แม้จะมีความพยายามปราบปรามและแรงกดดันจากนานาชาติ แต่ตลาดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังคงคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ยารักษาโรค ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศที่ปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบนำเข้าสินค้าปลอม ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

ธุรกิจสีเทานี้สะท้อนปัญหาที่หยั่งรากลึกในภูมิภาค ดังที่สื่อ South China Morning Post ชี้ว่า ตลาดนัดและย่านการค้าต่างๆ ยังคงดาษดื่นไปด้วยสินค้าลอกเลียนแบบ ตั้งแต่นาฬิกาสวิสไปจนถึงสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่เครือข่ายผู้ค้าก็มีวิธีปรับตัวเพื่อรับมือกับการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ด้วยราคาที่ย่อมเยาและพฤติกรรมการบริโภคที่ฝังรากลึก ทำให้ตลาดมืดเหล่านี้ยังคงเติบโตต่อไปได้ (SCMP) ขณะเดียวกัน การขู่ขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ก็ยกระดับปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ให้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลกที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่นอีกต่อไป

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเรื่องนี้ลึกซึ้งกว่าแค่ความขัดแย้งทางการทูต เพราะเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านอย่างแยกไม่ออกทั้งในมิติของสินค้าถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ปรากฏการณ์ ‘สวมสิทธิ์’ สินค้าจีนที่ถูกส่งต่อผ่านอาเซียนเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้สหรัฐฯ มองว่านี่คือการบ่อนทำลายมาตรการทางการค้า ด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ จึงขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 49% ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไทยกังวลอย่างยิ่ง และได้พยายามเสนอเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามสินค้าปลอม (Reuters; SCMP)

นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง สินค้าปลอมยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าสินค้าปลอมทั่วโลกในปี 2025 อาจสูงถึง 467,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 2.5% ของการค้าโลก (OECD) ในไทย สินค้าเหล่านี้มีวางขายเกลื่อนตั้งแต่ตลาดนัดกลางคืน พื้นที่ชายแดน ไปจนถึงโลกออนไลน์ โดยมีตั้งแต่เครื่องประดับ อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งนักวิชาการด้านสาธารณสุขออกมาเตือนว่า ยาปลอมหรืออะไหล่รถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

น่าแปลกที่แม้จะผิดกฎหมาย แต่สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กลับเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง รายงาน “รายการเฝ้าระวังสินค้าปลอมปี 2025” ของสหภาพยุโรป ระบุว่าตลาดของปลอมในไทยยังคงเป็นที่นิยมสูง ทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองหาของถูกและต้องการสัมผัสบรรยากาศการชอปปิงแบบเอเชีย (Rouse) ภาพนักท่องเที่ยวที่เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของก็อปปี้ในตลาดนัดจตุจักรกลายเป็นเรื่องคุ้นตา ขณะที่ผู้ค้าออนไลน์ก็ใช้แอปพลิเคชันสนทนาที่เข้ารหัสเพื่อขยายฐานลูกค้า ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงต้องยกระดับการปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่และทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น (Thailand Locality Guide)

ในเวทีโลก บรรดาเจ้าของแบรนด์โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหรู ยังคงเดินหน้ากดดันให้รัฐบาลในภูมิภาคปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง ฟากอาเซียนเองก็ยอมรับว่าปัญหาของปลอมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนา รายงานปี 2023 ของ Transnational Alliance to Combat Illicit Trade ชี้ว่า การค้าที่ผิดกฎหมายเหล่านี้กัดกร่อนรายได้ภาษีของรัฐบาล กระทบธุรกิจสุจริต และทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้จะมีความคืบหน้าในการปราบปรามอยู่บ้าง แต่ตลาดนัด แผงลอย และด่านชายแดนยังคงเป็นพื้นที่สีเทา เพราะผลตอบแทนที่สูงยังเป็นแรงจูงใจให้ทั้งเครือข่ายอาชญากรรมและผู้ค้ารายย่อยเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ (TRACIT)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายต่างชี้ไปในแนวทางที่ต้องทำควบคู่กันไป รองผู้อำนวยการกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า “ไทยพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเข้าใจถึงอันตรายของสินค้าปลอม” ขณะที่นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่า “นอกจากการบังคับใช้กฎหมายแล้ว การปลูกฝังความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและคุณค่าของนวัตกรรมตั้งแต่วัยเรียนก็เป็นสิ่งจำเป็น”

