การประกาศล่าสุดของโคคา-โคล่าที่หันมาใช้ ‘น้ำตาลอ้อย’ แทน ‘น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง’ (HFCS) ในเครื่องดื่มสูตรใหม่ สร้างเสียงฮือฮาในวงการเครื่องดื่มเป็นอย่างมาก แม้จะถูกใจผู้บริโภคสายสุขภาพและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลงานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ กลับพบว่าความแตกต่างทางโภชนาการระหว่างน้ำตาลทั้งสองชนิดนั้นน้อยนิด จนอาจมองได้ว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดมากกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระแสต่อต้านอาหารแปรรูปและความกังวลเรื่องโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก รวมถึงในไทย ได้กลายเป็นแรงกดดันให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องปรับตัว (Bangkok Post) ทว่าหากมองตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ทั้งน้ำตาลอ้อย (ซูโครส) และ HFCS แทบไม่ต่างกันในเชิงโภชนาการ ทั้งคู่คือแหล่งของ ‘แคลอรีที่ว่างเปล่า’ (empty calories) ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปก็ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างกัน (World Health Organization)

ในความเป็นจริง โค้กสูตรดั้งเดิมที่จำหน่ายในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ใช้น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงเป็นสารให้ความหวานมานานแล้ว ขณะที่บางพื้นที่อย่างเม็กซิโกยังคงใช้น้ำตาลอ้อย ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ส่วนประกอบทางเคมี โดย HFCS มีฟรุกโตสประมาณ 55% และกลูโคส 45% ส่วนน้ำตาลอ้อยหรือซูโครสมีฟรุกโตสและกลูโคสในสัดส่วนเท่ากัน แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองชนิดก็จะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวในกระแสเลือดเหมือนกัน (Lifehacker, Harvard T.H. Chan School of Public Health)

คำแนะนำด้านสุขภาพสากล เช่น แนวทางขององค์การอนามัยโลก ระบุว่าควรจำกัดการบริโภค “น้ำตาลอิสระ” (free sugars) ให้ไม่เกิน 5% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือราว 25–50 กรัมสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ซึ่งโค้กขนาด 500 มิลลิลิตรเพียงขวดเดียวก็อาจให้ปริมาณน้ำตาลเกินกว่าที่แนะนำแล้ว และไม่ว่าจะมาจากน้ำตาลอ้อยหรือ HFCS ผลกระทบต่อสุขภาพก็แทบไม่แตกต่างกัน (WHO)

แม้ในแวดวงวิชาการจะรู้ดีว่าน้ำตาลทั้งสองชนิดให้ผลไม่ต่างกัน แต่ความเชื่อที่ว่า ‘น้ำตาลอ้อยดีกว่า’ ยังคงฝังรากลึกในสังคม โดยมีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสุขภาพฝั่งตะวันตกและนักการเมืองบางกลุ่มเป็นผู้นำกระแส จุดขายเรื่อง “อาหารคลีน” และ “ความเป็นธรรมชาติ” ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัดส่วนฟรุกโตสใน HFCS กับน้ำตาลอ้อยนั้นต่างกันเพียง 5% หรือคิดเป็นน้ำตาลไม่ถึง 3 กรัมต่อกระป๋อง ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญทางโภชนาการ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะบริโภคในปริมาณที่มากเกินพอดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะหวานจากอะไรก็อันตรายทั้งนั้น (Mayo Clinic)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Lifehacker ว่า “หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าโค้กของคุณหวานด้วยข้าวโพดหรืออ้อย แต่อยู่ที่ว่ามันคือแหล่งของ ‘น้ำตาลเติม’ ที่เราควรจำกัดเพื่อสุขภาพที่ดี” งานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่าน้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานมีความเชื่อมโยงกับภาวะน้ำหนักเกิน กลุ่มอาการเมตาบอลิก และฟันผุ โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง HFCS กับน้ำตาลอ้อย เพราะทั้งคู่จัดเป็น “น้ำตาลอิสระ” ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายคล้ายคลึงกัน (The Lancet)

โฆษกของโคคา-โคล่าเองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การออกสูตรใหม่นี้เป็นการตอบสนองความต้องการของตลาด ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ โดยซีอีโอของบริษัทเคยกล่าวกับนักลงทุนว่า “เราจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือและทางเลือกที่เรามีเพื่อตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภค” ในขณะเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา โคคา-โคล่ามีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้ง Diet Coke (ใช้แอสปาร์แตม) Coke Zero (ใช้แอสปาร์แตมและอะเซซัลเฟมโพแทสเซียม) โค้กสูตรดั้งเดิม และล่าสุดคือสูตรน้ำตาลอ้อย ซึ่งการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เน้นประโยชน์ด้านสุขภาพแต่อย่างใด (Washington Post)

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะตลาดเครื่องดื่มของไทยมีขนาดใหญ่และผู้คนยังคงนิยมเครื่องดื่มรสหวานจัด ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม ทั้งหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยต่างก็ออกมารณรงค์ให้ลดการบริโภคน้ำตาล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “หวานน้อยดีต่อใจ” เพื่อต่อสู้กับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวานและโรคอ้วน (Bangkok Post)

ข้อมูลสำรวจเมื่อปี 2562 เผยว่าเยาวชนไทยกว่า 60% ดื่มเครื่องดื่มรสหวานทุกวัน ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการภาษีความหวานและบังคับใช้ฉลากโภชนาการที่เข้มงวดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีตามมาตรฐานสากล ซึ่งให้ความสำคัญกับ “ปริมาณน้ำตาลทั้งหมด” ที่บริโภค มากกว่าจะสนใจว่าน้ำตาลนั้นมาจากแหล่งใด (Thai Health Promotion Foundation, WHO Thailand)

ความเชื่อที่ว่าน้ำตาลบางชนิด “ดีต่อสุขภาพ” กว่าชนิดอื่นนั้นมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมทั่วโลกมาอย่างยาวนาน คนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงให้ความสำคัญกับความเป็น ‘ธรรมชาติ’ และ ‘ดั้งเดิม’ โดยเชื่อว่าน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลมะพร้าวปลอดภัยกว่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเองก็ใช้การตลาดที่เน้นคำว่า “น้ำตาลอ้อยแท้” หรือ “ปราศจาก HFCS” เพื่อสร้างความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของตนบริสุทธิ์และปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วผลลัพธ์ต่อสุขภาพแทบไม่ต่างกัน (British Medical Journal)

ในประวัติศาสตร์สังคมไทย น้ำตาลเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความมีน้ำใจ ไม่เพียงแต่ใช้ปรุงรสชาติขนมหวาน แต่ยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมแห่งความอบอุ่น ดังนั้น หน่วยงานที่รณรงค์ด้านสุขภาพจึงจำเป็นต้องเข้าใจรากฐานทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสี่ยงของการบริโภคน้ำตาลเกินพอดี ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดก็ตาม ภาพลักษณ์ “ความเป็นธรรมชาติ” ที่ใช้ในการตลาดจึงไม่ต่างจากกลยุทธ์ที่แบรนด์ระดับโลกใช้สื่อสารกับผู้บริโภค

ในอนาคตที่ตลาดเต็มไปด้วยเครื่องดื่มหลากหลายสูตร ทั้งแบบใช้น้ำตาลอ้อย น้ำเชื่อมข้าวโพด หรือสารให้ความหวานทดแทน ก็ยิ่งอาจสร้างความสับสนให้ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ผู้ผลิตอาจหยิบยกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นจุดขายใหญ่ ซึ่งอาจบดบังประเด็นที่สำคัญกว่าอย่างปริมาณ ‘น้ำตาลรวม’ ที่บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งนโยบายภาครัฐ นักโภชนาการ และภาคอุตสาหกรรมของไทยยังต้องร่วมมือกันสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ดังนั้น สำหรับผู้บริโภคไทยแล้ว การจะเลือกเครื่องดื่มที่หวานด้วยอ้อยหรือข้าวโพดนั้นไม่สำคัญเท่ากับการควบคุมปริมาณ “น้ำตาลเติม” ทั้งหมดในแต่ละวัน แนวทางปฏิบัติง่าย ๆ คือพยายามลดการดื่มเครื่องดื่มรสหวาน เลือกซื้อขวดที่มีขนาดเล็กลง หันมาดื่มน้ำเปล่าหรือชาไม่หวานให้เป็นนิสัย และที่สำคัญคืออ่านฉลากโภชนาการ โดยมองหาสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งจะช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลน้อยได้ง่ายขึ้น (Thai FDA)

ท้ายที่สุด เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผลกระทบต่อสุขภาพของโค้กสูตรน้ำตาลอ้อยนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการบริโภคน้ำตาลเกินขนาด ซึ่งนำไปสู่โรคเบาหวาน ฟันผุ และโรคอ้วน ประเด็นสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการบริโภคโดยรวม ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อยบนฉลาก ข้อความที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะในอเมริกาที่กำลังเผชิญกับเกมการตลาดนี้ หรือในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย คือ “อย่าตกหลุมพรางสงครามการตลาดเรื่องชนิดของน้ำตาล แต่จงหันมาใส่ใจ ‘ปริมาณ’ ที่พอเหมาะ และเลือกบริโภคอย่างชาญฉลาด”

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ Lifehacker, World Health Organization - Healthy Diet, Harvard School of Public Health - Sugar และ Bangkok Post - Thai sugar consumption