หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ไต้หวันได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบๆ จนสื่อใหญ่อย่าง The Economist ขนานนามเกาะแห่งนี้ว่าเป็น “Silicon Island” หรือเกาะซิลิคอนลับแห่งเอเชีย ภาพลักษณ์ใหม่นี้ไม่เพียงฉายให้เห็นศักยภาพทางเทคโนโลยีอันน่าทึ่งของไต้หวัน แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโลกเทคโนโลยี การศึกษา และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมญานาม “Silicon Island” สะท้อนบทบาทของไต้หวันในฐานะหัวใจของการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ขั้นสูงที่สำคัญที่สุดในโลก บริษัทเรือธงอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) คือผู้ผลิตชิปที่อยู่เบื้องหลังอุปกรณ์แทบทุกชนิด ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ยานยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยปัจจุบัน TSMC ครองส่วนแบ่งตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเกินกว่าครึ่ง และเป็นผู้ผลิตให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลก (Statista) แม้ว่า Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกาจะเป็นภาพจำของนวัตกรรม แต่ในแง่ของการผลิตชิปที่ซับซ้อน ไต้หวันคือผู้กุมห่วงโซ่อุปทานโลกตัวจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก
บทเรียนจากไต้หวันถึงไทย
เบื้องหลังความสำเร็จของไต้หวันมีบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยน่าศึกษา โดยเฉพาะการทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา การสร้างทักษะแรงงาน และการลงทุนอย่างมหาศาลกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และสะเต็ม (STEM: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ไต้หวันอัดฉีดงบประมาณในสาขาเหล่านี้อย่างจริงจัง ทำให้สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม เช่น โครงการระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันกับ TSMC ช่วยให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์ทำงานจริงและรับประกันว่าจะมีวิศวกรฝีมือดีเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอ (Times Higher Education) ในขณะที่ไทยยังคงเผชิญความท้าทาย ทั้งในด้านสัดส่วนผู้เรียนสาย STEM ที่ยังไม่สูงพอ และช่องว่างระหว่างองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษากับทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ (Bangkok Post)
ผลกระทบในมิติเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
การขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของไต้หวันไม่ได้ส่งผลแค่ในแวดวงอุตสาหกรรม แต่ยังสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก อุตสาหกรรมชิปที่แข็งแกร่งของไต้หวันกลายเป็นแกนกลางของห่วงโซ่อุปทานที่ทุกฝ่ายจับตา ทำให้บริษัทข้ามชาติและรัฐบาลหลายประเทศต่างกังวลต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง วิกฤตชิปขาดแคลนทั่วโลกยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของโรงงานในไต้หวัน และกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องพยายามยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น (Reuters) ในมุมมองของนักวางนโยบายไทยบางส่วน ไต้หวันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศที่ใช้นโยบายอุตสาหกรรมและการพัฒนาบุคลากรอย่างมีเป้าหมาย จนสามารถแข่งขันกับชาติมหาอำนาจได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่าการรักษาตำแหน่งผู้นำไม่ใช่เรื่องง่าย ไต้หวันต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากทั้งเกาหลีใต้ จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างก็ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่องานวิจัยและพัฒนาด้านเซมิคอนดักเตอร์เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีประเด็นความเปราะบางด้านความมั่นคงและความเสี่ยงจากสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีทั่วโลกได้ทุกเมื่อ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันให้ความเห็นว่า “การเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ต้องอาศัยนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งและการรักษาบุคลากรฝีมือดีไว้ให้ได้ ท่ามกลางความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตร โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในระยะยาว
ข้อคิดสำคัญสำหรับประเทศไทย
บทเรียนจากไต้หวันให้ข้อเสนอแนะที่ชัดเจน โดยเฉพาะ ๓ ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ
- ลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจัง ไทยจำเป็นต้องยกระดับการศึกษาด้านสะเต็มและเทคโนโลยีให้เป็นวาระแห่งชาติ รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชี้ว่า การพัฒนาทักษะใหม่ต้องเริ่มจากการปฏิรูปหลักสูตร ทำให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และดิจิทัลเข้าถึงง่ายและดึงดูดผู้เรียนได้มากขึ้น (NESDC)
- ผลักดันการวิจัยและพัฒนา (R&D) ไต้หวันใช้งบประมาณกว่า ๓% ของ GDP เพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ยังคงลงทุนในส่วนนี้น้อยกว่ามาก (UNESCO Institute for Statistics)
- สร้างสะพานเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ เพื่อผสานทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติในโลกการทำงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในไต้หวัน และเป็นโมเดลที่ไทยควรนำมาปรับใช้
แม้ไทยกับไต้หวันจะมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนนักศึกษามาช้านาน แต่ทิศทางอุตสาหกรรมของไทยยังคงเน้นหนักด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก กระแสโลกเทคโนโลยีในปัจจุบันชี้ชัดว่า ไทยจำเป็นต้องปรับทิศทางอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วน นโยบาย “Thailand 4.0” ที่รัฐบาลผลักดัน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โดยมีไต้หวันเป็นต้นแบบสำคัญของการมุ่งเน้นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง (Bangkok Post Thailand 4.0)
ทิศทางในโลกอนาคต
ในยุคที่เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ การผลิตอัจฉริยะ และเศรษฐกิจดิจิทัล กำลังจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต ประเทศที่มีศักยภาพในการออกแบบและผลิตฮาร์ดแวร์ขั้นสูงย่อมกุมความได้เปรียบ ไทยจึงกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากกลุ่มบริษัทไต้หวัน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ “อุทยานนวัตกรรมชิป” ที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำลังผลักดัน (Thailand Board of Investment) แต่การแข่งขันกับประเทศอื่นยังคงดุเดือด ไทยจึงต้องรักษานโยบายที่ต่อเนื่อง ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับคนไทย กระแสการเติบโตของ “Silicon Island” แห่งเอเชียคือบทเรียนครั้งสำคัญที่บอกเราว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าพัฒนาการศึกษา งานวิจัย และสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ที่สนใจทำงานสายเทคโนโลยีควรหันมาศึกษาต่อในสาขาสะเต็ม และหาโอกาสฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายต้องหันมาเน้นการสร้างทักษะที่ใช้งานได้จริงและสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ เพราะปัจจัยเหล่านี้คือหัวใจที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด ดังที่นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไทยท่านหนึ่งชี้ว่า “หากเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองอัจฉริยะของอาเซียนอย่างแท้จริง เราต้องเดินตามรอยไทเป ไม่ใช่แค่ซื้อเทคโนโลยีมาใช้ แต่ต้องสร้างคนให้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีได้เอง”
ตัวอย่างของไต้หวันเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ประเทศขนาดกลางก็สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลกได้ หากมีวิสัยทัศน์ บุคลากรคุณภาพ การลงทุนที่ต่อเนื่อง และความร่วมมือที่แข็งแกร่ง โจทย์ใหญ่ของไทยในวันนี้จึงชัดเจนอย่างยิ่ง คือการต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมให้เข้มแข็ง ก่อนที่โอกาสในยุคเทคโนโลยีใหม่จะหลุดลอยไป