ในระดับโลก เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และในภูมิภาค ต่างพยายามผลักดันให้มีการตรวจสอบสินค้าชายแดนที่รัดกุมขึ้น จัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข่าวกรองข้ามพรมแดน และเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของขบวนการผลิตของปลอม ช่องโหว่ทางศุลกากร และอุปสงค์จากผู้บริโภค ทำให้ต้องหันมาเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติผ่านการรณรงค์และให้ความรู้แก่ประชาชนควบคู่กันไป

ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และบทบาทการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานะศูนย์กลางการส่งผ่านสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์โดยปริยาย รายงานปี 2025 พบว่า ปริมาณสินค้าจากจีนที่ถูกส่งต่อไปยังสหรัฐฯ ผ่านไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีโดยตรง การที่ไทยมีพรมแดนติดกับกัมพูชา ลาว และเมียนมา รวมถึงมีท่าเรือน้ำลึกอย่างแหลมฉบัง ยิ่งเอื้อต่อการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งแม้จะมีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรและยกระดับมาตรการความปลอดภัย แต่การแก้ปัญหาให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง (Bangkok Post)

สำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยในไทย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้โดยตรงคือความเสี่ยงที่จะถูกจำกัดการค้ากับตลาดสหรัฐฯ ราคาสินค้านำเข้าอาจปรับตัวสูงขึ้น หรือการส่งออกอาจหยุดชะงัก ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า แม้ผลกระทบจากการขึ้นภาษีอาจไม่รุนแรงเท่าวิกฤตโควิด-19 แต่ก็อาจเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ (Reuters) อย่างไรก็ดี หากการปราบปรามสินค้าปลอมทำได้อย่างจริงจังในระยะยาว ก็จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าไทยและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและงบประมาณอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

หากมองให้ลึกลงไป ตลาดของปลอมในไทยและอาเซียนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวพันทั้งมิติของกฎหมาย ปากท้องของชาวบ้าน และวัฒนธรรมการบริโภค ผู้ค้าในตลาดนัดบางรายเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า รายได้จากการขายของปลอมคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจซบเซาหลังยุคโควิด “ลูกค้ามาที่นี่เพื่อหาของถูก เราก็ต้องหาทางดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด” พวกเขากล่าว แม้ภาครัฐจะพยายามส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้กลุ่มเปราะบาง แต่การจะทำให้พวกเขาเลิกค้าขายสินค้าเหล่านี้โดยสิ้นเชิงยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

อนาคตของปัญหานี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในระดับภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ และที่สำคัญคือการปรับทัศนคติของสังคมให้ตระหนักถึงผลเสียของการบริโภคสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ปัจจุบันเริ่มมีโครงการนำร่องในไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยาและเครื่องสำอางแบรนด์ดัง (OECD) หากระบบเหล่านี้ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่สากลได้

สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้ทันทีคือเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัย ควรมองหาสติกเกอร์รับรองคุณภาพ ฉลากโฮโลแกรม หรือ QR Code ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยควรหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มและชูจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือและเอกลักษณ์ของแบรนด์ไทย ส่วนภาครัฐก็จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายให้ทันการณ์ ปิดช่องโหว่การนำเข้า พร้อมทั้งช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบและสร้างความเข้าใจให้สังคมเห็นถึงภัยจากของปลอมอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ความท้าทายนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไทยและอาเซียนจะปรับตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงของภูมิภาคบนเวทีโลกได้สำเร็จหรือไม่ นี่ไม่ใช่แค่การไล่จับผู้ค้าเป็นครั้งคราว แต่คือการเปลี่ยนโจทย์ของทั้งระบบตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสร้างความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือในระยะยาว