กระแสรักสุขภาพและค่านิยมในโลกโซเชียลมีเดีย กำลังผลักดันให้ผู้ชายจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มวัย 20-30 ปี หันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมเทสโทสเทอโรนเพื่อสร้างบุคลิกความเป็นชาย เพิ่มกล้ามเนื้อ และปลุกเร้าความต้องการทางเพศอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังคำโฆษณาที่ชวนเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนคุณให้เป็น “อัลฟ่าแมน” ได้นั้น งานวิจัยล่าสุดและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อาหารเสริมเหล่านี้อาจเป็นต้นเหตุของภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย และอาจส่งผลกระทบถาวรไปตลอดชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นในฟิตเนสหรือบนโลกออนไลน์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์เพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ตั้งแต่รูปแบบสมุนไพรไปจนถึงฮอร์โมนสังเคราะห์สำหรับฉีด ถูกนำเสนอให้เป็นทางลัดสู่ความแข็งแกร่ง ความมั่นใจ และสมรรถภาพทางเพศ ตลาดอาหารเสริมกลุ่มนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ดุดัน คำแนะนำจากเทรนเนอร์ในยิม และแรงบันดาลใจจากอินฟลูเอนเซอร์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่า ประโยชน์ที่ได้มานั้นอาจต้องแลกมาด้วยความสามารถในการมีบุตรในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว (NDTV)

เทสโทสเทอโรนคือฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติในอัณฑะ มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากล้ามเนื้อ เสียงทุ้ม ขนบนร่างกายและใบหน้า ทั้งยังควบคุมความต้องการทางเพศ อารมณ์ และพละกำลัง โดยปกติแล้วระดับฮอร์โมนนี้จะลดลงอย่างช้าๆ หลังอายุ 30 ปี ประมาณ 1–2% ต่อปี และยังอาจได้รับผลกระทบจากความเครียด โรคอ้วน และไลฟ์สไตล์ ในกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น ภาวะที่อัณฑะผลิตฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอจากโรคเรื้อรัง การบาดเจ็บ หรือพันธุกรรม แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนทดแทน (TRT) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด (Wikipedia - Testosterone therapy)

แต่ปัญหาใหญ่กลับเกิดจากการใช้เทสโทสเทอโรนโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ “เมื่อร่างกายได้รับฮอร์โมนจากภายนอกในปริมาณที่มากเกินไป มันจะส่งสัญญาณให้ร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนของตัวเอง” ผู้อำนวยการด้านระบบทางเดินปัสสาวะแบบหุ่นยนต์ของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยอธิบาย “การหยุดผลิตฮอร์โมนนี้เองที่ส่งผลให้อัณฑะฝ่อและจำนวนอสุจิลดลงจนน่าตกใจ ในบางรายอาจตรวจไม่พบตัวอสุจิเลย” สำหรับหลายคน ผลกระทบนี้อาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากอย่างถาวร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ในต่างประเทศระบุว่า ราว 60–75% ของผู้ชายที่ใช้เทสโทสเทอโรนโดยไม่จำเป็น จะประสบกับภาวะมีบุตรยากอย่างรุนแรง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน หรืออาจไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกเลย (NDTV)

งานวิจัยในประเทศไทยเองก็สนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนเสริมกับภาวะมีบุตรยาก โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มักถูกอ้างถึงพบว่า การฉีดฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเอนานเธตในอาสาสมัครชายไทย สามารถยับยั้งกระบวนการสร้างอสุจิ (spermatogenesis) จนทำให้ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่มีภาวะไร้ตัวอสุจิ (azoospermia) (PubMed) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่งชี้ว่า กลไกสำคัญเกิดจากการกดการทำงานของแกน “ไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง-อัณฑะ” ซึ่งเป็นวงจรควบคุมฮอร์โมนหลักของร่างกาย เมื่อแกนนี้ถูกยับยั้งจากการได้รับฮอร์โมนจากภายนอก ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อฟื้นตัว และในบางรายก็อาจไม่สามารถกลับมาผลิตอสุจิได้ในระดับปกติอีก

การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมฮอร์โมนนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่บทสนทนาในยิมไปจนถึงกระแสรีวิวบนโซเชียลมีเดีย เทสโทสเทอโรนได้ถูกเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กลายเป็น “ทางลัด” สู่ความแข็งแกร่งและความสำเร็จ ท่ามกลางการโฆษณาของแบรนด์สินค้าและอินฟลูเอนเซอร์ที่มักนำเสนอแต่ข้อดี โดยละเลยที่จะกล่าวถึงความเสี่ยง รายงานการศึกษาในปี 2566 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Drugs: Education, Prevention and Policy ชี้ว่า สินค้าในกลุ่มที่ช่วยเสริมสมรรถภาพและรูปลักษณ์ภายนอกเช่นนี้ ถูกทำการตลาดอย่างกว้างขวางบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Instagram โดยขาดกลไกการแจ้งเตือนผู้บริโภคถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเพียงพอ (PMC)

กลุ่มเทรนเนอร์ฟิตเนสที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ผลักดันเทรนด์นี้ให้แพร่หลาย ไม่ต่างจากในต่างประเทศ จากการพูดคุยกับเทรนเนอร์ส่วนตัวและผู้ที่เข้าใช้บริการยิมในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ พบว่าหลายคนมองว่าการเสริมฮอร์โมนเป็น “สิ่งจำเป็น” สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อหรือเพิ่มพละกำลัง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนปกติอยู่แล้วแทบจะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการใช้ฮอร์โมนเสริม แต่กลับต้องเผชิญกับผลข้างเคียงที่อันตราย ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสริมว่า “หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งฮอร์โมนสูง กล้ามจะยิ่งใหญ่ หรือความต้องการทางเพศจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนเรื่องนี้ยังมีน้อยมาก”

ในอินเดีย ตลาดอาหารเสริมเทสโทสเทอโรนมีมูลค่าสูงกว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ก็เติบโตในทิศทางเดียวกัน (NDTV) ในไทยเอง แม้จะสามารถเข้ารับบริการฮอร์โมนทดแทนในคลินิกเฉพาะทางบางแห่ง เช่น WellMed และ MENHANCE ในกรุงเทพฯ แต่ก็ยังมีการลักลอบจำหน่ายฮอร์โมนอย่างผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์และในฟิตเนสอีกเป็นจำนวนมาก (WellMed Bangkok) การกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังมีข้อจำกัด และมาตรการเตือนภัยความเสี่ยงของอาหารเสริมบางกลุ่มยังตามไม่ทันการเติบโตของตลาด แม้ อย. จะเคยออกประกาศเตือนและสั่งห้ามผลิตภัณฑ์เสริมสมรรถภาพจากต่างประเทศที่มีส่วนผสมของยาหรือสารอันตรายแอบแฝง (FDA Thailand) แต่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเทสโทสเทอโรนยังคงหาซื้อได้ง่ายโดยแทบไม่มีการตรวจสอบความจำเป็นทางการแพทย์

สำหรับผู้ชายไทย ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากค่านิยมที่ยกย่องความเป็นชาย ความแข็งแรง และการแข่งขันเป็นเรื่องสำคัญ ประกอบกับอิทธิพลของสื่อและแอปพลิเคชันหาคู่ ทำให้เรื่องความเชื่อมโยงระหว่างภาวะมีบุตรยากกับภาพลักษณ์ความเป็นชายยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างนัก ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ความเห็นว่า “ภาวะมีบุตรยากมักถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัว และสังคมยังคงผูกโยงความแข็งแรงเข้ากับความเป็นชาย ซึ่งทำให้การใช้ฮอร์โมนเสริมโดยขาดความเข้าใจกลายเป็นเรื่องที่น่าดึงดูดและอันตรายในเวลาเดียวกัน”

