เทรนด์ใหม่มาแรงในธุรกิจโรงแรมเอเชีย คือการเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นมากกว่าแค่ที่พักหรู แต่ยกระดับสู่การเป็น ‘อาร์ตแกลเลอรีมีชีวิต’ ที่มอบประสบการณ์ทางวัฒนธรรมให้ผู้เข้าพักอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่กรุงเทพฯ ฮานอย ฮ่องกง ไปจนถึงโตเกียว โรงแรมหลายแห่งต่างเชื้อเชิญศิลปินทั้งในและต่างประเทศมาร่วมรังสรรค์ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวท้องถิ่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้แขกได้ทำกิจกรรมศิลปะ จากข้อมูลของ Luxury Travel Magazine (luxurytravelmagazine.com) แนวคิดนี้ไม่เพียงสร้างสีสันให้การพักผ่อน แต่ยังเชื่อมโยงแขกเข้ากับชุมชนและอุดหนุนวงการสร้างสรรค์ในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

การเปลี่ยนแปลงนี้สอดรับกับกระแสการท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เน้นคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะในยุคหลังโควิด-19 ที่นักเดินทางมองหาการพักผ่อนที่ช่วยเติมเต็มจิตใจ ส่งเสริมสุขภาวะ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับจุดหมายปลายทางอย่างมีความหมาย สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นี่คือโอกาสสำคัญในการนำเสนอเอกลักษณ์ศิลปะของชาติและขับเคลื่อนวงการศิลปะร่วมสมัยไปพร้อมกัน

โรงแรมชูศิลปะท้องถิ่น ดึงดูดแขกร่วมสนับสนุนวงการสร้างสรรค์

ตัวอย่างที่เด่นชัดในเวียดนามคือ The Anam Mui Ne โรงแรมหรูที่เปิดตัวในปี ๒๕๖๖ ได้ทลายภาพจำเดิมๆ ด้วยการนำภาพสีน้ำมันต้นฉบับกว่า ๒๕๐ ชิ้นมาประดับในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง แทนที่ภาพพิมพ์สำเร็จรูป ผลงานเหล่านี้สะท้อนวิถีชีวิตและทิวทัศน์ของเวียดนามยุคใหม่ ถ่ายทอดโดยศิลปินระดับแนวหน้าของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาของชาวจาม ซึ่งยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (UNESCO) ศิลปวัตถุเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มสุนทรียภาพให้ที่พัก แต่ยังช่วยธำรงและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง

ข้ามมาที่ฮ่องกง The Hari ได้ผสานศิลปะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในพื้นที่ส่วนกลางอย่างลงตัว ผ่านการคัดสรรโดยที่ปรึกษาศิลปะจากลอนดอน พร้อมจัดทัวร์ศิลปะเชิงลึก นำชมโดย “แอมบาสเดอร์” ซึ่งเป็นศิลปินมืออาชีพที่เข้ามาทำหน้าที่พนักงานโรงแรม แขกจะได้ฟังเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ตั้งแต่ภาพถ่ายไปจนถึงภาพยนตร์ดิจิทัล ผู้ที่สนใจยังสามารถต่อยอดการเดินทางสู่ย่านสร้างสรรค์ในเมือง เช่น อาคาร Foo Tak ที่เป็นแหล่งรวมสตูดิโอของศิลปิน หรือแกลเลอรี PHD Group ซึ่งเปิดให้เข้าชมแบบนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น

จากเชียงใหม่สู่กรุงเทพฯ: โรงแรมไทยบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมผ่านงานศิลป์

ที่เชียงใหม่ โรงแรม Meliá Chiang Mai นำเสนอตำนาน “หมู่บ้านร่มบ่อสร้าง” ผ่านผลงานศิลปะในห้องอาหารและเลานจ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าโบราณและโครงไม้ไผ่แบบไทย ผสมผสานกับการจัดวางร่มที่ส่องไฟแบบร่วมสมัย สะท้อนอัตลักษณ์งานหัตถศิลป์ล้านนาที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ขณะที่ใจกลางกรุงเทพฯ INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit เลือกสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยชิ้นเด่น ไม่ว่าจะเป็นชิงช้าสวรรค์ที่ถูกตีความใหม่เป็นงานศิลปะริมสระว่ายน้ำลอยฟ้า ผนังห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยว่าวไทย และเฟอร์นิเจอร์สีทองอร่ามที่ได้แรงบันดาลใจจากความวิจิตรของวัดพระแก้ว ผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมให้ข้อมูลว่าเป้าหมายหลักคือการมอบประสบการณ์พักผ่อนที่เปี่ยมด้วยคุณค่า พร้อมเปิดโอกาสให้แขกได้เรียนรู้ศิลปะและวิถีชีวิตของเมืองผ่านมุมมองของศิลปิน การร่วมงานกับช่างภาพและศิลปินท้องถิ่นยังช่วยเพิ่มความจริงใจและต่อยอดให้กับวงการสร้างสรรค์ของไทยอีกด้วย (Bangkok Post)

ญี่ปุ่น–กัมพูชา: ศิลปะร่วมสมัยมัดใจนักเดินทาง

Palace Hotel Tokyo โรงแรมหรูใจกลางโตเกียว โดดเด่นในฐานะโรงแรมที่มีคอลเลกชันงานศิลปะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ที่นี่เอาใจนักเดินทางสายอาร์ตและคนทั่วไปด้วยโปรแกรมทัวร์ที่จะพาไปไขความหมายเชิงสัญลักษณ์ของผลงานแต่ละชิ้น ช่วยให้แขกเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ราชสำนักญี่ปุ่นกับโตเกียวสมัยใหม่ โดยมีแกลเลอรีชื่อดังของประเทศเป็นผู้ดูแล

ส่วนที่กัมพูชา โรงแรมในเครือ Raffles ทั้งในพนมเปญและเสียมราฐ ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย โดยเน้นผลงานที่ถ่ายทอดความงามของท่าร่ายรำอัปสราในรูปแบบนามธรรม ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของชาวเขมร ผลงานเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือกับแกลเลอรีชั้นนำที่มองเห็นคุณค่าของศิลปะยุคใหม่และรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม

กลับมาที่เวียดนาม โรงแรม Azerai La Residence ในเมืองเว้ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยแกลเลอรีภาพเหมือนของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงียนทั้ง ๑๓ พระองค์ ซึ่งหาชมได้ยากยิ่งในประเทศ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำหอมและใกล้กับโบราณสถานสำคัญ แขกผู้เข้าพักจึงได้ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์และสืบสานองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมไปพร้อมกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ศิลปะเพื่อสุขภาวะ ความคิดสร้างสรรค์ และธรรมชาติ

TIA Wellness Resort ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ชูแนวคิด “เวลเนส” อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการจัดสรรพื้นที่แกลเลอรีและเวิร์กช็อปศิลปะบำบัดหลากหลายแขนง เช่น การถ่ายภาพฟิล์ม และการเขียนพู่กันร่วมสมัย โดยอ้างอิงงานวิจัยด้านจิตวิทยาสุขภาพที่ชี้ว่ากิจกรรมสร้างสรรค์ช่วยในการจัดการอารมณ์และส่งเสริมสุขภาวะทางใจได้ (NIH) ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลแกลเลอรีให้ความเห็นว่า ศิลปะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดพักจากความวุ่นวาย เชื่อมโยงกับจิตใจ และทำความรู้จักตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

บางโรงแรมเลือกที่จะเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับธรรมชาติ เช่น Angsana Lang Co ในเวียดนาม ที่จัดแสดงแกลเลอรีภาพถ่ายนกท้องถิ่นควบคู่ไปกับโครงการอนุรักษ์ โดยเปิดให้แขกสามารถร่วมส่งภาพถ่ายนกที่พบเจอในพื้นที่ หรือเข้าร่วมกิจกรรมดูนกกับชุมชน เทคนิคนี้สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบเอเชียที่ผสานศิลปะเข้ากับธรรมชาติอย่างไม่อาจแยกจากกัน

โอกาสและความท้าทายสำหรับโรงแรมไทย

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาโรงแรมให้เป็น “แกลเลอรีมีชีวิต” นับเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โรงแรมไทยมีความได้เปรียบด้านต้นทุนทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนัง เครื่องเขิน หรือศิลปะจัดวางร่วมสมัย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังกับศิลปินท้องถิ่น การบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้ง และการคัดสรรผลงานด้วยความเคารพต่อมรดกเก่าแก่และแนวทางที่ล้ำสมัย

ตัวแทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่า กระแสนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนศิลปินและช่างฝีมือท้องถิ่น แต่ยังมอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ที่สำคัญคือผู้เข้าพักจะได้สัมผัสความเป็นไทยอย่างลึกซึ้งผ่านงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ ณ ที่พัก ไม่ใช่แค่ในพิพิธภัณฑ์ ขณะเดียวกัน คนไทยที่นิยม “สเตย์เคชัน” ก็จะได้ค้นพบแง่มุมทางศิลปะที่อยู่รอบตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

ศิลปะฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรมฝาผนังในวัด โคมไฟประดับในเทศกาลพื้นบ้าน หรือสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ปัจจุบันโรงแรมร่วมสมัยกำลังต่อยอดมรดกเหล่านี้ด้วยวัสดุสมัยใหม่ สื่อดิจิทัล และศิลปะเชิงมีส่วนร่วม เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของแขกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยสถาบันการศึกษาด้านศิลปะและกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ต่างมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับภาคธุรกิจ ทำให้เกิดโครงการใหม่ๆ ที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ

ศิลปะและโรงแรมยุคใหม่: จากห้องพักสู่ชุมชนสร้างสรรค์

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าในอนาคต โรงแรมจะผสานศิลปะในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น การมีโครงการพำนักสำหรับศิลปิน (Artist Residency) เพื่อให้มาสร้างสรรค์ผลงานกันสดๆ ในพื้นที่ หรือการมี “ชั้นศิลปะ” ที่หมุนเวียนผลงานจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น ทัวร์ศิลปะแบบ AR หรือแกลเลอรีดิจิทัลที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้มากขึ้น อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยมองว่า กระแสนี้จะช่วยเปิดโลกศิลปะให้ทุกคนเข้าถึงง่ายขึ้น สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ และสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อควรระวัง ความท้าทายสำคัญคือโรงแรมต้องก้าวข้ามการนำศิลปะมาใช้เป็นเพียง “ฉากถ่ายรูปสวยๆ” หรือของตกแต่งผิวเผิน เพราะความร่วมมือที่แท้จริงต้องอาศัยเวลา การลงทุน และการให้เกียรติศิลปิน เสียงสะท้อนจากภัณฑารักษ์ศิลปะในกรุงเทพฯ เน้นย้ำว่า โรงแรมต้องมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง และดูแลค่าตอบแทนศิลปินอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

คำแนะนำสำหรับคนไทยที่รักศิลปะและการเดินทาง

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจศิลปะ ชื่นชอบการเดินทาง หรือมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการพักผ่อน เคล็ดลับง่ายๆ คือ ครั้งต่อไปที่วางแผนเที่ยว ลองมองหาข้อมูลโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับศิลปะอย่างแท้จริง ลองเข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ชมศิลปะหรือเวิร์กช็อปที่โรงแรมจัดขึ้น แล้วแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้เพื่อนๆ หรือชุมชนออนไลน์ได้รับรู้ การมีส่วนร่วมของเราจะช่วยขับเคลื่อนแนวคิดนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น ทำให้การเดินทางและโรงแรมในไทยมีความหมาย พร้อมช่วยกันรักษาความหลากหลายทางศิลปะของเอเชียให้คงอยู่คู่คนรุ่นต่อไป

แหล่งข้อมูล: