ภูมิภาคเอเชียใต้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้านสาธารณสุขในปี ๒๕๖๗ ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในเด็กที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความก้าวหน้าของทั้งภูมิภาค แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้ประเทศไทยได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้เพื่อยกระดับระบบสุขภาพเด็กและป้องกันโรคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้คือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างรัฐบาล บุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า ผู้สนับสนุนจากนานาชาติ และพลังของชุมชนในทุกระดับ รายงานจาก WHO ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ระบุว่าหลายประเทศในเอเชียใต้ ทั้งอัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน และศรีลังกา ได้เร่งเครื่องขยายการเข้าถึงวัคซีนอย่างก้าวกระโดด ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียใต้ของยูนิเซฟกล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจของเอเชียใต้ เด็ก ๆ ได้รับการปกป้องมากกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากความทุ่มเทของบุคลากรด่านหน้า ความเป็นผู้นำของภาครัฐ การสนับสนุนจากพันธมิตร และความไว้วางใจของทุกครอบครัว”
สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของภูมิภาคเพื่อนบ้านครั้งนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญ ๒ ประการ หนึ่งคือการประสานงานอย่างเข้มข้นระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขกับผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยยึดมั่นมาตลอด และสองคือ แม้ภาพรวมจะประสบความสำเร็จ แต่ภารกิจ “ต้องเข้าถึงทุกคน” ยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่น ซึ่งเป็นความท้าทายที่พบได้เช่นกันในพื้นที่ชายขอบของไทยทั้งในภาคเหนือและภาคใต้
ข้อมูลจาก WHO และยูนิเซฟชี้ว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของเอเชียใต้มาจากการลงทุนในระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ การคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น คลินิกฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ และการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจในระดับชุมชน อินเดียซึ่งมีจำนวนเด็กเกิดใหม่คิดเป็นสัดส่วนกว่าหนึ่งในสี่ของโลก สามารถแก้ปัญหาความลังเลใจในการรับวัคซีนและอุปสรรคด้านการขนส่งได้สำเร็จ ขณะที่ปากีสถานและเนปาลประสบความสำเร็จผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและอาสาสมัครในท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นต้นแบบที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น จังหวัดชายแดนหรือบนเทือกเขาสูง
นโยบายล่าสุดของเอเชียใต้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เชิงปริมาณ แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ นั่นคือเด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วนตามวัย ซึ่งส่งผลให้การระบาดของโรคหัด โปลิโอ คอตีบ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ในเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่าจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตและเจ็บป่วยของเด็กได้หลายหมื่นคนในแต่ละปี
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง ผู้อำนวยการยูนิเซฟภูมิภาคเอเชียใต้ย้ำว่าภารกิจยังไม่สิ้นสุด “เราต้องไม่ลืมเด็กอีกหลายล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วน หรือยังตกหล่นไป นี่คือช่วงเวลาที่ต้องเร่งมือให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพอย่างแท้จริง” คำกล่าวย้ำนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า หากยังมีช่องว่างในการเข้าถึงวัคซีน การระบาดครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มเปราะบางได้ทุกเมื่อ
สำหรับประเทศไทย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเคยสร้างมาตรฐานการฉีดวัคซีนไว้ในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน (WHO Thailand Country Profile) แต่การระบาดของโควิด-๑๙ ทำให้บริการฉีดวัคซีนพื้นฐานต้องหยุดชะงักไปชั่วคราวและส่งผลให้อัตราความครอบคลุมลดลง บทเรียนจากเอเชียใต้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชน การวางแผนขนส่งวัคซีนอย่างรัดกุม และการสื่อสารที่เข้าถึงบริบททางวัฒนธรรม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ไทยควรนำมาฟื้นฟูและพัฒนางานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ
บริบทของไทยและเอเชียใต้มีความคล้ายคลึงกันในมิติทางวัฒนธรรม โดยทั้งสองภูมิภาคมีหลักเมตตาธรรมและความสามัคคีในพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน ซึ่งช่วยส่งเสริมการยอมรับวัคซีนได้เป็นอย่างดี วัดและผู้นำชุมชนในไทยมีบทบาทคล้ายกับอาสาสมัครในเอเชียใต้ คือเป็นตัวกลางสร้างความไว้วางใจและขับเคลื่อนงานสาธารณสุข นอกจากนี้ รัฐบาลไทยเองก็เคยมีโครงการสำคัญอย่าง “โครงการสุขภาพแม่และเด็ก” ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับสุขภาพเด็กในระดับชาติ (Bangkok Post archives)
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความสำเร็จของเอเชียใต้จะสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่เป้าหมายระดับโลกตามแผนปฏิบัติการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคปี ๒๐๓๐ สำหรับประเทศไทย ความท้าทายหลักคือการอุดช่องว่างในกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ซึ่งต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากท้องถิ่น นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้บทเรียนจากเพื่อนบ้านไปพร้อมกัน ในขณะที่โลกยังต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่และความลังเลใจต่อวัคซีนอยู่เสมอ การมีโปรแกรมฉีดวัคซีนที่แข็งแกร่งและครอบคลุมอย่างเท่าเทียมจึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพเด็ก
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ไทยควรพิจารณาจากประสบการณ์ของเอเชียใต้ มีดังนี้
- รักษาระดับการลงทุนในโครงการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
- สร้างความไว้วางใจผ่านความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและผู้นำทางศาสนา
- ใช้ข้อมูลเพื่อระบุพื้นที่หรือกลุ่มเสี่ยงที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ
- พัฒนาหน่วยบริการเคลื่อนที่หรือบริการเชิงรุกถึงบ้านเพื่ออำนวยความสะดวก
- ทุกครอบครัวควรติดตามตารางการฉีดวัคซีนของบุตรหลาน และปรึกษาสถานพยาบาลใกล้บ้านหากมีข้อสงสัย
การทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนของบุคลากรด่านหน้า เจ้าหน้าที่รัฐ และชุมชนเพื่อปกป้องสุขภาพของเด็ก ๆ ในเอเชียใต้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ไทยและอาเซียนสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างแน่นอน
แหล่งข้อมูล: WHO Thailand, UNICEF South Asia, Bangkok Post, WHO Thailand Country Profile