ทางการแพทย์ยืนยันว่า อาการอ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน หรือสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากระดับเทสโทสเทอโรนต่ำเสมอไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต การตรวจเลือดภายใต้การดูแลของแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนพิจารณาใช้ฮอร์โมนเสริม “การตรวจเลือดง่ายๆ จะบอกได้ทันทีว่าระดับฮอร์โมนต่ำจริงหรือไม่ หากไม่จำเป็น การใช้ฮอร์โมนเสริมก็ไม่มีประโยชน์และอาจเป็นอันตราย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าฮอร์โมนต่ำจริง การรักษาด้วยวิธี TRT จะให้ประโยชน์อย่างชัดเจน แต่การใช้โดยพลการกลับมีแต่จะสร้างปัญหา

มาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากลจากสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐอเมริกา (AUA) ยืนยันว่า ฮอร์โมนที่ได้รับจากภายนอกจะยับยั้งกระบวนการสร้างอสุจิ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก รวมถึงโรคหัวใจและโรคต่อมลูกหมาก (AUA Guidelines) รายงานในวารสาร Journal of Medical Case Reports บันทึกกรณีศึกษาที่ชี้ว่า แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ก็ยังอาจเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ (PMC) แม้ผลกระทบเหล่านี้อาจฟื้นฟูได้หากหยุดใช้ยาเร็ว แต่การใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจสร้างความเสียหายถาวร ผู้ใช้บางรายอาจต้องเผชิญกับปัญหาผิวหนัง การทำงานของตับผิดปกติ อารมณ์แปรปรวน โรคหัวใจ และภาวะอัณฑะฝ่อ

ปัจจัยทางสังคมยิ่งทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น การศึกษาชิ้นหนึ่งในซาอุดีอาระเบียพบว่า 8% ของผู้ชายที่เข้ายิมมีการใช้ฮอร์โมนเสริมเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ โดยส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนฝูงมากกว่าแพทย์ ในไทยเองก็มีแนวโน้มไม่ต่างกัน โดยมีเทรนเนอร์และกลุ่มออนไลน์เป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญในการชักจูงให้ทดลองใช้ฮอร์โมน (Frontiers in Public Health)

ความกังวลเรื่องภาวะมีบุตรยากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวไทยเริ่มมองหาคำตอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์พบว่า มีเคสผู้ชายที่เคยมีบุตรได้ตามปกติ แต่หลังจากใช้ฮอร์โมนเสริม ปริมาณอสุจิกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ “ปัจจุบันเราพบคู่สมรสที่ประสบภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุมากขึ้นเรื่อยๆ และหนึ่งในปัจจัยร่วมที่น่ากังวลก็คือประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมฮอร์โมนโดยไม่มีแพทย์ควบคุม” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์จากโรงพยาบาล IVF ชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูล

เพื่อรับมือกับเทรนด์อันตรายนี้ หน่วยงานสาธารณสุขและภาคประชาสังคมควรเร่งสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ออกประกาศเตือนอย่างชัดเจนในฟิตเนสและบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงบังคับใช้กฎหมายกับการจำหน่ายยาออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศชายอย่างสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้ชายกล้าปรึกษาแพทย์มากขึ้น แทนที่จะหันไปพึ่งพายาและฮอร์โมนด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ชายไทยที่กำลังกังวลเรื่องพละกำลัง อารมณ์ หรือสมรรถภาพทางเพศ ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดคือการเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อหรือระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และหันมาให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดเป็นอันดับแรก

แรงกดดันที่ต้องเป็น “อัลฟ่า” อาจเป็นเรื่องจริง แต่การใช้ทางลัดด้วยฮอร์โมนเสริมนั้นไม่ได้มีแต่ข้อดี ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งในด้านสุขภาพส่วนตัวและการวางแผนครอบครัวในอนาคต ดังนั้น จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเชื่อคำแนะนำจากในฟิตเนสหรือเทรนด์บนโลกออนไลน์ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว

ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อที่มีใบประกอบวิชาชีพ สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติหรือกังวลเรื่องภาวะมีบุตรยาก ควรหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยหรือหาซื้อยาด้วยตัวเอง และควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างถูกต้อง

แหล่งอ้างอิง: