ผลวิจัยล่าสุดจากสถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัยชิคาโก ชี้ว่าแค่ผู้สูงวัยเพิ่มความเร็วในการเดินอีกเพียงเล็กน้อย หรือเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นราว 14 ก้าวต่อนาที ก็จะช่วยให้สมรรถภาพร่างกายดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ นับเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ง่ายและเหมาะอย่างยิ่งกับสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุได้อีกนับล้านคน

ปัจจุบัน ประเทศไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรอายุเกิน 60 ปีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ “ภาวะเปราะบาง” ในผู้สูงวัยกลายเป็นปัญหาสำคัญ ภาวะนี้คือการที่ร่างกายโดยรวมเสื่อมถอย อ่อนแอลง เคลื่อนไหวช้าลง และเหนื่อยง่าย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ ไม่เพียงแต่จะเสี่ยงล้มหรือต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้น แต่ยังกระทบต่อคุณค่าเรื่องการพึ่งพาตนเองของคนไทย เพราะอาจทำให้ผู้สูงวัยไม่สามารถทำกิจกรรมในชุมชน ช่วยดูแลหลาน หรือทำงานบ้านด้วยตัวเองได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ผู้สูงอายุหลายคนยังคงเป็นกำลังหลักของครอบครัว ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าภาวะนี้พบได้ในประชากรโลกวัย 50 ปีขึ้นไปราว 12-24% และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงวัย

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโกซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2025 ได้เก็บข้อมูลในสถานดูแลและชุมชนผู้สูงอายุ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์คอยดูแลการออกกำลังกายอย่างใกล้ชิด ผู้เข้าร่วมจะเดินตามโปรแกรมที่ออกแบบไว้และใช้เครื่องมือวัดเพื่อติดตาม “จำนวนก้าวต่อนาที” จากการเปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับแรงกระตุ้นให้เดินเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างปลอดภัย กับกลุ่มที่เดินด้วยความเร็วปกติ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่สามารถเพิ่มความเร็วได้อีกอย่างน้อย 14 ก้าวต่อนาที (เฉลี่ยรวมเป็น 100 ก้าวต่อนาที) จะเดินได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกเหนื่อยน้อยลง และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการเดินไปซื้อของหรือพูดคุยกับคนอื่นได้ดีขึ้น หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “สำหรับคนที่ไม่เคยเผชิญภาวะเปราะบาง อาจนึกภาพไม่ออกว่าการเดินไปร้านค้าได้โดยไม่เหนื่อยหอบ หรือไม่ต้องหยุดพักกลางทางนั้น มีความหมายและเปลี่ยนชีวิตได้มากแค่ไหน” (SciTechDaily)

จุดเด่นสำคัญของงานวิจัยนี้คือการใช้ “จังหวะการก้าว” (cadence) หรือจำนวนก้าวต่อนาที เป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรม ต่างจากวิธีประเมินแบบเดิมๆ ที่อาศัยความรู้สึกส่วนตัว เช่น “เทสต์คุยได้แต่ร้องเพลงไม่ได้” ทีมวิจัยจึงแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันนับก้าว หรือแอปเมโทรโนม (เครื่องให้จังหวะ) เพื่อช่วยฝึกเดินให้ได้จังหวะที่เร็วและสม่ำเสมอขึ้น (UChicago Medicine) สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ตโฟน ยังมีแอป “Walk Test” (PubMed) ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถคำนวณจำนวนก้าวต่อนาทีได้แม่นยำเทียบเท่าเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ แต่ใช้งานง่ายกว่าและมีแผนจะเปิดให้ใช้ในวงกว้างต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัย

ข้อค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทยที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น การเดินจงกรม หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่งานวิจัยนี้ได้ให้ “เป้าหมายที่วัดผลได้” นั่นคือการเดินให้ได้ 100 ก้าวต่อนาที หรือเพิ่มจากความเร็วเดิมให้ได้ 14 ก้าว ซึ่งมีหลักฐานยืนยันจากหลายประเทศแล้วว่าช่วยชะลอหรือป้องกันภาวะเปราะบางได้จริง (อ้างอิงจากงานวิจัย “Smartphone-Based Gait Cadence to Identify Older Adults with Decreased Functional Capacity” บน PubMed) หากนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้กับโครงการสุขภาพในไทย เช่น กิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ หรือการอบรมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ก็จะช่วยให้ผู้สูงวัยจำนวนมากได้รับประโยชน์

ภาวะเปราะบางสร้างภาระและต้นทุนมหาศาลให้แก่ครอบครัวและระบบสาธารณสุขของไทย ผู้สูงวัยที่เปราะบางมักต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ใช้เวลาฟื้นตัวนาน และเสี่ยงต่อความพิการหรือภาวะซึมเศร้ามากขึ้น (Wikipedia) ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการเพิ่มความเร็วในการเดิน อาจช่วยลดภาระเหล่านี้ลงได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเฉพาะใน รพ.สต. สามารถนำเทคนิคการนับก้าวนี้ไปผนวกเข้ากับกิจกรรมชมรมเดินของผู้สูงอายุ ส่วนผู้สูงวัยในเมืองหรือผู้ดูแลก็สามารถใช้แอปให้จังหวะที่ดาวน์โหลดได้ฟรีมาช่วยฝึกเดินให้เร็วขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แม้จะมีทรัพยากรจำกัด (Good News Network)

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ข้อต่อ หรือการทรงตัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำแนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขก่อนเริ่ม และควรค่อยๆ ปรับเพิ่มจังหวะทีละน้อยแทนการเปลี่ยนแปลงอย่างหักโหม ขณะเดียวกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการให้คำแนะนำและสื่อสารกับครอบครัว เพื่อช่วยปรับองค์ความรู้จากงานวิจัยให้กลายเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายและสนุกในชุมชน

ในอนาคต หากสามารถผนวกเครื่องมือดิจิทัลอย่างแอป “Walk Test” เข้ากับแผนยุทธศาสตร์ข้อมูลสุขภาพแห่งชาติได้ ก็จะช่วยให้การคัดกรองและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะกับผู้สูงวัยแต่ละรายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้สูงวัยไทยเข้าถึงสมาร์ตโฟนมากขึ้น การรณรงค์ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจึงควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขอาจร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อทดสอบ พัฒนา และเผยแพร่แอปนับก้าวหรือแอปให้จังหวะที่เป็นภาษาไทย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างครอบคลุม ทั้งในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้นำเสนอทางออกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับผู้สูงวัยไทย ครอบครัว และบุคลากรสาธารณสุข เพียงแค่ “เดินให้เร็วขึ้นอีกนิด” ก็สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระยาวนานขึ้น ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด การใช้แอปให้จังหวะหรือฝึกนับก้าวเพิ่มขึ้นก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ จึงขอเชิญชวนผู้กำหนดนโยบายและผู้นำชุมชนร่วมกันผลักดันให้การนับก้าวและโปรแกรมเดินตามจังหวะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสูงวัยสุขภาพดีทั่วประเทศ สำหรับผู้อ่านทุกท่าน หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอายุเกิน 60 ปี ลองลุกขึ้นมาวัดจำนวนก้าวต่อนาทีของตัวเอง แล้วตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นอีกสัก 14 ก้าวในการเดินครั้งต่อไป และหากเป็นไปได้ ลองชวน อสม. หรือเพื่อนๆ ในชมรมมาร่วมเดินด้วยกัน เพื่อความปลอดภัยและเป็นกำลังใจให้กันและกัน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุขและอิสระ

อ้างอิง: