วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผมไปเรียนรู้ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นในงาน Khon Kaen Open Class ครั้งที่ ๑ : แนวคิดของนักเรียน ใน Open Class : หัวใจของระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ จัดที่สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรร่วมเสวนา เรื่อง แนวคิดของนักเรียน หัวใจของการสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ ร่วมกับ ศ. ดร. Masami Isoda แห่งมหาวิทยาลัย Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น โดย รศ. ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
กลับมาบ้านในตอนเย็น ผมสะท้อนคิดว่า ครูที่ฝีมือยอดเยี่ยมคือ ครูที่เข้าใจแนวคิด หรือเข้าใจความคิด ของนักเรียน และนำมาตั้งคำถามกระตุ้นให้นักเรียนยกระดับแนวคิดของตนขึ้นไปอีก โดยที่ในที่นี้เน้นที่แนวคิดเชิงคณิตศาสตร์
ใน PowerPoint ของ ศ. Isoda มีหน้าปกของหนังสือ Mathematical Thinking : How to Develop It in the Classroom เขียนโดย Masami Isoda and Shigea Katagiri ผมจึงถาม ChatGPT ว่า “สาระสำคัญในหนังสือ Mathematical Thinking : How to Develop It in the Classroom by Masami Isoda and Shigeo Katagiri มีอย่างไรบ้าง มีประเด็นใดบ้างที่วงการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และเปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์”
ChatGPT : หนังสือ Mathematical Thinking: How to Develop It in the Classroom โดย Masami Isoda และ Shigeo Katagiri เป็นหนึ่งในงานเขียนสำคัญที่นำเสนอหลักคิด “คณิตศาสตร์เชิงความเข้าใจ” และเป็นแก่นของการพัฒนาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่น หนังสือเล่มนี้ถูกแปลและใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรและการสอนในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย โดยเฉพาะโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา
บทสรุปสาระสำคัญ และประเด็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในบริบทไทย มีดังนี้:
สาระสำคัญของหนังสือ
-
ความหมายของการคิดทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Thinking)
Katagiri แบ่งการคิดทางคณิตศาสตร์ออกเป็น 3 กลุ่ม:- การคิดอย่างมีตรรกะ (Mathematical Attitudes)
- การคิดเพื่อแก้ปัญหา (Mathematical Methods)
-
การคิดเพื่ออธิบายความสัมพันธ์และโครงสร้าง (Mathematical Representations & Structures)
เป้าหมายของการเรียนคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่ "รู้คำตอบ" แต่ต้อง “พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ”
-
การเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบ “เปิด” (Open Approach)
- เปิดให้เด็กค้นพบวิธีแก้ปัญหาหลายแบบ
- กระตุ้นให้เกิดการอธิบาย กระบวนการคิด และเปรียบเทียบวิธีคิด
- ครูไม่ได้ให้วิธีที่ถูกต้องทันที แต่จัดบทเรียนให้เด็ก “สร้างวิธีคิดขึ้นมาเอง”
-
การเรียนรู้แบบ Lesson Study + Kyouzai Kenkyuu
- Lesson Study: พัฒนาวิธีสอนร่วมกันเป็นทีม
- Kyouzai Kenkyuu: การศึกษาสื่อการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อเข้าใจ “ภาพการเรียนรู้” ของผู้เรียน
-
การให้ความสำคัญกับความเข้าใจมากกว่าคำตอบ
- เข้าใจโครงสร้างและแนวคิดเบื้องหลัง ไม่ใช่แค่สูตร
- มีทักษะในการเปรียบเทียบ อธิบาย และตั้งคำถามต่อเนื้อหา
-
ความสำคัญของ “โจทย์ที่ดี” (Good Problem)
- โจทย์ที่มีหลายวิธีแก้ และเปิดให้เด็กคิดหลากหลาย
- โจทย์เชิงท้าทายที่เชื่อมโยงชีวิตจริง
ประเด็นที่วงการศึกษาไทยควร “เปลี่ยนกระบวนทัศน์”
-
เปลี่ยนจาก “สอนให้รู้คำตอบ” → “สอนให้คิดหาคำตอบ”
ครูไทยจำนวนมากยังเน้นการสอนแบบบอกสูตร ทำโจทย์ซ้ำ ๆ จนเด็กคิดว่า “คณิตศาสตร์ = การจำ + ฝึก” -
เปลี่ยนจาก “ครูเป็นผู้ให้” → “ครูเป็นผู้ออกแบบบทเรียนและกระบวนการคิด”
ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้อธิบาย มาเป็นผู้ตั้งคำถาม ผู้ฟัง และผู้กระตุ้น -
เปลี่ยนจาก “เรียนเพื่อสอบ” → “เรียนเพื่อพัฒนาและใช้ความคิด”
เป้าหมายของการเรียนคณิตศาสตร์ควรคือ “พัฒนาวิธีคิดแบบเป็นระบบ” (logical & abstract thinking) ไม่ใช่แค่เพื่อคะแนน -
เปลี่ยนจาก “ความรู้ที่แยกส่วน” → “ความเข้าใจเชิงโครงสร้าง”
คณิตศาสตร์ไม่ใช่การแยกบทเรียน (เรขาคณิต, สมการ ฯลฯ) แต่ควรเชื่อมโยงกันเพื่อเห็นภาพใหญ่ -
เปลี่ยนจาก “ห้องเรียนเงียบ” → “ห้องเรียนแห่งการแลกเปลี่ยนความคิด”
เด็กต้องได้อธิบาย ตั้งคำถาม เปรียบเทียบวิธีคิด และฟังความคิดของเพื่อน
วิธีจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ควรส่งเสริม
- ใช้กระบวนการ PBL (Problem-based learning) ที่ยึดปัญหาเป็นฐาน
- ใช้โจทย์ที่มีความหมาย (meaningful tasks)
- ส่งเสริมการอภิปรายทางคณิตศาสตร์ (mathematical discourse)
- จัดทำ Lesson Study และ PLC เพื่อพัฒนาครูแบบมืออาชีพ
- ประเมินด้วยวิธีที่วัดกระบวนการคิด ไม่ใช่แค่คำตอบ
- สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ครูเองก็เติบโตในการคิดและตั้งคำถาม
ข้อเสนอเพิ่มเติมสำหรับบริบทไทย
- สร้างระบบพี่เลี้ยงหรือโค้ช (coach/mentor) ที่เข้าใจแนวคิดนี้จริง ๆ ในโรงเรียน
- ลดความเชื่อว่า “คณิตศาสตร์ยาก” และส่งเสริมความกล้าในการคิดของเด็ก
- สร้างสื่อเรียนรู้ร่วมกัน (ร่วมกับ สสวท. หรือโครงการที่เข้าใจแนวคิดนี้)
หากต้องการฉบับสรุปเป็น infographic หรือ slide presentation ผมสามารถช่วยจัดทำให้ได้ครับ.
ผมชอบใจข้อความว่า ครูทำหน้าที่ จัดบทเรียนให้เด็ก “สร้างวิธีคิดขึ้นมาเอง” ซึ่งตรงกับหัวข้อของการเสวนา
ใน PowerPoint ของ ศ. Masami Isoda ยังมีหน้าปกหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ Teaching Multiplication with Lesson Study: Japanese and Libero-American Theories, Edited by Masami Isoda and Raimundo Olfos ผมจึงถาม Generative AI หลายสำนัก และเลือกคำตอบของ ChatGPT มาลงไว้ดังนี้
วิจารณ์ : สาระสำคัญในหนังสือ Teaching Multiplication with Lesson Study: Japanese and Libero-American Theories, Edited by Masami Isoda and Raimundo Olfos มีอะไรบ้าง ควรนำมาปรับปรุงหรือเปลี่ยนขาด (transform) วิธีสอนคณิตศาสตร์ในระบบการศึกษาไทยอย่างไรบ้าง
ChatGPT : หนังสือ Teaching Multiplication with Lesson Study: Japanese and Libero-American Theories โดย Masami Isoda และ Raimundo Olfos เป็นหนังสือสำคัญที่เชื่อมโยงหลักคิดทางคณิตศาสตร์ของญี่ปุ่นเข้ากับบริบทลาตินอเมริกา เพื่อสร้างแนวทางใหม่ในการสอน “การคูณ” ซึ่งเป็นหัวใจของคณิตศาสตร์ระดับต้น โดยเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ผ่าน “การเรียนรู้แบบร่วมสร้างความรู้” (collaborative learning) และ “การวิเคราะห์การสอน” (Lesson Study)
▍สาระสำคัญของหนังสือ
- Multiplication ไม่ใช่แค่การจำสูตร
▸ เด็กไม่ควรเริ่มเรียนการคูณจากสูตร 3×4=12 โดยไม่เข้าใจความหมาย
▸ การคูณควรเป็น "แนวคิด" (concept) ที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ของเด็ก เช่น กลุ่มซ้ำ (repeated addition), กลุ่มเท่ากัน (equal groups), แถว-คอลัมน์ (array) - ใช้โจทย์จากสถานการณ์จริงเพื่อให้เด็ก "สร้างความเข้าใจ"
▸ เด็กควรเผชิญกับปัญหาที่มีความหมาย (meaningful problems) เพื่อสร้างแนวคิดการคูณด้วยตนเอง
▸ เช่น โจทย์ “มีกล่อง 4 ใบ แต่ละใบมีดินสอ 5 แท่ง จะมีทั้งหมดกี่แท่ง” นำสู่แนวคิด 4×5 - สอนด้วย “Open Approach” และกระบวนการ Lesson Study
▸ Open Approach: เปิดให้เด็กแก้ปัญหาหลายวิธี → สะท้อนวิธีคิดผ่านการเปรียบเทียบ
▸ Lesson Study: ครูร่วมกันออกแบบบทเรียน ทดลองสอน สังเกต และสะท้อนร่วมกัน - การเข้าใจโครงสร้างคณิตศาสตร์
▸ เด็กควรเรียนรู้การคูณไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็น "โครงสร้างทางความคิด" เช่น
– สมบัติการเปลี่ยนที่ของการคูณ (commutative property)
– ความสัมพันธ์ระหว่างการคูณกับการบวกซ้ำ
– ความเข้าใจว่าการคูณคือฟังก์ชัน หรือความสัมพันธ์แบบ one-to-many - การพัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ผ่านการสื่อสาร
▸ เด็กต้องมีโอกาสอธิบายความคิดของตนเอง ฟังเพื่อน เปรียบเทียบวิธีคิด
▸ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งเมื่อเด็ก “สื่อสารเชิงความหมาย” ไม่ใช่จำสูตร - การสอนแบบ “เชื่อในศักยภาพของผู้เรียน”
▸ เชื่อว่าเด็กทุกคนคิดได้ มีแนวทางของตนเอง
▸ ครูจึงไม่ใช่ “ผู้ให้ความรู้” แต่เป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้”
▍ข้อเสนอการเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีสอนคณิตศาสตร์ในบริบทไทย
- เปลี่ยนจาก “สอนให้จำสูตร” → “สร้างความเข้าใจผ่านการคิดด้วยตนเอง”
▸ การเรียนการคูณในไทยมักเริ่มที่สูตรคูณ → จำ → ทำโจทย์ซ้ำ
