ขอท่านทั้งหลายจงเลี้ยงมารดา จงเลี้ยงบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะและพราหมณ์ ท่านทั้งหลายจักไปสวรรค์ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้

ธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๗. ธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุ

เรื่องธนปาลเศรษฐีเปรต

             (พวกพ่อค้าถามเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๒๒๗] แน่ะเพื่อนยาก ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีแต่ซี่โครงผุดขึ้น มีร่างกายซูบผอม ท่านเป็นใครกันหนอ

             (เปรตนั้นตอบว่า)

             [๒๒๘] ผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าเกิดเป็นเปรตในยมโลก ได้รับความลำบาก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก

             (พวกพ่อค้าถามว่า)

             [๒๒๙] ท่านได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก

             (เปรตนั้นตอบว่า)

             [๒๓๐] มีพระนครของพระเจ้าทสันนราช ปรากฏชื่อว่า เอรกัจฉะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีอยู่ในนครนั้น ชนทั้งหลายเรียกข้าพเจ้าว่า ธนปาลเศรษฐี

             [๒๓๑] ข้าพเจ้ามีเงิน ๘๐ เล่มเกวียน ทองคำ แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ ก็มีมากมาย

             [๒๓๒] แม้ข้าพเจ้าจะมีทรัพย์มากมายถึงเพียงนั้น ก็ไม่พอใจที่จะให้ทาน ปิดประตูเรือนแล้ว จึงบริโภคอาหาร ด้วยคิดว่า พวกยาจกอย่าได้เห็นเรา

             [๒๓๓] ข้าพเจ้าไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่ กระด้าง ได้ด่าพวกคนที่ให้ทาน ทำบุญ และห้ามชนเป็นจำนวนมากที่ให้ทานทำบุญ

             [๒๓๔] ด้วยคำว่า ผลแห่งทานไม่มี ผลแห่งความสำรวมจักมีแต่ที่ไหน จึงทำลายสระน้ำ บ่อน้ำ ที่เขาขุดไว้ ทำลายสวนดอกไม้ สวนผลไม้ ศาลาน้ำดื่ม และสะพานในที่เดินลำบากให้พินาศ

             [๒๓๕] ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ทำความดี ทำแต่ความชั่วไว้ เคลื่อนจากมนุษยโลกนั้นแล้วจึงเกิดในแดนเปรต มีแต่ความหิวกระหาย

             [๒๓๖] ตลอด ๕๐ ปี ตั้งแต่ข้าพเจ้าตายแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวและดื่มน้ำเลย

             [๒๓๗] ความหวงแหนทรัพย์เป็นความพินาศ ความพินาศก็คือความหวงแหนทรัพย์ ได้ยินว่า เปรตทั้งหลายก็รู้ว่าความหวงแหนทรัพย์เป็นความพินาศ

             [๒๓๘] เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าหวงแหนทรัพย์ เมื่อทรัพย์มีอยู่เป็นจำนวนมากก็ไม่ได้ให้ทาน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ข้าพเจ้านั้นได้รับผลกรรมของตน จึงเดือดร้อนในภายหลัง

             [๒๓๙] พ้นจาก ๔ เดือนไปแล้ว ข้าพเจ้าจักตาย จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส

             [๒๔๐] นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน กรรมสร้างจำแนกไว้เป็นส่วนๆ ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็ก ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก

             [๒๔๑] พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล

             [๒๔๒] ข้าพเจ้าจักต้องเสวยทุกขเวทนาในมหานรกนั้นยาวนาน ด้วยว่าการเสวยทุกข์เช่นนี้เป็นผลกรรมชั่ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกอย่างหนัก

             [๒๔๓] ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ทำกรรมชั่วทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ

             [๒๔๔] ถ้าพวกท่านจักทำกรรมชั่วนั้นหรือกำลังทำอยู่ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์ได้

             [๒๔๕] ขอท่านทั้งหลายจงเกื้อกูลมารดา จงเกื้อกูลบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในสกุล เป็นผู้เกื้อกูลสมณะ เกื้อกูลพราหมณ์ ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจักไปสู่สวรรค์

ธนปาลกเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗ จบ

---------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๗. ธนปาลเปตวัตถุ

               อรรถกถาธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗               

               พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตธนบาล จึงตรัสพระคาถานี้.
               ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ในนครเอรกัจฉะปัณณรัฐยังมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่าธนปาลกะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่ เป็นนัตถิกทิฏฐิบุคคล กิริยาของเขาปรากฏตามพระบาลีนั่นแหละ.
               เขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเปรตในกันตารทะเลทราย เขามีร่างกายประมาณเท่าลำต้นตาล มีผิวหนังปูดขึ้นหยาบ มีผมยุ่งเหยิง น่าสะพึงกลัว มีรูปพรรณน่าเกลียด มีรูปขี้เหร่พิลึก เห็นเข้าน่าสะพึงกลัว เขาไม่ได้เมล็ดข้าวหรือหยาดน้ำตลอด ๕๕ ปี มีคอ ริมฝีปากและลิ้นแห้งผาก ถูกความหิวกระหายครอบงำ เที่ยวงุ่นง่านไปทางโน้นทางนี้.
               ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีโดยลำดับ. พ่อค้าชาวกรุงสาวัตถีบรรทุกสินค้าเต็ม ๕๐๐ เล่มเกวียนไปยังอุตตราปถชนบท ขายสินค้า แล้วเอาเกวียนบรรทุกสินค้าที่ได้กลับมา ในเวลาเย็นถึงแม่น้ำแห้งสายหนึ่ง จึงปลดเกวียนไว้ในที่นั้น พักแรมอยู่ราตรีหนึ่ง.
               ลำดับนั้น เปรตนั้นถูกความกระหายครอบงำมาเพื่อต้องการน้ำดื่ม ไม่ได้น้ำดื่มแม้สักหยาดเดียวในที่นั้น หมดหวัง ขาอ่อนล้มลง เหมือนตาลรากขาดฉะนั้น.
               พวกพ่อค้าเห็นดังนั้นจึงพากันถามด้วยคาถานี้ว่า :-
               ท่านเปลือยกายมีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นกระดูกซี่โครง แน่ะเพื่อนยาก ท่านเป็นใครกันหนอ.
               ลำดับนั้นเปรตตอบว่า :-
               ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตทุกข์ยาก เกิดในยมโลก ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
               ครั้นอ้างตนดังนี้แล้ว ถูกพ่อค้าถามถึงกรรมที่เขาทำอีกว่า :-
               ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาและใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร จึงจากโลกนี้ไปยังเปตโลก.
               เมื่อจะแสดงประวัติของตน ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต เดิมแต่ที่ที่ตนเกิดในกาลก่อน และเมื่อจะให้โอวาทแก่พวกพ่อค้า ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า :-
               มีพระนครของพระเจ้าทสันนราช ปรากฏนามว่าเอรกัจฉะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีอยู่ในพระนครนั้น ประชาชนเรียกข้าพเจ้าว่าธนปาลเศรษฐี ข้าพเจ้ามีเงิน ๘๐ เล่มเกวียน ทองคำ แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ก็มีมากมายเหลือที่จะนับ
               แม้ข้าพเจ้าจะมีทรัพย์มากมายถึงเพียงนั้นก็ไม่รักที่จะให้ทาน ปิดประตูบริโภคอาหาร ด้วยคิดว่า พวกยาจกอย่าได้เห็นเรา ข้าพเจ้าไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ได้ด่าพวกยาจกและห้ามปรามมหาชนผู้ให้ทานทำบุญเป็นต้น ด้วยคำว่าผลแห่งทานไม่มี ผลแห่งการสำรวมจักมีแต่ที่ไหน ได้ทำลายสระน้ำบ่อน้ำที่ขุดไว้ สวนดอกไม้ สวนผลไม้ ศาลาน้ำและสะพานในที่เดินลำบากที่เขาปลูกสร้างให้พินาศไป.
               ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้เลย ทำแต่กรรมชั่วไว้ จุติจากชาตินั้นแล้ว เกิดในเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหายตลอด ๕๕ ปี ตั้งแต่ตายแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ได้กินข้าวและน้ำเลย แม้แต่น้อย.
               การสงวนทรัพย์ คือไม่ให้แก่ใครๆ เป็นความพินาศของสัตว์ทั้งหลาย ความฉิบหายก็คือความสงวนทรัพย์ ได้ยินว่า เปรตทั้งหลายรู้ว่า การสงวนทรัพย์ คือการไม่ให้แก่ใครๆ เป็นความพินาศ.
               เมื่อก่อน ข้าพเจ้าสงวนทรัพย์ไว้ เมื่อทรัพย์มีอยู่เป็นอันมาก ไม่ให้ทาน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ข้าพเจ้าได้รับผลแห่งกรรมของตน จึงเดือดร้อนในภายหลัง.
               พ้นจาก ๔ เดือนไปแล้ว ข้าพเจ้าจักตาย จักตกนรกอันเผ็ดร้อนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตูจำแนกเป็นห้องๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกนั้นล้วนแล้วด้วยทองแดง ลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ.
               ข้าพเจ้าจักต้องเสวยทุกขเวทนา ในนรกนั้นตลอดกาลนาน ก็การเสวยทุกขเวทนาเช่นนี้ เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกอันเร่าร้อนนั้น.
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ทำกรรมชั่ว ในที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แจ้งหรือที่ลับ
               ถ้าว่าพวกท่านจักกระทำ หรือกำลังทำกรรมชั่วนั้นไว้ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไป ในที่ไหนๆ ก็ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์. ขอท่านทั้งหลายจงเลี้ยงมารดา จงเลี้ยงบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะและพราหมณ์ ท่านทั้งหลายจักไปสวรรค์ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้

               พวกพานิชเหล่านั้นได้สดับคำของเปรตทั้งหลาย เกิดความสังเวชเมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้น จึงเอาภาชนะตักน้ำดื่มมา ให้เขานอนลงแล้ว กรอกเข้าทางปาก. แต่นั้นน้ำที่มหาชนลาดลงหลายครั้ง ก็ไม่ไหลลงสู่ลำคอ เพราะพลังแห่งกรรมชั่วของเปรตนั้น. จักกำจัดความกระหายได้ที่ไหนเล่า.
               พ่อค้าเหล่านั้นจึงถามเปรตว่า ท่านได้ความโปร่งใจอะไรบ้างไหม?
               เปรตนั้นตอบว่า ถ้าน้ำที่ชนมีประมาณเพียงนี้กรอกเข้าไปตลอดเวลาเพียงเท่านี้ แม้เพียงสักหยดเดียวก็ไม่เข้าไปในลำคอเรา กลับไหลเข้าลำคอของคนอื่นไปหมด, ความหลุดพ้นไปจากกำเนิดเปรตนี้ จงอย่ามีเลย.
               ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความสังเวชยิ่งนัก พากันกล่าวว่า ก็อุบายอะไรๆ เพื่อระงับความกระหายมีบ้างไหม?
               เปรตตอบว่า เมื่อกรรมชั่วนี้สิ้นไป เมื่อพวกญาติถวายทานแต่พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต อุทิศทานให้แก่เรา. เราก็จักพ้นจากความเป็นเปรตนี้ไปได้.
               พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้นจึงพากันไปกรุงสาวัตถี เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลเรื่องนั้น รับสรณคมน์และศีล ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน แล้วอุทิศส่วนบุญแก่เปรตนั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดงธรรมแก่บริษัททั้ง ๔. และมหาชนละมลทินคือความตระหนี่มีโลภะเป็นต้น ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้นฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗               
               -----------------------------------------------------