เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ แทนที่จะพูดว่า “ไม่เป็นไร” เมื่อเห็นคนอื่นทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งที่ความผิดนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับเราเลย งานวิจัยชิ้นใหม่ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้ไขคำตอบของพฤติกรรมมนุษย์ที่น่าฉงนนี้ โดยมีรายงานจาก MedicalXpress ซึ่งเจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังความลังเลที่จะให้อภัยหรือมองข้ามการกระทำผิดศีลธรรมของผู้อื่นอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในที่สาธารณะ พร้อมฉายภาพให้เห็นความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การตัดสินใจทางศีลธรรม และการรักษาความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม

ประเด็นนี้สะท้อนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งให้ความสำคัญทั้งกับการแสดงออกทางศีลธรรมและความสามัคคีในกลุ่ม คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับความรู้สึกที่ต้อง “รักษาหน้า” ในที่สาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีวัฒนธรรม “สนุก” และ “สบายๆ” ที่อาจทำให้มองข้ามเรื่องเล็กน้อยได้ งานวิจัยนี้จึงตั้งคำถามถึงแรงกดดันที่ผู้คนต้องเผชิญเมื่อเห็นการกระทำผิด เช่น การโกง การโกหก หรือการลักขโมยเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับเลือกที่จะไม่ออกตัวปกป้องหรือให้อภัยอย่างเปิดเผย

ผลการศึกษาชี้ว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจที่จะแสดงการให้อภัยความผิดเล็กน้อยของผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมา แม้ลึกๆ จะเข้าใจหรือเห็นใจก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่าเหตุผลสำคัญคือ การแสดงความเมตตาต่อผู้ทำผิดในที่สาธารณะนั้นมีความเสี่ยง ทั้งต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเอง และอาจตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นที่ยึดมั่นในหลักการอย่างเคร่งครัดกว่า ซึ่งคล้ายกับบริบทสังคมไทยที่การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มมักหมายถึงการ “รู้กันในใจ” มากกว่าจะพูดออกมายอมรับความผิดนั้นตรงๆ

สิ่งที่ทีมวิจัยค้นพบและน่าสนใจคือ แม้ผู้เข้าร่วมการทดลองจะมองว่าความผิดบางอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีคนอื่นจับตามอง พวกเขากลับมีแนวโน้มที่จะไม่พูดเข้าข้างหรือลดโทษให้ผู้กระทำผิดเลย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันที่ต้องการให้ตัวเองดูเป็นคนมีหลักการและช่วยรักษาชื่อเสียงทางศีลธรรมของกลุ่มนั้นมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมที่เน้นความร่วมมืออย่างสังคมไทย ซึ่งการทำให้กลุ่ม “เสียหน้า” ถือเป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมระดับนานาชาติให้สัมภาษณ์กับ MedicalXpress ว่า “คนส่วนใหญ่กังวลว่าหากแสดงการให้อภัยหรือแก้ต่างให้ผู้ทำผิดอย่างเปิดเผย คนอื่นอาจตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางศีลธรรมของตนเอง พวกเขาจึงเลือกที่จะเงียบหรือคล้อยตามเสียงส่วนใหญ่แทน” ในชีวิตจริง เราจะเห็นภาพนี้ได้ตั้งแต่การถกเถียงประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์ การนินทาในที่ทำงาน ไปจนถึงการที่นักเรียนไม่กล้าแก้ต่างให้เพื่อนที่ถูกสงสัยว่าลอกข้อสอบ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าปฏิกิริยานี้จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ หากเป็นการตอบแบบสอบถามที่ไม่ระบุตัวตน หรือพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ผู้คนจะแสดงความเข้าใจและพร้อมให้อภัยได้ง่ายขึ้น แต่หากต้องแสดงความคิดเห็นต่อหน้าผู้คนจำนวนมากหรือประกาศในที่สาธารณะ การแสดงความใจกว้างเช่นนี้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับสังคมไทยที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม “เกรงใจ” ผลวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการแสดงความเห็นในที่ประชุม หมู่บ้าน โรงเรียน หรือบนโซเชียลมีเดีย ย่อมนำไปสู่การตัดสินทางศีลธรรมที่เข้มข้นกว่าการพูดคุยแบบสองต่อสอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการทางศีลธรรมจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้ความเห็นว่าแนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมพุทธอย่างประเทศไทย ที่แม้หลักธรรมจะสอนเรื่องเมตตาและการให้อภัย แต่ในทางปฏิบัติ สังคมก็ให้ความสำคัญกับการรับผิดและการสารภาพผิดต่อหน้าสาธารณะเช่นกัน โดยกล่าวเสริมว่า “วัฒนธรรมไทยให้คุณค่ากับการให้อภัยเป็นการส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็มองว่าการยอมรับผิดและขอขมาต่อหน้าส่วนรวมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของกลุ่ม”

ข้อมูลจากงานวิจัยนี้ยังให้แง่คิดในการนำไปปรับใช้กับกระบวนการยุติธรรมและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าตา เช่น ในโรงเรียน ครูแนะแนวและผู้บริหารอาจนำข้อมูลนี้ไปออกแบบโปรแกรมที่สร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับการให้อภัยเป็นการส่วนตัว เพื่อลดตราบาปจากการยอมรับผิด ส่วนในองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจพิจารณาใช้เครื่องมือรับฟังความเห็นแบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้เรียนรู้จากประเด็นทางจริยธรรมร่วมกันโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสังคมตัดสิน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น เพราะงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกับที่พบในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในยุโรป ซึ่งความกังวลเรื่องภาพลักษณ์และชื่อเสียงของกลุ่มส่งผลต่อการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางศีลธรรมเช่นกัน สำหรับประเทศไทย นักวิชาการเตือนว่าการขยายตัวของโซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ทุกความคิดเห็นกลายเป็นเรื่องสาธารณะ และเสี่ยงต่อการถูกตัดสินหรือเข้าใจผิดได้ง่ายขึ้น

ในอนาคต ทีมวิจัยแนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางสร้างวัฒนธรรมการพูดคุยที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความเข้าใจ โดยที่ยังคงรักษามาตรฐานทางศีลธรรมของกลุ่มไว้ได้ สำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับวัฒนธรรม “แคนเซิล” และการประณามในที่สาธารณะ งานวิจัยนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่มาได้ถูกจังหวะ การส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สนทนาที่เปิดใจและพร้อมให้อภัยในห้องเรียน ที่ทำงาน และโลกออนไลน์ อาจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการให้อภัยในใจกับความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้

สุดท้ายแล้ว บทเรียนจากงานวิจัยนี้อาจชวนให้เรากลับมาทบทวนว่า เหตุใดเราจึงลังเลที่จะพูดหรือให้อภัยใครสักคนต่อหน้าคนอื่น แม้ความเมตตาในใจจะเป็นสิ่งที่มีค่า แต่การสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจและให้เกียรติกันก็อาจช่วยให้ความเห็นใจไม่ไปบดบังความยุติธรรมได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการทำผิดเล็กๆ น้อยๆ แทนที่จะรีบเลือกความเงียบหรือแก้ต่างทันที ลองพิจารณาบริบท ผู้ฟัง และผลกระทบต่อสังคมให้รอบด้าน เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่สมดุลระหว่างการให้อภัยและการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง

อ่านรายละเอียดงานวิจัยต้นทางได้ที่ MedicalXpress