ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังแทรกซึมเข้าสู่โลกการทำงานทั่วโลกอย่างรวดเร็ว กลุ่มนักจิตวิทยาและนักวิจัยด้านสุขภาพจิตต่างออกมาส่งเสียงเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องศึกษาผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดจากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างจริงจัง ล่าสุด Psychology Today ได้ตีพิมพ์บทความเรียกร้องให้สังคมหันมาตระหนักในประเด็นนี้ โดยชี้ว่าแม้ศักยภาพของ AI มักถูกนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ แต่ผลกระทบอีกด้านที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือสุขภาวะของพนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรมากขึ้นทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการวิจัยอย่างจริงจังและเป็นระบบ

เทคโนโลยีใหม่ ความท้าทายใหม่ของคนไทย

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เรากำลังผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การเงิน หรือค้าปลีก ก็หมายความว่าคนทำงานไทยจะต้องร่วมงานกับระบบ AI และหุ่นยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำความเข้าใจผลกระทบเหล่านี้ต่อทั้งสุขภาพจิตและบรรยากาศในที่ทำงานจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางนโยบายและบริหารจัดการองค์กรในยุคใหม่

ผลวิจัยต่างประเทศ สะท้อนแนวโน้มสำคัญ

งานวิจัยทางจิตวิทยาในหลายประเทศที่นำ AI มาใช้ก่อนใคร ต่างชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกวิตกกังวล ความไม่มั่นคงในอาชีพ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกแปลกแยกจากงานที่เคยทำ เพราะมองว่าเครื่องจักรอาจเข้ามาแทนที่ตนเองในไม่ช้า (Harvard Business Review) นอกจากนี้ คนที่ต้องทำงานกับระบบอัตโนมัติอย่างใกล้ชิดอาจเผชิญกับภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์ จากการต้องคอยเฝ้าระวังระบบ ปรับตัวกับเครื่องมือใหม่ๆ ตลอดเวลา หรือเจอกับสถานการณ์ที่ขอบเขตความรับผิดชอบระหว่างคนกับ AI ไม่ชัดเจน (Nature Human Behaviour) โดยเฉพาะในสายอาชีพที่ใช้ความรู้ เช่น การเงิน กฎหมาย หรือการศึกษา ซึ่งการที่ AI สามารถทำงานวิเคราะห์และงานธุรการได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งนำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับคุณค่าและตัวตนของผู้ประกอบอาชีพนั้นๆ

เสียงสะท้อนจากแวดวงวิชาการในไทยก็ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจากภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย ได้กล่าวในเวทีสัมมนาล่าสุดว่า “แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็สร้างความปั่นป่วนในระบบทีม และทำให้พนักงานที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่เน้นเทคโนโลยี รู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดความมั่นใจ” ซึ่งบรรยากาศการทำงานในไทยที่เน้นปฏิสัมพันธ์ การตัดสินใจร่วมกัน และการเคารพตามลำดับขั้น อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบที่มองไม่เห็น และสิ่งที่องค์กรไม่อาจมองข้าม

ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกต่างออกมาเตือนว่า การมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำงานตามตรรกะและไร้ความรู้สึก คือกับดักที่ทำให้องค์กรละเลยผลกระทบทางใจที่เกิดกับพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้ให้ข้อคิดว่า “การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ ไม่ใช่แค่เรื่องของกระบวนการหรือตัวเลข แต่เป็นการเปลี่ยนพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร และลูกค้า หากองค์กรไม่ใส่ใจผลกระทบทางอารมณ์ ก็อาจต้องเจอกับปัญหาพนักงานลาออก ภาวะหมดไฟ หรือแม้กระทั่งการต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ๆ”

ไทยแลนด์ 4.0: เมื่อการเปลี่ยนผ่านต้องใส่ใจ “คน”

ประเด็นนี้ยิ่งทวีความสำคัญสำหรับประเทศไทย ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยแลนด์ ๔.๐” ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม (Thailand 4.0 Policy) ผู้นำฝ่ายบุคคลขององค์กรไทยหลายแห่งเริ่มเผชิญแรงกดดันในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากร ควบคู่ไปกับการดูแลขวัญและกำลังใจในยุคที่เนื้องานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทรวงแรงงานจะได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามสุขภาวะทางใจในโครงการนำร่องสู่ดิจิทัล แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง

หากมองย้อนไปในอดีต ประเทศไทยเคยเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่ทำงานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียช่วงปลายยุค ๙๐ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่งานบริการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งล้วนสร้างโอกาสใหม่ๆ แต่ก็มาพร้อมกับความตึงเครียดเช่นกัน บทเรียนสำคัญจากวันนั้น ที่ว่าด้วยการบริหารจัดการที่เข้าอกเข้าใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ยังคงใช้ได้ดีกับสถานการณ์ในวันนี้

สู่อนาคตที่สมดุล ยั่งยืน และเห็นคุณค่าของคน

หากเทรนด์โลกยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ อนาคตของคนทำงานในไทยจำนวนไม่น้อยอาจต้องเผชิญกับภาวะ “เทคโน-สเตรส” หรือความเครียดจากการต้องปรับตัวให้ทันเครื่องมือดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Frontiers in Psychology) อย่างไรก็ตาม หากองค์กรเตรียมพร้อมรับมือ ตั้งแต่การจัดอบรมที่เหมาะสม เปิดพื้นที่ให้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา และนำบริการสนับสนุนด้านจิตใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การใช้ AI ก็จะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบได้ การสร้างความรู้เท่าทันด้านสุขภาพจิตและพัฒนาระบบสนับสนุนภายในองค์กรให้แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของไทย

ถึงเวลาย้ายจุดโฟกัส จาก “เทคโนโลยี” สู่ “คน”

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนในไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้วางนโยบาย ผู้นำองค์กร หรือตัวพนักงานเอง ควรหันมาให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนทางอารมณ์” ของการใช้ AI ควบคู่ไปกับประโยชน์ทางเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม การลงทุนในงานวิจัยที่เจาะลึกบริบทของไทย การสำรวจประสบการณ์จริงของคนทำงาน และการสร้างความร่วมมือระหว่างนักจิตวิทยากับนักออกแบบเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อนาคตดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างแข่งขันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ไว้อย่างรอบด้าน

ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนนิยามของการทำงาน ขอให้ทุกฝ่าย ตั้งแต่ครูผู้ร่างหลักสูตรไปจนถึงฝ่ายบุคคลที่กำลังจะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ลองตั้งคำถามว่า “การตัดสินใจของเรา กำลังสร้างภาระทางอารมณ์อะไรให้กับคนในองค์กรบ้าง และเราจะช่วยลดผลกระทบนั้นได้อย่างไร” หากคำถามนี้กลายเป็นวาระสำคัญในที่ทำงานของคนไทยตั้งแต่วันนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศจะเข้มแข็ง นวัตกรรมจะก้าวหน้า และสังคมจะพัฒนาไปสู่ความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน