โลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านการท่องเที่ยวและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อจีนประกาศเปิดประตูต้อนรับพลเมืองกว่า ๗๐ ประเทศให้เดินทางเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า นับเป็นการเปิดกว้างครั้งแรกในรอบหลายปี เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและเชื่อมสัมพันธ์กับประชาคมโลก ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกากลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการเพิ่มข้อจำกัด ค่าธรรมเนียม และมาตรการห้ามเดินทางกับหลายประเทศ การเคลื่อนไหวที่ต่างกันสุดขั้วนี้ไม่เพียงสะท้อนแนวทางการฟื้นตัวหลังโควิด-๑๙ ที่แตกต่างกัน แต่ยังชี้ให้เห็นทิศทางนโยบาย “เปิดรับ” และ “ปิดกั้น” ของสองชาติมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักเดินทางชาวไทยและอนาคตของการเดินทางระหว่างประเทศ

นโยบายวีซ่าจีนพลิกโฉม เดินหน้าเปิดกว้างครั้งประวัติศาสตร์

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป จีนได้ประกาศอนุญาตให้พลเมืองจาก ๗๔ ประเทศ สามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า และพำนักได้นานสูงสุด ๓๐ วัน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากช่วงการระบาดใหญ่ที่จีนใช้มาตรการปิดประเทศที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ABC Australia; Republic World) กลยุทธ์ฟรีวีซ่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีโลก โดยทางการจีนคาดหวังว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มสูงขึ้น หลังจากปี ๒๕๖๖ ตัวเลขผู้มาเยือนแดนมังกรยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของช่วงก่อนโควิด-๑๙ ด้านธุรกิจท่องเที่ยวรายงานว่ายอดจองทัวร์และการเดินทางเข้าประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นล่วงหน้าถึง ๔๕% ทันทีหลังการประกาศมาตรการ (Times Now)

สหรัฐฯ สวนกระแส คุมเข้มวีซ่า ทั้งขึ้นราคาและจำกัดสิทธิ์

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับเพิ่มความเข้มงวดในการเดินทางเข้าประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการย้ายถิ่นฐาน ตัวอย่างเช่น ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าท่องเที่ยวที่พุ่งสูงขึ้นถึง ๑๔๘% (NDTV) นอกจากนี้ยังมีการขยายบัญชีรายชื่อประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ และปรับลดระยะเวลาของวีซ่าหลายประเภทให้เหลือเพียงแบบเข้าได้ครั้งเดียว (Single-entry) และมีอายุเพียง ๓ เดือน จากเดิมที่เคยอนุมัติวีซ่าแบบหลายปี (BBC; NBC News) แม้เหตุผลอย่างเป็นทางการจะระบุว่าเพื่อ “ปรับสมดุลนโยบายโลก” แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นการสร้างอุปสรรคให้นักเดินทางมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของนักเดินทางไทย: โอกาสใหม่และอุปสรรคที่ต้องเผชิญ

สำหรับคนไทย ผลกระทบจากนโยบายที่แตกต่างกันนี้มีหลายมิติ โดยปกติแล้ว คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับการศึกษาต่อ การทำงาน และการท่องเที่ยวเช่นกัน หากจีนขยายรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่าให้ครอบคลุมประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองรัฐบาลและจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีนเป็นจำนวนมาก ก็คาดว่าจะทำให้การเดินทางระหว่างสองประเทศคึกคักขึ้นอย่างก้าวกระโดด (ABC Australia) ผู้ประกอบการและสมาคมท่องเที่ยวในไทยต่างมองว่าความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นโอกาสทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอาจเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน

ในทางกลับกัน การเดินทางไปสหรัฐฯ กลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้น ทั้งค่าธรรมเนียมวีซ่าที่สูงราว ๖,๙๐๐ บาทต่อครั้ง ระยะเวลาการรอคิวสัมภาษณ์ที่ยาวนาน และกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้จำนวนคนไทยที่ยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาคการศึกษาของไทยเองก็แสดงความกังวลว่านโยบายใหม่นี้อาจจำกัดโอกาสในการขยายความร่วมมือทางวิชาการและการเข้าถึงการศึกษาชั้นนำในสหรัฐฯ ของนักเรียนไทย (NDTV)

