ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่สยามกำลังเปิดรับวิทยาการตะวันตกและการศึกษาสมัยใหม่ นายแพทย์ชาวอเมริกันท่านหนึ่งได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เขาคือ นายแพทย์จอร์จ แบรดลีย์ แม็คฟาร์แลนด์ ผู้ซึ่งทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้วงการแพทย์ ภาษา และวัฒนธรรมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ผลงานของท่านตั้งแต่สมัยทำงานในโรงพยาบาลศิริราชและคณะแพทยศาสตร์ยังคงเป็นที่กล่าวขานถึงอยู่เสมอ (ที่มา: NationThailand, Wikipedia)

นายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์เกิดที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2409 เป็นบุตรชายของมิชชันนารีชาวอเมริกัน ทำให้ท่านเติบโตมากับภาษาและวัฒนธรรมไทยจนซึมซับและพูดได้คล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษา หลังจากสำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์จากฟิลาเดลเฟีย ท่านเดินทางกลับสู่เมืองไทยในฐานะ ‘สะพานเชื่อม’ ที่ไม่ได้เพียงแค่นำความรู้การแพทย์ตะวันตกเข้ามา แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความเข้าใจระหว่างสองวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการสาธารณสุขและการศึกษาไทย

เรื่องราวของท่านมีความหมายต่อคนไทยมากกว่าการรำลึกถึงอดีต เพราะผลงานของนายแพทย์ชาวอเมริกันท่านนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการทำงานข้ามวัฒนธรรม และเป็นพิมพ์เขียวของการประยุกต์ความรู้จากสากลให้เข้ากับบริบทของไทย ในยุคที่ประเทศกำลังมุ่งสู่ความทันสมัยแต่ยังต้องการรักษาอัตลักษณ์ไว้ การที่ท่านริเริ่มสร้าง ‘ภาษาแพทย์’ หรือการอธิบายวิชาแพทย์เป็นภาษาไทย ยังคงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของการศึกษาแพทย์และสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อกลับมายังสยาม นายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ชาวต่างชาติคนแรกของโรงเรียนราชแพทยาลัย (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2433 ในยุคนั้น ผู้ที่มีความรู้การแพทย์อย่างลึกซึ้งในไทยยังมีอยู่เพียงหยิบมือ ท่านจึงได้ร่วมมือกับคณาจารย์ชาวไทยวางรากฐานหลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ผสมผสานวิชาการสมัยใหม่เข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง ด้วยความสามารถในการบรรยายเป็นภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว ทำให้นักศึกษาแพทย์ชาวไทยสามารถเข้าถึงความรู้ที่ซับซ้อนได้โดยไม่มีอุปสรรคทางภาษาอีกต่อไป (อ้างอิง : NationThailand)

ท่านเล็งเห็นถึงความสำคัญของกำแพงภาษา จึงทุ่มเทสร้าง ‘พจนานุกรมศัพท์แพทย์อังกฤษ-ไทย’ ฉบับแรกขึ้น อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกการเขียนตำราแพทย์เป็นภาษาไทยหลายเล่ม ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ และยังช่วยสร้างมาตรฐานการสื่อสารด้วยศัพท์เฉพาะทางให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพ ปัจจุบันศัพท์แพทย์จำนวนมากที่ท่านได้บัญญัติหรือรวบรวมไว้ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ไทย (Wikipedia)

นอกเหนือจากบทบาทอาจารย์ นายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ยังเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 จนถึงปี พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาครั้งสำคัญทั้งด้านวิชาการและการบริการ ท่านได้วางมาตรฐานวิชาชีพใหม่ๆ ส่งเสริมให้อาจารย์ชาวไทยผลิตตำราเรียน และผลักดันให้ศิริราชก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันชั้นนำของประเทศในปัจจุบัน (NationThailand)

บุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน ต่างยกย่องหลักการสอนสองภาษาและจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือที่นายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ได้วางรากฐานไว้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของศิริราชท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในวิทยาการตะวันตกและวัฒนธรรมไทยของท่าน ทำให้สามารถสร้างสรรค์สื่อการสอนที่ยังคงมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนของเรามาจนถึงทุกวันนี้” ขณะที่คณาจารย์อาวุโสหลายท่านมองว่าแนวคิด “การฝึกอบรมที่ยึดบริบทของไทยเป็นหลัก” คือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมทางการแพทย์ในบ้านเรา

เกียรติประวัติที่สำคัญยิ่งคือการที่ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระอาจวิทยาคม” ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างสูงสุดจากสยามในฐานะชาวต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่าคุณูปการของท่านนั้นอยู่เหนือข้อจำกัดทางเชื้อชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างองค์ความรู้สากลกับภูมิปัญญาของไทยอย่างแท้จริง (Wikipedia)

นอกเหนือจากงานในโรงพยาบาล ท่านยังมีบทบาทสำคัญในวงการสื่อสารมวลชน โดยได้บริหารหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกๆ ของกรุงเทพฯ อย่าง “สยามออบเซิร์ฟเวอร์” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติในยุคนั้น นอกจากนี้ ท่านยังรับหน้าที่แปลเอกสารสำคัญทางราชการให้แก่ราชสำนัก ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคที่การทูตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเอกราชของสยาม (NationThailand)

สำหรับคนไทยในปัจจุบัน เรื่องราวของนายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์จึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ แต่ยังเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือแม้กระทั่งสำนึกร่วมของความเป็นชาติ ล้วนเกิดจากการเปิดรับและสร้างสะพานเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ตำนานของ ‘ฝรั่งหัวใจไทย’ ท่านนี้จึงโดดเด่นและแตกต่างจากเรื่องราวในยุคอาณานิคม กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือกับนานาชาติในยุคปัจจุบัน

ทุกวันนี้ การศึกษาแพทย์ของไทยได้ก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โรงเรียนแพทย์ศิริราชและสถาบันอื่นๆ ทั่วประเทศสามารถผลิตแพทย์ได้ปีละหลายพันคน ซึ่งหลายคนได้ไปต่อยอดความรู้และทำวิจัยในต่างประเทศ ก่อนจะกลับมารับใช้สังคมไทย เฉกเช่นเดียวกับแนวทางที่นายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ได้วางไว้เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน (ประวัติการศึกษาแพทย์ไทย) ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการชี้ว่า ประเทศไทยสามารถจัดการศึกษาให้ประชาชนได้อย่างครอบคลุมถึงร้อยละ 69.5 ของมาตรฐานสากล ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเป็นการต่อยอดจากรากฐานที่ผู้บุกเบิกรุ่นแรกอย่างท่านได้สร้างไว้

บทเรียนสำคัญที่ยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบันคือการเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม การยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพ และการทำให้ความรู้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ซึ่งยิ่งทวีความสำคัญในยุคที่ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของอาเซียน ผู้นำองค์กรและผู้กำหนดนโยบายในแวดวงสาธารณสุขมักหยิบยกหลักการของท่านมาเป็นแนวทางในการออกแบบหลักสูตรใหม่ๆ การพัฒนากลยุทธ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมถึงการวางแผนบริการความรู้ในรูปแบบสองภาษา

ในมุมมองของนักประวัติศาสตร์และนักวิเคราะห์ คุณสมบัติเด่นของนายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ ทั้งการ ‘เปิดใจรับความรู้’ ‘ความสามารถในการปรับตัว’ และ ‘การสื่อสารที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม’ คือหัวใจสำคัญที่วงการแพทย์ไทยต้องยึดมั่นต่อไป โดยเฉพาะในวันที่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และโรคระบาด โครงการวิจัยร่วมกับนานาชาติของมหาวิทยาลัยมหิดลหลายโครงการยังคงอ้างอิงแบบอย่างของท่านในการออกแบบโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาแพทย์กับต่างประเทศ

ชีวิตของนายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์จึงเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าสำหรับคนไทยและเยาวชนรุ่นหลัง ให้เห็นถึงความสำคัญของการใฝ่หาความรู้ การเปิดรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผลงานของท่านยังคงเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคณาจารย์ แพทย์ และนักศึกษาว่า ความก้าวหน้าที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากการเปิดใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การปิดกั้นตัวเอง

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วงการแพทย์ไทยและบทบาทของนายแพทย์แม็คฟาร์แลนด์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่นิทรรศการที่โรงพยาบาลศิริราช ค้นคว้าเอกสารเก่าแก่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความออนไลน์ของมหาวิทยาลัยมหิดล และ NationThailand