ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพที่มาแรง ใครจะคิดว่า “น้ำดอง” ที่ดูธรรมดาจะกลายเป็น “เครื่องดื่มซูเปอร์ฟู้ด” ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่สรรพคุณช่วยดับกระหายคลายร้อน ไปจนถึงการบรรเทาอาการตะคริวหลังออกกำลังกาย สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับอาหารหมักดองรสจัดจ้านและสภาพอากาศร้อนชื้น การที่น้ำดองได้รับความนิยมในต่างประเทศในฐานะเครื่องดื่มบำรุงและชดเชยน้ำให้ร่างกายจึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่แท้จริงแล้ว ของเหลวรสเปรี้ยวเค็มนี้ดีสมคำร่ำลือหรือไม่ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยมากน้อยแค่ไหน?

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อต่างประเทศหลายสำนักรวมถึงนิวยอร์กโพสต์ได้จุดประเด็นถกเถียงเรื่องน้ำดอง โดยนำเสนอทั้งข้อดีด้านอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังเสียเหงื่อ และข้อเสียเรื่องโซเดียมที่สูงจนอาจส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร ความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่แพทย์และนักโภชนาการในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักกีฬาและสายออกกำลังกายในไทยจะเปลี่ยนจากน้ำมะพร้าวมาพกน้ำดองติดกระเป๋ายิม

น้ำดองที่กำลังเป็นกระแสนี้ คือของเหลวที่ได้จากการหมักผักอย่างแตงกวาดอง ซึ่งโดยทั่วไปมีส่วนผสมของน้ำ น้ำส้มสายชู เกลือ และอาจมีเครื่องเทศอื่น ๆ ประกอบ นักกำหนดอาหารจาก Cleveland Clinic อธิบายว่า น้ำดองเป็นแหล่งของโซเดียมและอิเล็กโทรไลต์ที่ร่างกายสูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อ เช่น โพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องเผชิญอากาศร้อนอย่างประเทศไทย นอกจากนี้ น้ำดองที่ใช้น้ำส้มสายชูเป็นส่วนประกอบหลักอาจมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยคุมน้ำหนักได้เล็กน้อย ส่วนน้ำดองที่เกิดจากการหมักด้วยจุลินทรีย์แลคโต (Lacto-fermentation) แทนการใช้น้ำส้มสายชู ยังมีประโยชน์จากโพรไบโอติกส์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมได้เตือนว่า ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจควรระมัดระวังการบริโภคโซเดียม เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ก็รับโซเดียมเกินมาตรฐานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไม่ต่างจากชาวอเมริกัน

งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ๒๕๖๕ พบว่า น้ำดองสามารถลดความรุนแรงของอาการตะคริวได้ดีกว่าน้ำเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกใจเหล่านักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักมวยไทยหรือนักวิ่งมาราธอน เทรนเนอร์บางคนถึงกับนำน้ำดองมาใช้เป็นตัวช่วยฉุกเฉินเมื่อนักกีฬาเป็นตะคริวระหว่างการแข่งขัน สอดคล้องกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่า การเติมโซเดียมเข้าร่างกายอย่างรวดเร็วมีส่วนช่วยคลายอาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง แม้ว่ากลไกที่แน่ชัดจะยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมก็ตาม (Medical News Today)

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวัง โดยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาจากสหรัฐอเมริกาได้เตือนว่า ปริมาณโซเดียมในน้ำดองนั้นสูงมาก ซึ่งอาจทำให้บางคนเกิดอาการท้องอืด ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือกระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ ผลกระทบเหล่านี้ยิ่งน่ากังวลสำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการปรุงอาหารรสจัดและเค็มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมย้ำว่า โดยทั่วไปแล้วเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีส่วนผสมของกลูโคส โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียมที่สมดุล มักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและให้ประโยชน์ครอบคลุมกว่า (Healthline)

หากมองในมุมของโพรไบโอติกส์ งานวิจัยในต่างประเทศเริ่มชี้ให้เห็นข้อดีของการเลือกผักดองที่หมักด้วยเกลือ ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ดีตามธรรมชาติ (โดยเฉพาะแลคโตบาซิลลัส) ที่ส่งผลดีต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ มีหลักฐานว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหาร งานวิจัยชิ้นหนึ่งใน PubMed ระบุว่า จุลินทรีย์เหล่านี้อาจช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และมีแนวโน้มช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดผ่านกลไกการสื่อสารระหว่างลำไส้และสมอง แม้ข้อมูลส่วนใหญ่จะยังจำกัดอยู่แค่ในสัตว์ทดลองก็ตาม อีกงานศึกษาจากญี่ปุ่นที่ใช้แตงโมดอง พบว่าน้ำดองบางชนิดช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารได้ แต่คุณสมบัตินี้อาจไม่พบในน้ำแตงกวาดองที่นิยมกันในโลกตะวันตก

ในขณะเดียวกัน น้ำดองแต่ละสูตรก็มีปริมาณโซเดียมและจุลินทรีย์แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้ยากที่จะสรุปได้ว่าแบบใดให้ผลดีที่สุด สำหรับผู้ที่อยากลองตามเทรนด์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มต้นในปริมาณน้อย ๆ เพียง ๑ ถึง ๒ ช้อนโต๊ะต่อครั้ง และคอยสังเกตอาการบวมตามมือหรือเท้า ซึ่งเป็นสัญญาณของการได้รับโซเดียมมากเกินไป นักกำหนดอาหารจาก Cleveland Clinic ยังแนะนำให้เลือกผักดองที่หมักด้วยกระบวนการแลคโตมากกว่าแบบที่ใช้น้ำส้มสายชู เพราะจะอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหารและให้ประโยชน์จากโพรไบโอติกส์เพิ่มเติม (Cleveland Clinic)

ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์ของน้ำดองขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ในสังคมไทยเอง ผักดองชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผักกาดดองหรือแตงโมดอง ก็เป็นอาหารที่อยู่คู่ครัวไทยมานานจนกลายเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางท้องที่ ร้านค้ารถเข็นริมทางก็มีผลไม้ดองให้เลือกหลากหลาย และบางครั้งก็มีวัฒนธรรมการจิบน้ำดองเพื่อเรียกน้ำย่อยในวันที่อากาศร้อน หรือคนรุ่นก่อนอาจแนะนำให้กินเพื่อแก้อาการท้องอืด ทว่าในยุคที่อัตราผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในไทยเพิ่มขึ้น และหน่วยงานสาธารณสุขต่างรณรงค์ให้ลดการบริโภคเค็ม คนไทยจึงควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงให้ดี

ทิศทางในอนาคตที่น่าจับตามอง คือการพัฒนาเครื่องดื่มเชิงฟังก์ชันหรือโพรไบโอติกส์จากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น น้ำผักดองหมักแลคโตที่ผลิตโดยแบรนด์ไทย ซึ่งเน้นประโยชน์ต่อลำไส้และมีฉลากระบุปริมาณโซเดียมที่ชัดเจน ปัจจุบันมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบันต่าง ๆ ในไทยกำลังศึกษาสูตรหมักดองโบราณเพื่อหาวิธีลดโซเดียมแต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่นวัตกรรมเครื่องดื่มสุขภาพฝีมือคนไทยในอนาคต

ณ ตอนนี้ น้ำดองจึงดูเหมาะสมสำหรับบางสถานการณ์เท่านั้น เช่น สำหรับผู้ใหญ่ที่ออกกำลังกายอย่างหนักและต้องการตัวช่วยแก้ตะคริว หรือต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังเสียเหงื่อมาก ไม่เหมาะที่จะนำมาดื่มเป็นประจำทุกวันแทนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอื่น ๆ สำหรับเด็ก หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ไต หรือกระเพาะอาหาร น้ำมะพร้าวและน้ำผลไม้สดซึ่งอุดมด้วยโพแทสเซียมแต่มีโซเดียมต่ำ ยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเทรนด์นี้ ควรเลือกน้ำดองสูตรหมักแลคโตเป็นหลัก ลองชิมในปริมาณน้อย ๆ ก่อน และสังเกตปฏิกิริยาของร่างกาย หากมีปัญหาเรื่องความดันโลหิต หัวใจ ไต หรือกรดไหลย้อน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้บุตรหลานดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สูตรโซเดียมต่ำก่อนจะนึกถึงน้ำดอง เพราะไม่ว่าเทรนด์สุขภาพใด ๆ จะดีเพียงใด ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดยังคงอยู่ที่ความพอดีและการรับฟังข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ

ที่มา: New York Post, Healthline, Medical News Today, Cleveland Clinic, Wikipedia: Pickle juice, PubMed.