กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียลทั้งในไทยและต่างประเทศ เมื่อหลายคนเพิ่งถึงบางอ้อว่าตัวอักษร ‘G’ ในคำว่า ‘5G’ ที่คุ้นตากันดีนั้น แท้จริงแล้วย่อมาจากคำว่า “เจเนอเรชั่น” (Generation) หรือ “รุ่น” ซึ่งไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่คิด สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของ Daily Mail ที่ระบุว่าผู้คนจำนวนมากเพิ่งทราบที่มาของชื่อ 5G แม้จะใช้งานเทคโนโลยีนี้กันมาสักพักแล้วก็ตาม
การทำความเข้าใจว่า 5G คืออะไร ไม่ใช่แค่เกร็ดความรู้ทั่วไป แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของคนไทยอย่างเต็มรูปแบบ หากย้อนดูวิวัฒนาการตั้งแต่ 1G ที่เป็นโทรศัพท์เสียง มาจนถึง 4G ที่ทำให้เราดูวิดีโอความละเอียดสูงได้แบบไม่สะดุด จะเห็นว่าทุกการเปลี่ยนผ่านของแต่ละ “G” ได้พลิกโฉมวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน 5G กำลังขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่นำเสนอความเร็วที่เหนือกว่าและการเชื่อมต่อที่เสถียร แต่ยังเป็นประตูสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้าน เมืองอัจฉริยะ หรือ Internet of Things (IoT) การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี
ข้อมูลจาก สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า โครงข่าย 5G ได้เริ่มให้บริการในไทยมาตั้งแต่ปี 2563 โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ และเขตนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ถึงจะเปิดตัวมานานแล้ว ศัพท์เทคนิคในวงการโทรคมนาคมก็ยังสร้างความสับสนได้เสมอ ซึ่งตัว ‘G’ ที่ว่านี้ก็คือ “เจเนอเรชั่น” ที่หมายถึงเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายยุคที่ 5 นั่นเอง โดยแต่ละยุคล้วนมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น 3G เป็นยุคที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ, 4G ทำให้การดูวิดีโอความละเอียดสูงเป็นเรื่องง่าย ส่วน 5G นอกจากจะเร็วกว่าเดิมมหาศาล ยังรองรับการเล่นเกมแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่ระบบการแพทย์ทางไกล ด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิมหลายสิบเท่า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Wikipedia)
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมของไทยมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจำนวนมากจะสับสนกับศัพท์เทคนิคเหล่านี้ โดยตัวแทนจากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายใหญ่รายหนึ่งให้ความเห็นว่า “คำย่อหรือศัพท์เทคนิคบางคำกลายเป็นคำติดปากที่ใครๆ ก็ใช้ แต่ลึกๆ แล้วอาจไม่มีใครเข้าใจความหมายทั้งหมด การสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้เราใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ” ขณะที่นักวิจัยด้านโทรคมนาคมจากมหาวิทยาลัยของรัฐเสริมว่า “ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริโภคในเมืองส่วนใหญ่ยังสับสนระหว่าง 4G, LTE, WiFi หรือ 5G และมักเข้าใจผิดจากคำโฆษณามากกว่าข้อมูลทางเทคนิคจริงๆ การให้ความรู้ที่ชัดเจนจะช่วยให้คนเลือกใช้บริการได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น”
การที่ไทยพัฒนา 5G ได้เร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (อ้างอิงจาก Bangkok Post) ภาครัฐจึงเร่งเดินหน้าโครงการโรงพยาบาลอัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ และระบบขนส่งอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องพึ่งพาเทคโนโลยี 5G ที่รวดเร็วและตอบสนองได้ทันที อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนยังคงตามไม่ทันเทคโนโลยีเท่าใดนัก เพราะรายงานผลสำรวจของ กสทช. ในปี 2566 พบว่ามีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตอบถูกว่าตัว ‘G’ ใน 5G หมายถึงอะไร หรือสามารถอธิบายข้อดีของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ๆ ได้
ประเด็นนี้ส่งผลโดยตรงต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศไทย เพราะหากคนในสังคมมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้เต็มที่ เช่น โครงการอบรมทักษะดิจิทัล หรือสิทธิ์ในการซื้ออุปกรณ์รุ่นใหม่ในราคาพิเศษ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเกราะป้องกันภัยจากข่าวปลอมและการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวลือด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับ 5G ซึ่งเคยแพร่ระบาดอย่างหนักทั้งในต่างประเทศและในไทย (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Reuters)
ที่ผ่านมา เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา คนไทยมักจะรู้จักเพียงภาพรวมภายนอก อย่างในยุค 3G หลายคนสนใจแค่เรื่องการเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องอินเทอร์เน็ตบนมือถืออย่างถ่องแท้ หรือพอมาถึงยุค 4G คำศัพท์อย่าง LTE หรือบรอดแบนด์ ก็ยังคงสร้างความสับสนให้ใครหลายคน
สำหรับอนาคต นักวิชาการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่าสถาบันการศึกษา สื่อ และผู้ให้บริการเครือข่ายต้องร่วมมือกันยกระดับความเข้าใจในสังคม โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ควรเริ่มอธิบายเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ให้เด็กๆ ฟัง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้คนรุ่นใหม่ “ถ้าทุกคนเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีแต่ละยุคแตกต่างกัน ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ในมือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น”
เมื่อได้รู้กันแล้วว่า 5G คือเครือข่ายมือถือ “รุ่นที่ 5” ครั้งหน้าที่เห็นป้ายโฆษณาหรือสัญลักษณ์ “5G” บนหน้าจอมือถือ ลองชวนคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือลูกหลาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันง่ายๆ และที่สำคัญ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากผู้ให้บริการอย่างสม่ำเสมอ หากเจอศัพท์เทคนิคที่ไม่เข้าใจ ก็อย่าลังเลที่จะถาม เพราะการสร้างทักษะดิจิทัลที่ดีเริ่มต้นได้จากความสงสัยเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้เอง
แหล่งข้อมูล: Daily Mail, Wikipedia, Bangkok Post, Reuters, สำนักงาน กสทช.