ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยล่าสุดบริการส่งอาหารได้กินส่วนแบ่งตลาดร้านอาหารในภูมิภาคไปแล้วถึง 23% ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวจากปี 2562 ข้อมูลจาก Euromonitor International ที่เปิดเผยผ่าน Retail Asia ชี้ให้เห็นว่ากระแสดิจิทัลและความสะดวกสบายกำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว

สำหรับคนไทย การเติบโตของบริการส่งอาหารเป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน ไม่กี่ปีก่อนเราอาจยังคุ้นเคยกับการเดินจ่ายตลาดหรือแวะทานอาหารที่ร้านข้างทาง แต่ปัจจุบัน ภาพไรเดอร์ของ Grab, Foodpanda หรือ Robinhood ที่วิ่งส่งอาหารทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนแปลงนี้เร็วขึ้นไปอีก แนวโน้มนี้ไม่เพียงสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของร้านอาหาร เชฟ พนักงานส่งอาหาร และระบบนิเวศของธุรกิจอาหารในไทยทั้งระบบ

ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริการอาหารทั่วโลกถึง 40% คิดเป็นมูลค่าราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6% จากปี 2566 และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว (Retail Asia) โดยเฉพาะบริการส่งอาหารถึงบ้านที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต จากที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของตลาดในปี 2562 พุ่งขึ้นเป็น 23% ในปี 2567 ขณะที่ภาพรวมตลาดโลก บริการส่งอาหารคิดเป็น 21% ของตลาดในปีนี้ เทียบกับเพียง 9% เมื่อ 5 ปีก่อน

แม้หลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทยจะต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจร้านอาหารกลับฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ในปี 2567 ยอดขายรวมของธุรกิจบริการอาหารทั่วโลกเติบโต 5.5% แตะระดับ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะยังคงเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% ไปจนถึงปี 2572 สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการอาหารที่สะดวกสบายยังคงแรงดีไม่มีตก

ผู้เชี่ยวชาญระดับอาวุโสของ Euromonitor วิเคราะห์ว่า “ผู้บริโภคยังคงกังวลเรื่องค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจ แม้ยอดการใช้จ่ายโดยรวมจะกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด แต่อำนาจซื้อที่แท้จริงยังคงมีจำกัด ทำให้หลายคนต้องเลือกเมนูที่คุ้มค่ากว่าเดิม หรือรอจังหวะโปรโมชันดีๆ ก่อนตัดสินใจสั่ง” สถานการณ์นี้เห็นได้ชัดในไทย ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาเป็นอันดับต้นๆ และแอปพลิเคชันต่างๆ ก็แข่งขันกันออกโปรโมชัน ทั้งโค้ดส่วนลด ค่าส่งฟรี หรือระบบสะสมแต้มเพื่อดึงดูดลูกค้า

รายงานยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 บริการส่งอาหารในเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวจนมีสัดส่วนถึง 26% ของตลาด ขณะที่การนั่งทานในร้านจะยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่ 64% ที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์ผ่าน “ซูเปอร์แอป” อย่าง Grab, LINE MAN Wongnai และแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ทำให้การสั่งอาหารกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง นักเรียนนักศึกษา และครอบครัว

ส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้มาจากกลยุทธ์ส่งเสริมการขายของแอปพลิเคชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมแต้มเพื่อรับส่วนลด โปรโมชันค่าอาหารหรือค่าส่งฟรีในช่วงเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด หรือแม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยว ต่างก็ปรับตัวด้วยการออกเมนูขนาดเล็กลงในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อตอบสนองต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วภูมิภาค

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลนี้นับเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ที่ต้องปรับตัวเพื่อเข้าถึงลูกค้าออนไลน์มากขึ้น ทบทวนกลยุทธ์ราคา พัฒนาเมนูใหม่ๆ และลงทุนในเครื่องมือดิจิทัล รวมถึงสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มส่งอาหารอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญจาก Euromonitor แนะนำว่า “ร้านอาหารจำเป็นต้องสร้างคุณค่าที่มากกว่าเรื่องราคา โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดี การบริหารจัดการแบรนด์ และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างเต็มตัว”

ตลาดในไทยสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการตั้งแต่เชียงใหม่ถึงหาดใหญ่ต่างหันมาให้ความสำคัญกับเมนูและราคาสำหรับครัวกลาง (Cloud Kitchen) และร้านที่เน้นเดลิเวอรีโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวไทยที่ชื่นชอบการลองของใหม่ ก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงเมนูอาหารจากร้านต่างๆ ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดินทาง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของร้านกาแฟและชาแบบเครือข่าย (Chain) ที่กลายเป็นความหรูหราเล็กๆ ในราคาที่จับต้องได้สำหรับคนเมือง โดยในปี 2567 ตลาดร้านกาแฟและชาเฉพาะทางในภูมิภาคนี้เติบโตสูงถึง 13% มีมูลค่ารวม 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมองไปที่สิงคโปร์จะเห็นร้านรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับในไทยที่มีทั้งแบรนด์ต่างชาติและแบรนด์ท้องถิ่นขยายสาขาไปตามห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และสถานีขนส่งสาธารณะ ซึ่งล้วนเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีได้อย่างไร้รอยต่อ (Retail Asia)

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมและสังคมไทย ในด้านหนึ่ง บริการส่งอาหารช่วยให้ผู้คนเข้าถึงอาหารหลากหลายประเภทในราคาที่สมเหตุสมผล แม้ในช่วงเวลาที่ร้านอาหารต้องปิดให้บริการชั่วคราว เช่น ในช่วงการระบาดใหญ่หรือเหตุการณ์น้ำท่วม แต่อีกมุมหนึ่ง ก็มีความกังวลว่าการพึ่งพาบริการเดลิเวอรีมากเกินไปอาจทำให้วัฒนธรรมการกินข้าวร่วมกันกับครอบครัวและเพื่อนฝูงลดน้อยลง และอาจทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กของครอบครัวต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันโดยยอมเสียค่าคอมมิชชันในอัตราที่สูง

วัฒนธรรมอาหารไทยแต่ดั้งเดิมเน้นความสุขจากการได้กินอาหารร่วมกัน ไม่ว่าจะที่ร้านริมทางหรือในตลาดโต้รุ่ง มื้ออาหารคือช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัว คำถามสำคัญในวันนี้คือ เทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิถีชีวิตเหล่านี้ไปมากน้อยเพียงใด หรือจะเข้ามาสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ เช่น การแชร์ประสบการณ์กินผ่านโลกออนไลน์ หรือการสั่งเมนูเดียวกันมานั่งกินพร้อมกันผ่านหน้าจอ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เห็นได้จากการเติบโตของเพจรีวิวอาหาร คลิป “แกะกล่อง” อาหารเดลิเวอรี และฟีเจอร์สั่งอาหารแบบกลุ่มในแอปพลิเคชัน

ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญในวงการคาดว่าบริการส่งอาหารจะยิ่งล้ำสมัยและพัฒนาไปไกลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งด้วยหุ่นยนต์ โดรน หรือระบบแนะนำเมนูอัจฉริยะ (AI) ที่เริ่มมีการพัฒนาแล้วในเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะอุตสาหกรรมนี้ต้องรับมือกับความท้าทายเรื่องเงินเฟ้อ ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ และการสร้างมาตรฐานแรงงานสำหรับไรเดอร์และพนักงานในครัว นอกจากนี้ กฎระเบียบใหม่ๆ จากภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับแรงงานแพลตฟอร์มและบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนก็อาจเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดนี้ได้ในอนาคตอันใกล้

สำหรับคนไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิม เจ้าของร้านอาหาร หรือไรเดอร์ การปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญ ผู้บริโภคสามารถใช้ประโยชน์จากโปรโมชันและโปรแกรมสะสมแต้ม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนร้านอาหารในชุมชน ส่วนผู้ประกอบการก็ควรพัฒนาเมนูให้โดนใจ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ และร่วมมือกับหลายแพลตฟอร์มเพื่อขยายช่องทางการขาย พร้อมเรียนรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และแนวทางสู่ความยั่งยืน

ท้ายที่สุด ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี ประเทศไทยเองก็พร้อมที่จะต่อยอดโอกาสนี้ โดยผสมผสานเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมเข้ากับโลกสมัยใหม่ ทั้งในห้องครัว บนแอปพลิเคชัน และบนโต๊ะอาหารทั่วประเทศ

ที่มา: Retail Asia