เพียง ๓ ปีหลังจากไทยสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติแรกๆ ในเอเชียที่ปลดล็อกกัญชา ตอนนี้รัฐบาลกลับต้องเหยียบเบรกหัวทิ่ม หยุดกระแส “ตื่นทองสีเขียว” ด้วยกฎหมายใหม่สุดเข้มข้นที่จะจำกัดวงการกัญชาให้กลับไปอยู่ในกรอบอีกครั้ง โดยตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ เป็นต้นไป การจะซื้อกัญชาในประเทศไทยจำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น มาตรการนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อคุมการใช้กัญชาให้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงการแพทย์และสุขภาพ นับเป็นการพลิกนโยบายแบบ ๑๘๐ องศา จากที่เคยมีร้านรวงและคาเฟ่กัญชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตั้งแต่ถนนข้าวสารใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา
การกลับลำอย่างกะทันหันนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการกัญชาไทย ซึ่งเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้หลังการปลดล็อกเมื่อปี ๒๕๖๕ ที่ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของกัญชาในภูมิภาค ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระตุ้นธุรกิจรายย่อยและการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักได้ชั่วขณะ อย่างไรก็ดี หน่วยงานด้านสาธารณสุขมองว่าการเปิดเสรีที่ “ไร้การควบคุม” ได้ก่อปัญหาสังคมและสุขภาพตามมามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเยาวชนเสพติดกัญชาเพิ่มขึ้น ประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นควันรบกวนในที่สาธารณะ ไปจนถึงการลักลอบนำออกนอกประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ต่อไปนี้การซื้อขายทุกช่องทาง รวมถึงหน้าร้าน ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ร้านค้าที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องจัดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างรัดกุมและพร้อมรับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่การขายออนไลน์ ตู้จำหน่ายอัตโนมัติ หรือการโฆษณาทุกรูปแบบจะถูกสั่งห้ามโดยเด็ดขาด ปัจจุบันมีร้านขายกัญชาที่ได้รับอนุญาตทั่วประเทศกว่า ๑๘,๐๐๐ แห่ง ซึ่งต้องเลือกระหว่างการปรับตัวตามกฎใหม่ หรือยอมเสี่ยงกับการถูกปิดกิจการ โดนปรับ หรือแม้กระทั่งโทษจำคุก “ต้องเข้าใจให้ชัดว่า กัญชาอนุญาตให้ใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น” รัฐมนตรีสาธารณสุขย้ำผ่านสื่อ พร้อมเปิดเผยว่ากำลังเร่งร่างกฎหมายเพื่อนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดและกำหนดโทษการใช้เพื่อสันทนาการอีกครั้ง (CNN)
เดิมที รัฐบาลตั้งใจจะวางระบบกัญชาทางการแพทย์อย่างเข้มงวด แต่การปลดล็อกที่รวดเร็วจนเกินไปทำให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมาย ไม่สามารถออกใบอนุญาตและบังคับใช้กฎได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร้านค้าทั้งเล็กและใหญ่ ธุรกิจเกี่ยวกับกัญชา คาเฟ่ธีมกัญชา สปา หรือแม้แต่งานเทศกาลต่างๆ งอกขึ้นมาไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว จนคนดังระดับโลกอย่างนักมวยชื่อดัง ไมค์ ไทสัน ยังเข้ามาจัดกิจกรรมโปรโมตสินค้ากัญชาในไทย
แม้กระทรวงพาณิชย์เคยคาดการณ์เมื่อปี ๒๕๖๕ ว่าธุรกิจกัญชาไทยอาจมีมูลค่าสูงถึง ๑,๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ๒๕๖๘ แต่รัฐมนตรีสาธารณสุขแย้งว่าตัวเลขจริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากร้านค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระบบเงินสดที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าอุดช่องโหว่และบังคับใช้กฎหมายให้จริงจัง แม้รายได้ของรัฐอาจลดลงในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อสังคมในระยะยาวมากกว่า “ร้านที่ทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบจะยังคงอยู่รอดได้” เจ้าหน้าที่รัฐกล่าว
ในขณะที่สมาคมผู้ประกอบการและกลุ่มผู้สนับสนุนกัญชาหลายกลุ่มแสดงความกังวลว่ากฎใหม่นี้อาจทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย ร้านค้า และแรงงานรายย่อยที่เคยได้ลืมตาอ้าปากจากธุรกิจนี้ “กฎหมายที่ไม่ชัดเจนทำให้ทุกคนสับสนและกังวลไปหมด” ผู้ประกอบการร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีให้ความเห็น “น่าเสียดายมากที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่กล้าปลดล็อกศักยภาพของกัญชา แต่กลับไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุนหรือให้ความรู้กับสังคมอย่างจริงจัง”
ผู้สนับสนุนบางส่วนมองว่าการคุมเข้มที่มากเกินไปอาจผลักให้ตลาดกัญชากลับไปอยู่ใต้ดินอีกครั้ง เพิ่มปัญหาคอร์รัปชัน และกีดกันผู้เล่นรายย่อยออกจากตลาด แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายอย่างขนมผสมกัญชาที่ยังคงหาซื้อได้ทั่วไป “ถ้าเพียงแค่รัฐบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เด็ดขาด ปัญหาต่างๆ ที่อ้างว่าจะต้องแก้ในตอนนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย” นักเคลื่อนไหวด้านกัญชาแถวหน้ายืนยัน
ประเด็นการใช้ใบสั่งยาก็ถูกตั้งคำถามเช่นกัน “คนไทยรู้กันดีว่าใบรับรองแพทย์นั้นหาซื้อได้ไม่ยาก เรื่องนี้อาจกลายเป็นช่องทางทำมาหากินใหม่ให้กับแพทย์บางกลุ่ม แถมผู้บริโภคยังต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศก็ย่ำแย่อยู่แล้ว” ผู้ประกอบการในชลบุรีคนเดิมกล่าวเสริม นอกจากนี้ แม้แต่ร้านค้าที่ถูกกฎหมายเองก็ยังต้องเผชิญกับภาวะตลาดอิ่มตัว ผลผลิตล้นตลาด และราคาที่ตกต่ำอย่างหนัก
ปัญหาสังคมเรื่องกลิ่น ควัน การเสพติด และการเข้าถึงของเยาวชนได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ถึงขนาดที่จังหวัดภูเก็ตมีการเสนอให้จัดตั้ง “โซนนิ่ง” คล้ายกับในสหรัฐอเมริกา เพื่อควบคุมพื้นที่จำหน่ายกัญชาอย่างเข้มงวด ซึ่งรัฐมนตรีสาธารณสุขได้อธิบายว่ายุทธศาสตร์ในตอนนี้คือ “ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน” ไม่ใช่การสั่งปิดร้านกัญชาทั้งหมด แต่เป็นการจัดระเบียบให้ใช้เพื่อการรักษาเท่านั้น
ปัญหาการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศได้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากไทยมีภาพลักษณ์เป็นดินแดนเสรีกัญชา ทำให้นักท่องเที่ยวที่พกกัญชาออกนอกประเทศถูกจับกุมมากขึ้น ข้อมูลจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ ถึงมีนาคม ๒๕๖๘ มีผู้ถูกจับกุมข้อหาลักลอบขนกัญชากว่า ๘๐๐ ราย และยึดของกลางได้มากกว่า ๙ ตัน ทำให้รัฐบาลไทยและอังกฤษต้องตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อคุมเข้มตามแนวชายแดน (CNN)
ในแง่การเมืองก็ยังคงวุ่นวาย ความพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมกัญฉาภาพรวมต้องสะดุดลงเพราะความขัดแย้งทางการเมือง แม้ในช่วงแรกพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งจะเป็นหัวหอกนำนโยบายปลดล็อกกัญชา แต่หลังจากถอนตัวออกจากรัฐบาล ทิศทางนโยบายก็พลิกกลับมาเป็นการคุมเข้มอีกครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีสาธารณสุขเองก็ยอมรับว่ากระบวนการออกกฎหมายใหม่อาจต้องใช้เวลาพอสมควร
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความไม่แน่นอนทางกฎหมายอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่สุจริต ทำให้ไม่กล้าลงทุน ในขณะที่ผู้ค้าผิดกฎหมายกลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก “หากไม่มีกฎหมายควบคุมที่ชัดเจน การลงทุนในธุรกิจหรือสินค้าควบคุมย่อมมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะในประเทศไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือสารควบคุม ยิ่งต้องมีกฎหมายที่รัดกุม” รัฐมนตรีสาธารณสุขให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
ในมุมมองด้านสาธารณสุขและสังคมไทย ปมกัญชาเป็นเรื่องซับซ้อนที่หยั่งรากลึกมานาน จากที่เคยเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ในตำรับยาหรือช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยในชนบทมาหลายชั่วอายุคน แต่การบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดและทิศทางนโยบายโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายของไทยต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง ประสบการณ์ ๓ ปีหลังการปลดล็อกได้สะท้อนให้เห็นว่า การขาดระบบกำกับดูแลและการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ทำให้ปัญหาการเสพติด การเข้าถึงของเยาวชน และตลาดมืด แพร่หลายเร็วกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตั้งความหวังไว้
บทเรียนสำคัญสำหรับคนไทยคือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของร้านกัญชาที่แม้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่เคยฝันว่ากัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ก็ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะภาพลักษณ์ของไทยที่เคยถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของสายเขียว กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นหนึ่งในประเทศที่คุมเข้มที่สุด รัฐมนตรีสาธารณสุขย้ำชัดว่า “ประเทศไทยไม่ควรเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย มากกว่าจะมาเพื่อความมึนเมา”
เมื่อมองไปข้างหน้า การเดินทางของนโยบายกัญชาไทยถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับหลายประเทศ การเปิดเสรีจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการวางกฎกติกา การกำกับดูแล และการสื่อสารกับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นอาจสร้างผลเสียต่อสังคมมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ หากสภาฯ เดินหน้ากลับไปบัญญัติกฎหมายให้กัญชามีโทษอีกครั้ง ผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างชาติและความเป็นอยู่ของเกษตรกรและร้านค้ารายย่อยอาจรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่มุมมองต่อกัญชาทั่วโลกยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ณ เวลานี้ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎใหม่อย่างเคร่งครัด โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ก่อนซื้อกัญชาและเลือกร้านค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาอย่างมีความรับผิดชอบ และร่วมกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสเมื่อพบการกระทำผิด เพื่อให้สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
แหล่งข้อมูล: CNN