นางมัตตาทำกาละแล้ว บังเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์ ๕ ประการ เพราะพลังแห่งกรรมของตน. ก็ทุกข์นั้นจะรู้ได้ตามพระบาลีนั่นเอง. ภายหลัง ณ วันหนึ่ง นางเปรตนั้น เมื่อการก่อกรรมผ่านไป จึงแสดงตนแก่นางติสสาผู้กำลังอาบน้ำ อยู่ด้านหลังเรือน.

มัตตาเปติวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. มัตตาเปติวัตถุ

เรื่องนางมัตตาเปรต

             (นางติสสาถามนางเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๑๓๔] แน่ะนางเปรตผู้มีร่างกายซูบผอม มีแต่ซี่โครงผุดขึ้น เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียด น่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ ณ ที่นี้

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๓๕] เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา เธอชื่อติสสา ฉันเป็นหญิงร่วมสามีของเธอ เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๓๖] เมื่อก่อนเธอได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรเธอจึงต้องจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๓๗] ฉันเป็นหญิงดุร้าย หยาบคาย ริษยา ตระหนี่ และมักโอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วต่อเธอ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๓๘] เรื่องนั้นเป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอเป็นหญิงดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไร เธอจึงมีร่างกายเปื้อนฝุ่น

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๓๙] เธอกับฉันพากันอาบน้ำชำระร่างกายแล้ว เธอได้นุ่งห่มผ้าสะอาด ประดับตกแต่งร่างกายแล้ว ส่วนฉันประดับตกแต่งเรียบร้อยยิ่งกว่าเธอมากนัก

             [๑๔๐] เมื่อฉันนั้นกำลังจ้องมองดูเธอคุยอยู่กับสามี ทีนั้นฉันจึงเกิดความริษยาและความโกรธเป็นอันมาก

             [๑๔๑] ทันใดนั้น ฉันได้กวาดตะล่อมฝุ่นแล้วเอาฝุ่นโปรยรดเธอ เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงมีร่างกายเปื้อนฝุ่น

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๔๒] เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นหิด

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๔๓] เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า เธอหายามาได้ ส่วนฉันนำหมามุ่ยมา

             [๑๔๔] เมื่อเธอเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ่ยลงบนที่นอนของเธอจนทั่ว เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงเป็นหิด

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๔๕] เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอโปรยหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉันจนทั่ว แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นหญิงเปลือยกาย

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๔๖] (วันหนึ่ง) ได้มีการประชุมมิตรสหายและญาติทั้งหลาย เธอได้รับเชิญ แต่ฉันซึ่งร่วมสามีกับเธอไม่มีใครเชิญเลย

             [๑๔๗] เมื่อเธอเผลอ ฉันได้ลักขโมยผ้าเธอไป เพราะผลกรรมนั้น ฉันจึงเป็นหญิงเปลือยกาย

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๔๘] เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอลักขโมยผ้าฉันไป แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงมีกลิ่นกายเหม็นดังกลิ่นคูถ

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๔๙] ฉันได้ทิ้งห่อของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ซึ่งมีราคาแพงของเธอลงส้วม ฉันทำบาปชั่วช้านั้นไว้แล้ว เพราะผลกรรมนั้น ฉันจึงมีกายเหม็นดังกลิ่นคูถ

             (นางติสสาถามว่า)

             [๑๕๐] เรื่องนี้เป็นความจริง ถึงฉันก็รู้ว่า เธอทำบาปนั้นไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามเธอถึงเรื่องอื่น เพราะกรรมอะไรเธอจึงเป็นคนยากจน

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๕๑] ที่เรือนของเราทั้งสองได้มีทรัพย์อยู่เท่ากัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตน เพราะผลกรรมนั้นฉันจึงเป็นคนยากจน

             [๑๕๒] ครั้งนั้น เธอได้กล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำกรรมชั่วว่า เธอจะไม่มีทางได้สุคติ เพราะกรรมชั่ว

             (นางติสสากล่าวว่า)

             [๑๕๓] เธอไม่เชื่อเรา ที่แท้กลับริษยาเรา เชิญเธอดูผลกรรมชั่ว

             [๑๕๔] เมื่อก่อน ที่เรือนของเธอได้มีนางทาสีและเครื่องประดับเหล่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ นางทาสีเหล่านั้นพากันรับใช้คนอื่น โภคะทั้งหลายเป็นของไม่แน่นอน

             [๑๕๕] บัดนี้ กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรา จักกลับจากตลาดมายังบ้านนี้ เธออย่าเพิ่งรีบไปจากที่นี่เสียก่อนละ บางทีเขากลับมาจะพึงให้อะไรแก่เธอบ้าง

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๕๖] ฉันเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ซูบผอม มีร่างกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและการมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวนี้ เป็นสิ่งที่น่าละอายสำหรับหญิงทั้งหลาย กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรอย่าได้เห็นฉันเลย

             (นางติสสากล่าวว่า)

             [๑๕๗] ว่ามาเถอะ ฉันจะให้หรือทำอะไรแก่เธอ ที่เป็นเหตุให้เธอมีความสุข สำเร็จความปรารถนาทุกอย่าง ฉันจะให้หรือกระทำแก่เธอ

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๑๕๘] ขอเธอจงนิมนต์ภิกษุ ๔ รูปจากสงฆ์ นิมนต์เจาะจงอีก ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหารแล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อนั้น ฉันจักได้รับความสุข สำเร็จความปรารถนาทุกอย่าง

             [๑๕๙] นางติสสานั้นรับว่า ได้จ้ะ แล้วนิมนต์ภิกษุ ๘ รูปให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวร แล้วอุทิศส่วนบุญให้นางเปรตนั้น

             [๑๖๐] ในลำดับที่นางติสสาอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง วิบากคืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ก็เกิดขึ้นแก่นางเปรตนั้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา

             [๑๖๑] ทันใดนั้น นางเปรตมีร่างกายหมดจด นุ่งผ้าสะอาด สวมใส่ผ้าเนื้อดีกว่าผ้าแคว้นกาสี มีพัสตราภรณ์และเครื่องประดับวิจิตรงดงาม เข้าไปหานางติสสาซึ่งเป็นหญิงร่วมสามี

             (นางติสสาจึงถามว่า)

             [๑๖๒] เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจดาวประกายพรึก

             [๑๖๓] เพราะบุญอะไรเธอจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ

             [๑๖๔] เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามว่า สมัยเมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             (นางมัตตาเทพธิดาตอบว่า)

             [๑๖๕] เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา เธอชื่อติสสา ฉันเป็นหญิงร่วมสามีของเธอ เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก

             [๑๖๖] ฉันบันเทิงอยู่เพราะทานที่เธออุทิศให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณน้อง ขอเธอพร้อมด้วยหมู่ญาติทุกคนจงมีอายุยืนนานเถิด จงเข้าถึงสถานที่ที่ไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลี มีความสำราญซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าววสวัตดี

             [๑๖๗] เธอผู้มีรูปงาม เธอประพฤติธรรม ให้ทานในโลกนี้ กำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งเหตุได้แล้ว ไม่มีใครตำหนิติเตียนได้ จงเข้าถึงโลกสวรรค์

มัตตาเปติวัตถุที่ ๓ จบ

-------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๓. มัตตาเปติวัตถุ

               อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓               

               เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางเปรตชื่อว่ามัตตา ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีกฎุมพีผู้หนึ่งเป็นคนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส. แต่ภริยาของเขาไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มักโกรธและเป็นหมัน โดยชื่อมีชื่อว่ามัตตา.
               ลำดับนั้น กฎุมพีนั้นเพราะกลัววงศ์สกุลจะขาดศูนย์ จึงได้นำหญิงอื่นชื่อว่าติสสา มาจากสกุลเสมอกัน. นางเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ทั้งเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของสามี. ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ โดยล่วงไป ๑๐ เดือน นางจึงคลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรคนนั้นมีชื่อว่าภูตะ. นางเป็นแม่บ้าน อุปัฏฐากภิกษุ ๔ รูปโดยเคารพ, ส่วนหญิงหมันริษยานาง.
               วันหนึ่ง หญิงทั้งสองคนนั้นสระผม ได้ยืนผมเปียกอยู่แล้ว. กฎุมพีมีความเสน่หาผูกพันในนางชื่อว่าติสสา ด้วยอำนาจคุณความดี มีใจฟูขึ้น ได้ยืนเจรจามากมาย กับนางติสสานั้น. นางมัตตาอดทนต่อเหตุการณ์นั้นไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำ จึงเอาหยากเยื่อที่กวาดสุมไว้ในเรือนมาโปรยลงบนกระหม่อมของนางติสสา.
               สมัยต่อมา นางมัตตาทำกาละแล้ว บังเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์ ๕ ประการ เพราะพลังแห่งกรรมของตน. ก็ทุกข์นั้นจะรู้ได้ตามพระบาลีนั่นเอง. ภายหลัง ณ วันหนึ่ง นางเปรตนั้น เมื่อการก่อกรรมผ่านไป จึงแสดงตนแก่นางติสสาผู้กำลังอาบน้ำ อยู่ด้านหลังเรือน.
               นางติสสาเห็นนางนั้น จึงสอบถามด้วยคาถาว่า :-
               ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ในที่นี้.
               ฝ่ายนางเปรต ได้ให้คำตอบด้วยคาถาว่า :-
               เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.
               นางติสสาจึงถามถึงกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-
               ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.
               ฝ่ายนางเปรตจึงบอกกรรมที่ตนทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :-
               ดิฉันเป็นหญิงดุร้ายและหยาบช้า มักริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่านไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป หญิงทั้งสองคนนั้นได้ประกาศคาถาว่าด้วยการกล่าวและการกล่าวโต้ตอบกันเท่านั้นว่า :-
               ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น แม้ฉันก็รู้ว่าท่านเป็นคนดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านมีสรีระเปื้อนฝุ่น เพราะกรรมอะไร.
               นางเปรต: ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าสะอาด ตบแต่งร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามี ลำดับนั้น ความริษยาและความโกรธได้เกิดแก่ฉันเป็นอันมาก ทันใดนั้น ฉันจึงกวาดเอาฝุ่นโปรยรดท่าน ฉันมีร่างกายเปื้อนฝุ่น เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.
               ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะกรรมอะไร.
               นางเปรต: เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหายามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ่ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ่ยนั้นลงบนที่นอนของท่าน ฉันเป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.
               ติสสา: เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรยผลหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย เพราะกรรมอะไร.
               นางเปรต: วันหนึ่งได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติ. ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันผู้ร่วมสามีกับท่าน ไม่มีใครเชิญ เมื่อท่านเผลอ ฉันได้ลักผ้าของท่านไปซ่อนเสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกาย เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.
               ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะกรรมอะไร.
               นางเปรต: ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้และเครื่องลูบไล้อันมีค่ามากของท่านไป ทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะวิบากกรรมนั้น.
               ติสสา: เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้นท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านเป็นคนยากจน เพราะกรรมอะไร.
               นางเปรต: ทรัพย์สิ่งใดมีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้นของเราทั้งสองมีอยู่เท่าๆ กัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ฉันเป็นคนยากจน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.
               ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำกรรมชั่วว่า ท่านจักไม่ได้สุคติเพราะกรรมชั่ว.
               ติสสา: ท่านไม่เชื่อถือเรา เพราะริษยาเรา ขอท่านจงดูวิบากแห่งกรรมชั่วเช่นนี้ เมื่อก่อนนางทาสีและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลายได้มีแล้วในเรือนของท่าน แต่เดี๋ยวนี้ ทาสีเหล่านั้นพากันห้อมล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลายก็ไม่มีแก่ท่านแน่แท้ บัดนี้ กฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรายังไปตลาดอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี่เสียก่อน บางทีเขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง.
               นางเปรต: ฉันเป็นผู้เปลือยกายมีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอมสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นการทำความละอายของหญิงทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้ท่านกฎุมพีได้เห็นฉันเลย.
               ติสสา: ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้สิ่งไรหรือทำบุญอะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงจะได้ความสุขสำเร็จความปรารถนาทั้งปวงได้.
               นางเปรต: ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์มา ๔ รูป จากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร แล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้น ฉันจึงจะได้ความสุข สำเร็จความปรารถนาทั้งปวงได้.
               นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวรแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้นางเปรต ในทันตาเห็นนั่นเอง วิบาก คือข้าว น้ำและเครื่องนุ่งห่มได้เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา. ในขณะนั้นเอง นางเปรตมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหานางติสสาผู้เป็นหญิงร่วมสามี.
               ติสสา: ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะกรรมอะไร
               ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้. อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรืองและมีรัศมีอันสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร.
               เทพธิดา: เมื่อก่อนฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้จึงจากมนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก. ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน.
               คุณพี่ ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคนจงมีอายุยืนนาน คุณพี่ผู้งดงาม ท่านจงประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้แล้ว จักเข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็นที่อยู่แห่งท้าววสวัตตี ท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้งราก อันใครๆ ติเตียนไม่ได้ จะเข้าถึงโลกสวรรค์.
               ลำดับนั้น นางติสสาบอกเรื่องราวนั้นแก่กฎุมพี. กฎุมพีจึงได้เรียนแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังธรรมนั้นกลับได้ความสลดใจ จึงกำจัดมลทินมีความตระหนี่เป็นต้น เป็นผู้ยินดีในทานและศีลเป็นต้น มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าฉะนี้แล.


               จบอรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓               
               -----------------------------------------------------