▸ ควรเริ่มจากสถานการณ์จริงให้เด็ก "คิดหาวิธี" ด้วยตนเอง - เปลี่ยนจาก “ครูอธิบาย - เด็กจำ” → “ครูเป็นผู้ออกแบบโจทย์ และฟังความคิดเด็ก”
▸ ให้พื้นที่กับความคิดของนักเรียน
▸ ใช้การสะท้อนร่วม (shared reflection) เป็นหัวใจของบทเรียน - ใช้ “Lesson Study” พัฒนาครูอย่างยั่งยืน
▸ ครูรวมกลุ่มออกแบบบทเรียนร่วมกัน – ทดลอง – วิเคราะห์
▸ พัฒนาวิชาชีพจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่ฝึกอบรมภายนอก - สร้างห้องเรียนคณิตศาสตร์แบบ “Active, Reflective, Collaborative”
▸ เด็กไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ต้องอธิบาย เปรียบเทียบ วาดภาพ แสดงความคิด - สร้าง “โจทย์คณิตศาสตร์ที่เปิด” (Open-ended tasks) เป็นวัฒนธรรมใหม่
▸ โจทย์ที่มีหลายวิธีแก้ ไม่จำกัดคำตอบ
▸ เป็นโจทย์ที่ให้โอกาสเด็กทุกระดับได้มีส่วนร่วมในความคิด
▍ตัวอย่างการเปลี่ยนในโรงเรียนไทย
- โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ได้ประยุกต์แนวคิดในหนังสือนี้โดยเน้นการเรียนรู้แบบ PBL, การใช้ Lesson Study, และการออกแบบโจทย์การคูณในระดับป.1–ป.3 ด้วยวิธีแบบญี่ปุ่น
▍ข้อเสนอเชิงนโยบาย (สำหรับประเทศไทย)
- หลักสูตรแกนกลางควรสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นความเข้าใจ (conceptual understanding) มากกว่าการสอบ
- ฝึกครูให้มีทักษะการฟังความคิดของนักเรียน และออกแบบโจทย์ที่มีคุณภาพ
- สร้าง “เครือข่าย Lesson Study” ภายใต้เขตพื้นที่การศึกษาและพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
- พัฒนาสื่อเรียนรู้และคู่มือครูโดยใช้หลักการจากหนังสือนี้ แทนที่จะใช้หนังสือแบบฝึกหัดที่เน้นการฝึกทำซ้ำ
หากต้องการ ผมสามารถสรุปสาระจากหนังสือเล่มนี้เป็น infographic หรือแผนสำหรับการอบรมครูคณิตศาสตร์ในระดับประถมหรือมัธยมต้นต่อไปได้ครับ.
คำสำคัญที่ผมได้คือ ทักษะการฟังความคิดของนักเรียน ที่ครูต้องพัฒนาขึ้น โดย ศ. Masami Isoda บอกว่าครูคณิตจะเป็นครูที่เก่งได้ต้องรู้สาระด้านคณิตศาสตร์ลึกซึ้ง ทักษะการฟังความคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนจึงจะพัฒนาขึ้นได้ ตรงกับความเข้าใจเรื่อง PCK – Pedagogic Content Knowledge ของผม
ระบบนิเวศใหม่ของการเรียนรู้จึงเป็นระบบนิเวศที่นักเรียนปฏิบัติและอธิบายหรือสะท้อนคิดผล ครู ฟังความคิดหรือมุมองของนักเรียน แล้วตั้งคำถามให้นักเรียนคิดต่อ จนนักเรียนได้พัฒนา แนวคิดหรือมุมมองเชิงคณิตศาสตร์ ใส่ตัว เข้าใจความสัมพันธ์และโครงสร้าง (Mathematical Representations & Structures) และ “พัฒนาความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ” ใส่ตัว
คำเสวนาของผมอยู่ใน PowerPoint (1)
ผมคิดเชื่อมโยงต่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับ Visible Learning ที่ครู “มอง” เห็นการเรียนรู้ของนักเรียน และดียิ่งขึ้น หากครูหนุนให้นักเรียนได้ฝึก “มอง” และทำความเข้าใจ หรือ “มองเห็น” การเรียนรู้ของตน สำหรับนำมาปรับปรุงการเรียนรู้ของตน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Metacognition
ขอบันทึกไว้ว่า การประชุมนี้เป็นกลไกสร้างความเป็นนำหนึ่งใจเดียวกันของวงการศึกษาจังหวัดขอนแก่นได้ดีมาก ตรงกับเป้าหมายของกิจกรรม TSQM-A ของ กสศ.
วิจารณ์ พานิช
๗ มิ.ย. ๖๘