กรกับคู่แข่งในภูมิภาค และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างชัดเจนและโปร่งใส สำหรับผู้ที่มองหาบริษัทไทยหน้าใหม่ที่มีศักยภาพเป็น “เพชรเม็ดงาม” บทเรียนสำคัญคือ การเติบโตอย่างยั่งยืน สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสู่ความสำเร็จ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายควรเร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย เพิ่มแรงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถยกระดับองค์กร สร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและความรู้ทางธุรกิจในภูมิภาค เพื่อเป็นการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในกระแสคลื่นเศรษฐกิจเอเชียระลอกใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

สามารถอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ Yahoo Finance และ Simply Wall St