งานวิจัยชิ้นล่าสุดได้ตีแผ่เรื่องราวเบื้องหลังชีวิตส่วนตัวของเหล่าอภิมหาเศรษฐีในมุมที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ผ่านคำบอกเล่าของคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วยส่วนตัว หรือคนในบ้าน ที่ต่างยืนยันว่าความมั่งคั่งไม่ใช่เกราะป้องกันปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรมเสมอไป คนวงในเหล่านี้ได้เผยให้เห็นชีวิตจริงที่เต็มไปด้วยความดราม่า อารมณ์ที่แปรปรวนอย่างรุนแรง หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมสะสมของแบรนด์เนมจนล้นบ้าน ทั้งหมดนี้ล้วนซ่อนอยู่หลังประตูคฤหาสน์สุดหรู สะท้อนภาพชีวิตอีกด้านหนึ่งของคนรวยที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น

ผลการศึกษานี้ถูกนำเสนอโดย Daily Mail ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากปากคำของคนวงในที่ใกล้ชิดกับบรรดาเศรษฐี เผยให้เห็นเรื่องราวที่สวนทางกับภาพลักษณ์สง่างาม สุขุม และไร้กังวลอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเกรี้ยวกราดกับเรื่องเล็กน้อยอย่างการนัดตีกอล์ฟที่ล่าช้า หรือแม้แต่การมีลูกชิ้นเกินมาหนึ่งลูกในจานอาหาร ไปจนถึงการควบคุมพนักงานในบ้านอย่างเข้มงวด และการสะสมของมีค่าจนล้นบ้านในสภาพรกรุงรังและไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งทั้งหมดนี้ขัดกับภาพจำที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าชีวิตคนรวยนั้นแสนสบายและไร้ปัญหา

สำหรับสังคมไทย ข้อค้นพบเหล่านี้สะท้อนความจริงที่ว่า ปัญหาทางใจเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะมั่งมีเพียงใดก็ตาม ในขณะที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงขึ้นและมีจำนวนชนชั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วัฒนธรรมหรูหราและสถานะทางสังคมจึงกลายเป็นที่สนใจมากขึ้น แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า เงินทองอาจไม่ใช่คำตอบของความสุขหรือความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ตรงกันข้าม แรงกดดันจากภาพลักษณ์และความคาดหวังอาจสร้างความโดดเดี่ยวและนำไปสู่พฤติกรรมหลีกหนีที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นวิกฤตสุขภาพจิตที่ต้องรับมืออย่างเงียบๆ เพียงลำพัง

บทความวิชาการใน Journal of Affective Disorders ยืนยันข้อสังเกตนี้ว่า แม้จะร่ำรวยล้นฟ้า แต่เจ้าของทรัพย์สินมหาศาลก็ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล และในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ ขณะที่บทความของ New York Times ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยของนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยล ยังเปิดเผยว่า ความเครียด การถูกจับจ้องจากสังคม และความไม่ไว้วางใจคนรอบข้าง เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพจิตของเศรษฐีจำนวนไม่น้อย

แหล่งข่าวใน Daily Mail ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า บรรดาคนรวยมักมีอารมณ์ฉุนเฉียวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น นัดตีกอล์ฟที่ถูกเลื่อน หรืออาหารที่ไม่ถูกปาก จนทำให้พนักงานและเพื่อนสนิทต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอ มีตัวอย่างจากผู้ช่วยที่ทำงานกับนายจ้างมานาน เล่าว่าเจ้าของบ้านรายนี้สะสมกระเป๋าแบรนด์ดังและนาฬิกาหรูไว้จนเต็มห้องเก็บของจนแทบไม่มีทางเดิน แม้ภายนอกบ้านจะดูหรูหรา แต่ภายในกลับรกและไม่สะอาดอย่างที่ใครๆ คิด

นักสังคมวิทยาชาวไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เมื่อจำนวนเศรษฐีและมหาเศรษฐีในไทยเพิ่มมากขึ้น พฤติกรรมและปัญหาทางใจลักษณะนี้ก็เริ่มปรากฏให้เห็นในสังคมไทยเช่นกัน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งระบุว่า “การแสดงออกถึงความหรูหราในไทย บางครั้งเป็นทั้งเป้าหมายชีวิตและกับดักในเวลาเดียวกัน” พร้อมชี้ว่าแรงกดดันในสังคมชั้นสูงที่ต้องรักษาภาพความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา อาจนำไปสู่ความสมบูรณ์แบบเกินพอดี ความเครียดในความสัมพันธ์ และปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งท้ายที่สุดกลับบั่นทอนคุณภาพชีวิต ไม่ต่างจากกรณีที่เกิดขึ้นกับเศรษฐีในต่างประเทศ

พฤติกรรมการสะสมของ (Hoarding) ซึ่งมักมีรากฐานมาจากความเครียดหรือปมปัญหาในใจ ยังสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการทางอารมณ์ส่งผลต่อการกักตุนสิ่งของอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองภาวะนี้ให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการในคู่มือวินิจฉัยโรค ICD-11 ซึ่งมักเกิดจากการรับมือกับความวิตกกังวลหรือความรู้สึกว่างเปล่าอย่างไม่ถูกวิธี แม้แต่ในครอบครัวไทยที่มีฐานะ ก็พบเห็นการเก็บของพรีเมียมจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะต้องการใช้งานจริง แต่เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงหรือการยึดโยงตัวตน ซึ่งนักสุขภาพจิตชาวไทยมองว่าสิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น

ในอดีต วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความเรียบง่าย ความพอเพียง และหลักกรรม (บุญ-บาป) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าตามแบบตะวันตก หลักธรรมที่สอนให้ปล่อยวางและไม่ยึดติดกับวัตถุยังคงฝังรากลึกในสังคมไทยอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมที่มาจากโซเชียลมีเดียและกระแสโลก กำลังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมนี้ และทำให้คนบางกลุ่มรู้สึกขัดแย้งระหว่างคุณค่าแบบเก่ากับนิยามความสำเร็จสมัยใหม่

ในต่างประเทศ ประเด็นเรื่อง affluenza หรือโรคจากความร่ำรวย ซึ่งหมายถึงปัญหาชีวิตที่เกิดจากความมั่งคั่ง กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงจิตวิทยามากขึ้นเรื่อยๆ จนมีจิตแพทย์และนักบำบัดที่เชี่ยวชาญการให้บริการแก่กลุ่มคนร่ำรวยโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการยอมรับตนเอง สำหรับในประเทศไทย คลินิกและศูนย์ดูแลสุขภาพจิตระดับพรีเมียมก็เริ่มให้บริการเหล่านี้อย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ความอับอายหรือความรู้สึกแปลกแยกในการไปพบนักจิตวิทยายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับคนไทยส่วนใหญ่

สำหรับอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้สังคมไทยปรับมุมมองต่อความสุขและความสำเร็จเสียใหม่ ในยุคที่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงขยายตัว การพูดคุยเรื่องภาระทางใจและวิธีจัดการอารมณ์ควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสาธารณะมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมให้สังคมเห็นคุณค่าของความสมดุลในชีวิต งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ว่าเงินตราเพียงอย่างเดียวไม่อาจทดแทนความสัมพันธ์ที่อบอุ่น หรือความสงบสุขภายในจิตใจได้

ท้ายที่สุดนี้ สำหรับคนทั่วไป การให้ความสำคัญกับการพูดคุยปัญหาทางอารมณ์ในครอบครัว การกล้าขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และการไม่ใช้การจับจ่ายเกินจำเป็นเพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจ ถือเป็นแนวทางป้องกันในเบื้องต้น ขณะที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐก็ควรส่งเสริมบริการสุขภาพจิตให้เข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่มคน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรงและสมดุลอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แหล่งข้อมูล: Daily Mail, Journal of Affective Disorders, New York Times, WHO ICD-11