เบื้องหลังและนัยทางประวัติศาสตร์

ตลอดหลายทศวรรษหลังยุคปฏิรูปของเติ้งเสี่ยวผิง จีนขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมการเข้าออกประเทศที่เข้มงวด แม้จะมีการผ่อนปรนในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี ๒๕๕๑ แต่การระบาดของโควิด-๑๙ ก็ทำให้จีนกลับมาปิดประเทศอีกครั้ง ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การเปลี่ยนท่าทีครั้งล่าสุดนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนกลับคืนมา พร้อมทั้งขยายบทบาทบนเวทีโลกและปรับภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงในสายตาชาวต่างชาติ (MENAFN)

ขณะที่มาตรการวีซ่าของสหรัฐฯ มักผันผวนไปตามสถานการณ์โลก เช่น เหตุการณ์ 9/11 หรือวิกฤตโควิด-๑๙ นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ในยุคของอดีตผู้นำสหรัฐฯ ได้นำมาซึ่งข้อจำกัดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และแม้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะพยายามผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในช่วงแรก แต่ทิศทางนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ก็ดูเหมือนจะหวนคืนสู่ความเข้มงวดอีกครั้ง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและอนาคตโลกที่เปลี่ยนไป

นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนให้ความเห็นว่า “นโยบายวีซ่าของจีนมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไปพร้อมกัน ในขณะที่แนวโน้มของสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันของตนเองในเอเชีย” ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า “ความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศคือเครื่องมือทางการทูตยุคใหม่ และจีนกำลังใช้กลยุทธ์นี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนและเอเชียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ในอนาคต ผลกระทบจากการเปิดประเทศของจีนและการคุมเข้มของสหรัฐฯ อาจไม่จำกัดอยู่แค่ในภาคการท่องเที่ยว แต่จะส่งผลให้เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในด้านการศึกษาและนวัตกรรม คนไทยและเยาวชนรุ่นใหม่อาจหันไปมองหาโอกาสความก้าวหน้าที่ฟากฝั่งตะวันออกแทนสหรัฐฯ ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยคาดการณ์ว่าหากไทยได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่าจากจีน จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งขาเข้าและขาออก และเสริมสร้างการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างคุนหมิง เซี่ยงไฮ้ และเมืองประวัติศาสตร์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในแวดวงท่องเที่ยวได้ออกมาเตือนว่า “ฟรีวีซ่าเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง แต่ปัจจัยอื่น เช่น ภาษา ความปลอดภัย และคุณภาพการบริการก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาความแออัดหรือสร้างความไม่ประทับใจได้” ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงในไทยให้ความเห็นว่า ควรมีมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและโรคระบาดอย่างรัดกุม

ทางเลือกใหม่ของคนไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

สำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนเดินทางไปต่างประเทศในเร็วๆ นี้ ภาพรวมคือ หากคุณมองหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ จีนกำลังจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและสะดวกสบายมากขึ้น ส่วนผู้ที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อ ทำงาน หรือเยี่ยมญาติในสหรัฐฯ คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เพื่อความปลอดภัยและความราบรื่นในการเดินทาง ควรติดตามข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศ ปรึกษาบริษัททัวร์ที่น่าเชื่อถือ และปฏิบัติตามขั้นตอนการขอวีซ่าอย่างเคร่งครัด

สำหรับภาคธุรกิจและแวดวงการศึกษา นี่คือโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรในจีน ขยายความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมมายังฝั่งเอเชียตะวันออก พร้อมกับผลักดันความร่วมมือทวิภาคีกับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อรักษาประตูสู่โอกาสในโลกตะวันตกให้เปิดกว้างสำหรับคนไทย

ณ จุดเปลี่ยนนี้ ประเทศไทยมีโอกาสครั้งสำคัญหากสามารถเตรียมความพร้อมและปรับตัวได้ทันท่วงที ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีภูมิภาคในยุคใหม่ของเอเชียที่เปิดกว้างกว่าเดิม


ที่มา: