ในแวดวงสุขภาพและการชะลอวัย ชื่อของ “สเปอร์มิดีน” กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ด้วยข้อมูลวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศที่ชี้ตรงกันว่า สเปอร์มิดีนมีบทบาทสำคัญในการดูแลทั้งสมอง หัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงช่วยให้เส้นผมดกดำ จนหลายคนยกให้เป็น “สุดยอดสารอาหารชะลอวัย” ที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ แถมยังหาได้ง่ายในอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันดี
กระแสของสเปอร์มิดีนกลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับสื่อใหญ่ของสหรัฐฯ ว่า สเปอร์มิดีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการ “ออโตฟาจี” (Autophagy) หรือกลไก “กินตัวเอง” ของเซลล์เพื่อกำจัดของเสียและรีไซเคิลส่วนที่เสียหาย ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อม ลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตสเปอร์มิดีนได้น้อยลง ทำให้การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสเปอร์มิดีนกลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ (nypost.com)
ความจริงแล้ว เราพบสเปอร์มิดีนได้ทั้งในร่างกายของเราเองและในอาหารหลากหลายชนิด เช่น จมูกข้าวสาลี ถั่วเหลือง ชีสหมัก เห็ด และถั่วลันเตา สำหรับคนไทย แหล่งอาหารที่อุดมด้วยสเปอร์มิดีนนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้ เต้าเจี้ยว เห็ดนานาชนิด รวมถึงผักอย่างบร็อคโคลี่ นอกจากนี้ สารอาหารชนิดนี้ยังมีปริมาณสูงเป็นพิเศษในอาหารหมักดองและชีสที่ผ่านการบ่ม ซึ่งแม้จะพบไม่บ่อยในอาหารไทยดั้งเดิม แต่ก็เริ่มเป็นที่นิยมในเมนูฟิวชั่นยุคใหม่
คุณประโยชน์ของสเปอร์มิดีนมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับในหลายด้าน เช่น งานวิจัยในสัตว์ทดลองจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกพบว่า สเปอร์มิดีนช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันในหนูสูงวัยให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสามารถป้องกันตัวเองจากเซลล์มะเร็ง เชื้อโรค และโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองได้ดีขึ้น “เมื่อภูมิคุ้มกันแข็งแรง เราก็จะป้องกันมะเร็งและการติดเชื้อได้ สเปอร์มิดีนยังโดดเด่นเรื่องการลดการอักเสบ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง” แพทย์จากอังกฤษอธิบาย ซึ่งภาวะอักเสบเรื้อรังนี้ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในสังคมไทยและเชื่อมโยงกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ประเด็นนี้จึงน่าสนใจสำหรับคนไทยเป็นพิเศษ (nypost.com; PubMed)
งานวิจัยชิ้นใหม่เมื่อปี ๒๕๖๖ ยังชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติของสเปอร์มิดีนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพฮอร์โมนและภาวะเจริญพันธุ์ โดยพบว่าสเปอร์มิดีนช่วยปรับปรุงคุณภาพไข่ในหนูสูงวัย และเพิ่มประสิทธิภาพของฮอร์โมนทั้งในเพศชายและหญิง ในการศึกษาที่ให้อาสาสมัครรับประทานสเปอร์มิดีนเสริม พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ชายบางคนมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงขึ้นถึง ๕๐% ส่วนผู้หญิงก็มีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เอสโตรเจน และสารตั้งต้นฮอร์โมนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน บางรายยังพบว่าอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนลดลง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการที่เซลล์กระเพาะปัสสาวะได้รับการฟื้นฟู
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าจะถูกใจใครหลายคน คือสเปอร์มิดีนอาจช่วยชะลอการเกิดผมหงอกและกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม เพราะมันช่วยยืดระยะการเจริญเติบโตของรากผม และส่งเสริมการสร้างเมลานินซึ่งเป็นเม็ดสีผมตามธรรมชาติ “สเปอร์มิดีนช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้นและหงอกช้าลง” ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน แม้จะยังต้องการงานวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติม แต่สรรพคุณด้านนี้ก็สร้างความสนใจอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพและความงามแบบธรรมชาติ
นอกจากนี้ สเปอร์มิดีนยังมีผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่าส่งผลดีต่อสมองและหัวใจ ผลการทดลองชิ้นหนึ่งในปี ๒๐๒๐ ระบุว่าสารนี้ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำถดถอย และปัญหาการเคลื่อนไหวในสัตว์ทดลอง โดยเปรียบกระบวนการออโตฟาจีเสมือน “ทีมเก็บขยะ” ในสมอง หากไม่มีการกำจัดของเสียออกไป การทำงานของสมองก็จะผิดเพี้ยนและนำไปสู่ความเสื่อมในที่สุด แพทย์จากอังกฤษให้ความเห็น (PubMed) ส่วนด้านสุขภาพหัวใจ งานวิจัยในปี ๒๕๖๑ รายงานว่าสเปอร์มิดีนช่วยให้การทำงานของหัวใจในหนูดีขึ้น และเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจในมนุษย์ โดยเน้นไปที่การดูแลเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นเซลล์พิเศษที่ฟื้นตัวช้าและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเต้นของหัวใจ
อีกประเด็นที่น่าจะสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของคนไทยในยุคนี้ ซึ่งเผชิญกับภาวะไขมันพอกตับจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตมากขึ้น คือข้อมูลที่ว่าสเปอร์มิดีนอาจช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ปรับปรุงค่าทางเมตาบอลิซึม และส่งผลดีต่อระดับคอเลสเตอรอล (ScienceDirect) หากผลลัพธ์นี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยระยะยาวกับมนุษย์ ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคกลุ่มเมตาบอลิซึมในอนาคต
แล้วต้องกินเท่าไหร่ถึงจะพอดี? นักวิจัยแนะนำว่าควรบริโภคสเปอร์มิดีนประมาณ ๑ มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการได้รับจากอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แม้ปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสเปอร์มิดีนวางขาย แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังแนะนำให้เน้นการรับประทานอาหารจากธรรมชาติที่มีใยอาหารสูงควบคู่กันไป โดยอาหารที่มีสเปอร์มิดีนสูง ได้แก่ เห็ด ถั่วชนิดต่าง ๆ (โดยเฉพาะถั่วลันเตาและถั่วเหลือง) ผักโขม และบร็อคโคลี่ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบอาหารตะวันตก ชีสที่ผ่านการบ่มซึ่งเริ่มพบได้ในเมนูฟิวชั่นของไทยก็เป็นอีกแหล่งสำคัญ โดยงานวิจัยในวารสาร Nature Medicine ปี ๒๕๕๙ พบว่าหนูทดลองที่กินชีสบ่มมีอายุยืนยาวกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสเปอร์มิดีน (Nature Medicine)
หลายคนอาจสงสัยเรื่องการได้สเปอร์มิดีนจากสเปิร์มของมนุษย์โดยตรง แม้จะมีความเข้มข้นสูงจริง แต่แนวทางนี้ไม่เป็นที่ยอมรับและไม่เหมาะสมในสังคมไทย อีกทั้งคุณภาพยังขึ้นอยู่กับสุขภาพของเจ้าของอีกด้วย ดังนั้น คำแนะนำหลักจึงยังคงเป็นการบริโภคจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้มาตรฐาน
เมื่อมองในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว นโยบายภาครัฐและวงการสาธารณสุขต่างกำลังมองหาทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อลดภาระจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี สเปอร์มิดีนจึงเป็นอีกหัวข้อที่น่าสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาคำแนะนำด้านโภชนาการและไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย
วิถีการกินดั้งเดิมของไทยที่คุ้นเคยกับพืชผักและอาหารหมักดองอยู่แล้ว ก็ถือว่าสอดคล้องกับคำแนะนำนี้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากกรมการแพทย์เคยให้ข้อมูลเตือนผู้บริโภคไม่ให้พึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป และสนับสนุนให้ยึดหลัก “กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่เป็นพื้นฐาน” (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ดังนั้น การนำความรู้เรื่องสเปอร์มิดีนมาปรับใช้จึงต้องพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย
ในอนาคต สเปอร์มิดีนจะยังคงเป็นที่จับตาของทั้งแวดวงวิชาการและธุรกิจสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อมีผลการวิจัยในมนุษย์ระยะยาวที่ชัดเจนมากขึ้น การเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสเปอร์มิดีนทั้งในไทยและต่างประเทศ ยิ่งทำให้การกำกับดูแลด้านคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ดังนั้น คำแนะนำสำหรับคนไทยในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชที่มีสเปอร์มิดีนสูงในมื้ออาหาร เช่น เห็ด ถั่วเหลือง และผักใบเขียว ควบคู่กับการกินอาหารที่หลากหลาย สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ควรตัดสินใจทานเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยาเป็นประจำ การยึดหลักความสมดุลและใช้วิจารณญาณ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงานของ New York Post, ฐานข้อมูลวิชาการ PubMed, วารสาร Nature Medicine และแนวทางของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา