มาเลเซียผงาดขึ้นแท่นประเทศที่มีความสุขที่สุดในเอเชีย ข่าวดีนี้ไม่เพียงสร้างความสนใจในแวดวงผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญถึงวงการค้าปลีกทั่วทั้งทวีป รายงานจาก The Robin Report ชี้ให้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ สำหรับธุรกิจ และบทเรียนที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย สามารถนำไปปรับใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศ (อ่านต้นฉบับ The Robin Report)

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 พร้อมไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชากร เพราะความสุขของคนในชาติถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ประสบการณ์ของมาเลเซียจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ความรู้สึกเชิงบวกของผู้บริโภคส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย การมีส่วนร่วมกับชุมชน และทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างไร

โดยทั่วไป ดัชนีชี้วัดความสุข เช่น รายงาน World Happiness Report หรือการสำรวจความเป็นอยู่ระดับโลก มักพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ต่อหัว สุขภาพและอายุคาดเฉลี่ย การสนับสนุนทางสังคม อิสระในการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิต ความเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ไปจนถึงการรับรู้ปัญหาคอร์รัปชัน สำหรับมาเลเซีย ปัจจัยที่ส่งผลให้พลเมืองมีความสุขมากขึ้น มาจากเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ความสมานฉันท์ในสังคม และการที่รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาด้านสาธารณสุขและการศึกษาอย่างจริงจัง (ดูข้อมูล World Happiness Report)

ในมุมของธุรกิจค้าปลีก “ความสุขของผู้บริโภค” ไม่ใช่แค่แนวคิดนามธรรม แต่เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความกล้าใช้จ่าย การแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ และความภักดีต่อแบรนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในมาเลเซียอธิบายว่า “เมื่อคนเรารู้สึกมีความสุข ก็มีแนวโน้มที่จะให้รางวัลตัวเองมากขึ้น กล้าซื้อสินค้าเพื่อความสุขใจ และเปิดรับผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อการเติบโตของร้านค้าทั้งในและต่างประเทศ” สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมาเลเซียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นปี ๒๕๖๘ หลังจากการปฏิรูปเศรษฐกิจและภาวะการจ้างงานที่ดีขึ้น (อ่านเพิ่มเติม The New Straits Times)

ในทางกลับกัน รายงาน World Happiness Report ฉบับล่าสุดจัดให้ไทยอยู่ในอันดับกลางๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเชีย โดยมีสาเหตุหลักจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวและโอกาสในการเปลี่ยนแปลง นักวิชาการและนักวิเคราะห์ธุรกิจค้าปลีกในไทยชี้ว่า หากไทยสามารถผลักดันนโยบายที่ช่วยยกระดับระบบสาธารณสุข ลดช่องว่างทางสังคม และส่งเสริมนวัตกรรมในธุรกิจค้าปลีก เช่น ตลาดออนไลน์ การช็อปปิ้งเชิงประสบการณ์ และการค้าที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ก็มีโอกาสที่จะเดินตามรอยความสำเร็จของมาเลเซียได้ในอนาคต

สำหรับสังคมไทย แนวคิดเรื่อง “ความสนุก” หรือการแสวงหาความสุขในชีวิตประจำวัน ถือเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ประกอบกับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้นและวัฒนธรรมตลาดชุมชนที่แข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันทางใจชั้นดีเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นเมืองและวิถีชีวิตที่เร่งรีบก็กำลังท้าทายแหล่งความสุขดั้งเดิมเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความเห็นว่า “ความสุขไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นสมบัติสาธารณะ นโยบายที่มุ่งดูแลสุขภาพจิต สร้างความมั่นคงทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมทางสังคม จะส่งผลมหาศาลต่อขวัญกำลังใจโดยรวมและกำลังซื้อของผู้บริโภค”

ความสำเร็จของมาเลเซียจึงมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องค้าปลีก เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนยังเชื่อมโยงกับต้นทุนด้านสุขภาพที่ลดลง ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และความสามารถในการรับมือกับปัญหาสังคมได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผู้วางนโยบายของมาเลเซียได้ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในวงกว้าง ซึ่งช่วยปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนและสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยความหวัง (อ่านเพิ่มเติม OECD Well-being Framework)

ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกไทย ปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของทั้งพนักงานและลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความสุขในที่ทำงาน การปรับโฉมร้านค้าให้น่าสนใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม งานศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า “อารมณ์เชิงบวกของพนักงานบริการสามารถส่งต่อไปยังลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความภักดีต่อแบรนด์” โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ของไทย ที่มองหาประสบการณ์ที่จริงใจและให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจมากขึ้น (ดูข้อมูล Bangkok Post)

ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่า ความร่วมมือจากภาครัฐคือพลังขับเคลื่อนที่ขาดไม่ได้ เช่นในกรณีของมาเลเซีย ที่สามารถเชื่อมโยงแผนพัฒนาเมือง นโยบายสาธารณสุข และมาตรการส่งเสริมธุรกิจเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว แนวทางนี้อาจเป็นต้นแบบให้ไทยนำไปปรับใช้ได้ เช่น การร่วมมือจัดแคมเปญส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น การรณรงค์เรื่องสุขภาพจิต และการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยบนโลกออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความสุขและกระตุ้นเศรษฐกิจค้าปลีกไปพร้อมกัน

ในอนาคต ทั้งมาเลเซียและไทยต่างต้องเผชิญโจทย์ท้าทายเดียวกัน นั่นคือการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประเทศไทยจึงควรตระหนักว่า การลงทุนในความสุขของประชาชนไม่ใช่แค่เรื่องคุณธรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชาญฉลาด โดยภาคธุรกิจ ผู้วางนโยบาย และผู้นำชุมชน ควรยึดเอา “ความสุข” เป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ การประสานงานหลายภาคส่วน และการเปิดรับฟังเสียงของประชาชน

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย การสร้างความสุขในชีวิตประจำวันอาจเริ่มได้ง่ายๆ จากการสนับสนุนร้านค้าในท้องถิ่น การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน หรือการเข้าถึงแหล่งดูแลใจใกล้ตัว เช่น สวนสาธารณะ บริการให้คำปรึกษา หรือการสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ขณะที่ภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง การขยายระบบสาธารณสุขให้ครอบคลุม และการป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อวางรากฐานสังคมแห่งความสุขให้แข็งแกร่งขึ้น

โดยสรุป การที่มาเลเซียก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนดัชนีความสุขแห่งเอเชีย ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีสำหรับวงการค้าปลีก แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า การแสวงหาความสุขคือหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงสุขภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ประเทศไทยซึ่งมีทั้งรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและภาคค้าปลีกที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ย่อมมีศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะนำบทเรียนนี้มาต่อยอด เพื่อสร้างเส้นทางสู่ความสุข ความสมบูรณ์ และความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในแบบฉบับของตนเอง

แหล่งข้อมูล: The Robin Report: Good News for Retailers—Malaysia Is the Happiest Asian Country World Happiness Report The New Straits Times Bangkok Post: Thai Retailers Shift to Experience-driven Models OECD Well-being Framework