การสอบสวนล่าสุดได้เขย่าขวัญแวดวงวิทยาศาสตร์อย่างหนัก เมื่อพบว่างานวิจัยปลอมเกลื่อนเมือง ขยายตัวเร็วกว่าปริมาณงานวิจัยจริงหลายเท่าตัว ผลการศึกษาฉบับนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าวิกฤตดังกล่าวกำลังบ่อนเซาะความน่าเชื่อถือของวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอย่างร้ายแรง หากปล่อยไว้ อาจลุกลามสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่วงการวิจัย แต่ยังรวมถึงผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข และสังคมไทยโดยรวมด้วย
เดิมที วารสารวิชาการถือเป็นหัวใจสำคัญในการกลั่นกรององค์ความรู้ผ่านกระบวนการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ทำให้เป็นรากฐานของการกำหนดนโยบายโดยอิงหลักฐานทางวิชาการ การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่ออนาคต ทว่าผลการศึกษาจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Northwestern กลับเผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงว่า แม้จำนวนบทความวิชาการโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก ๑๕ ปี แต่บทความที่เข้าข่ายเป็นงานปลอมกลับเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุกๆ ๑.๕ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา (economist.com) หากยังเป็นเช่นนี้ งานวิจัยหลอกลวงจะมีปริมาณมากกว่างานจริงในอีกไม่ช้า ซึ่งจะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในองค์ความรู้อย่างมิอาจประมาณค่าได้
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบก็ถือว่ารุนแรงไม่น้อย เพราะไทยเองกำลังเร่งเครื่องผลักดันตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภูมิภาค ขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาอาศัยวารสารวิชาการระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนางานด้านการแพทย์ การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หากความน่าเชื่อถือของแวดวงวิจัยโลกถูกสั่นคลอน ประเทศไทยก็จะขาดหลักประกันในการนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายด้านยา การสาธารณสุข หรือแม้แต่การศึกษาที่อิงหลักฐานทางวิชาการได้อย่างแท้จริง
นักฟิสิกส์ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยและผู้เขียนนำในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ได้ออกมาเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่รีบแก้ไข วงการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันอาจล่มสลาย” โดยรูปแบบการโกงในแวดวงงานวิจัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างข้อมูลเท็จ การสวมรอยเป็นผู้เขียน การบิดเบือนภาพ หรือการส่งบทความหลอกลวงเข้าสู่วารสารเชิงพาณิชย์ที่รับตีพิมพ์โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่าย และไม่มีกระบวนการกลั่นกรองที่แท้จริง (nature.com, theconversation.com)
แม้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเริ่มถูกนำมาใช้ตรวจจับการทุจริตและกลั่นกรองงานวิจัย (scientificamerican.com) และช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจสอบได้มากขึ้น ทว่ากลุ่มผู้กระทำผิดก็หันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับเช่นกัน จนเกิดเป็นการแข่งขันระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้ตรวจสอบ นักวิชาการระดับนานาชาติยังชี้ให้เห็นอย่างน่าตกใจว่า ขณะนี้มีการส่งต้นฉบับจำนวนมากจาก “โรงงานผลิตบทความ” หรือ “Paper Mill” ซึ่งเป็นธุรกิจรับผลิตงานวิจัยปลอมแบบครบวงจร ทั้งยังเป็นเครือข่ายข้ามชาติและใช้หลายภาษา
สำหรับนักวิชาการและนักศึกษาไทย การตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง การได้รับทุนวิจัย หรือการสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน ในช่วงหลัง สื่อมวลชนไทยเคยเกาะติดกรณีที่บุคลากรทางการศึกษาและนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับวารสารที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีข้อสงสัยว่าเป็นแหล่งผลิตงานวิจัยหลอกลวง (bangkokpost.com) ยิ่งไปกว่านั้น ค่านิยมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับปริญญาและคุณวุฒิการศึกษา ยิ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาความสำเร็จแบบทางลัด
แต่ปัญหางานวิจัยปลอมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงวิชาการเท่านั้น เพราะในวงการแพทย์ งานวิจัยที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอาจนำไปสู่การกำหนดแนวทางการรักษาที่ไร้ประสิทธิภาพ หรือกระทั่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโดยตรง ดังที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-๑๙ องค์การอนามัยโลกก็ต้องเผชิญกับกระแสข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ปนเปื้อนทั้งข่าวปลอมและงานวิจัยที่ถูกบิดเบือน (who.int) ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้อาจย้อนกลับมาอีกครั้ง หากเกิดโรคระบาดครั้งใหม่ หรือมีความท้าทายด้านสุขภาพสมัยใหม่เกิดขึ้น
ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยอมรับว่าประเด็นนี้คือความเสี่ยงอันดับต้นๆ โดยได้เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ กำลังทบทวนนโยบายด้านจริยธรรมทางวิชาการ และพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ด้านความซื่อสัตย์ทางวิชาการที่เข้มงวดรัดกุมมากยิ่งขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งก็เริ่มเดินหน้าผลักดันการเปิดเผยข้อมูลชุดการวิจัยต่อสาธารณะ พร้อมทั้งจัดอบรมจริยธรรมการวิจัยแก่นักศึกษาและคณาจารย์อย่างจริงจัง
ความพยายามเหล่านี้สอดรับกับค่านิยมดั้งเดิมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความซื่อสัตย์สุจริต’ และ ‘คุณธรรมในการศึกษา’ ซึ่งมักจะผูกโยงกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาและคติการเคารพครูบาอาจารย์ ทว่าพลวัตของโลกและการขับเคลื่อนในระบบวิชาการสมัยใหม่ที่มักเน้นปริมาณผลงานมากกว่าคุณภาพ ทำให้สังคมไทยต้องเร่งปรับสมดุลระหว่างการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้ากับการธำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ในระบบอุดมศึกษา
ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติเน้นย้ำว่า การปรับปรุงนโยบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมการวิจัยที่ยึดมั่นในความโปร่งใส และลงโทษผู้ทุจริตอย่างเฉียบขาด จึงจะสามารถเรียกคืนศรัทธาต่อวิทยาศาสตร์กลับคืนมาได้ เช่นเดียวกับที่บรรณาธิการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของวารสาร Nature เคยกล่าวไว้ว่า “หัวใจสำคัญของการรักษาความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ คือการทำให้ผู้ที่คิดจะโกงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ”
ปัจจุบัน สถาบันวิจัยหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มลงทุนในระบบตรวจสอบการลอกเลียนแบบอัตโนมัติ พัฒนาหลักสูตรอบรมผู้ทบทวนผลงาน (peer reviewer) และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบจริยธรรมในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานตรวจสอบจริยธรรมการวิจัยระดับชาติ ที่มีอำนาจในการสอบสวนและลงโทษนักวิจัยที่กระทำผิดอย่างจริงจังและเด็ดขาด
สำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือสาธารณชน สิ่งสำคัญคือควรตระหนักรู้เท่าทันงานวิจัย หมั่นกลั่นกรองข่าวสารและข้อค้นพบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งที่มา และไม่ด่วนปักใจเชื่อคำโฆษณาเกี่ยวกับ ‘นวัตกรรมใหม่’ โดยปราศจากการตรวจสอบ ในขณะเดียวกัน กลุ่มนักวิจัยเองก็ควรตระหนักว่าบทบาทด้านจริยธรรมมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานวิจัย เพราะความเชื่อมั่นของสังคมคือสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้
ดังนั้น มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐควรร่วมลงทุนในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อกำกับดูแลงานวิจัย รวมถึงการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความสุจริตในวงการวิชาการ และสนับสนุนกลไกการแจ้งเบาะแสการทุจริต ส่วนประชาชนก็ควรใช้ความรอบคอบและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนปักใจเชื่อ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือการศึกษา และควรเลือกให้ความเชื่อถือเฉพาะผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารและมาจากสถาบันที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเท่านั้น
หากต้องการติดตามข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับจริยธรรมทางวิชาการ สามารถติดตามได้จากวารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
แหล่งที่มา: The Economist, PNAS, Nature, Scientific American, Bangkok Post, WHO, The Conversation