เคยสงสัยไหมว่าอะไรคือแก่นแท้ของความ “คูล”? ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ไขปริศนานี้แล้ว และน่าสนใจว่าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นที่ยอมรับเหมือนกันทั่วโลก งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental Psychology ค้นพบว่าผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา จีน ไนจีเรีย ไปจนถึงเยอรมนี ต่างมองตรงกันว่าบุคลิกภาพ ๖ ประการคือสิ่งที่นิยามความเป็นคน “คูล” การค้นพบนี้กำลังเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่ออิทธิพลของสื่อกระแสหลัก สังคม และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมค่านิยมยุคใหม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเยาวชนไทย ระบบการศึกษา และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน
แนวคิดเรื่อง “ความคูล” นั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังและน่าค้นหาในสังคมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติที่น่าอิจฉา เป็นตัวกำหนดเทรนด์แฟชั่น หรือแม้แต่มีผลต่อความสัมพันธ์ของผู้คน ล่าสุด ทีมวิจัยจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกันได้พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าภาพจำของคน “คูล” นั้นคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ เบอร์ลิน หรือบัวโนสไอเรส “ใครๆ ก็อยากเป็นคนคูล หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากถูกมองว่า ‘เชย’ สังคมเองก็ต้องการคนแบบนี้ เพราะพวกเขากล้าที่จะท้าทายขนบเดิมๆ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ และขับเคลื่อนวัฒนธรรมให้ก้าวไปข้างหน้า” นักวิจัยชาวออสเตรเลียจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ (The Independent)
งานวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลาเก็บข้อมูลนานกว่า ๔ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑–๒๕๖๕ โดยสำรวจผู้ใหญ่เกือบ ๖,๐๐๐ คนใน ๑๓ ประเทศทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ชิลี จีน ฮ่องกง เยอรมนี อินเดีย เม็กซิโก ไนจีเรีย สเปน แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี ผู้เข้าร่วมถูกขอให้นึกถึงคนที่พวกเขามองว่า “คูล” “ไม่คูล” “ดี” หรือ “ไม่ดี” จากนั้นจึงประเมินคุณลักษณะและค่านิยมต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะแม้จะมาจากต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรม แต่ภาพของคนคูลกลับมีคุณสมบัติเด่น ๖ ข้อที่ตรงกัน คือ กล้าแสดงออก รักสนุก มีอิทธิพล ชอบผจญภัย เปิดกว้าง และเป็นตัวของตัวเอง
นักวิจัยยังพบว่าความ “คูล” ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น “คนดี” หรือเป็นที่รักของทุกคนเสมอไป คนที่ถูกมองว่าคูลมักมีบุคลิกที่สนุกสนาน กล้าท้าทาย และรักอิสระ ในขณะที่ “คนดี” ในสายตาคนส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม รักความมั่นคง อบอุ่น เห็นอกเห็นใจ มีความรับผิดชอบ และสุขุมเยือกเย็น ช่องว่างนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมดาราหรือบุคคลสาธารณะสายคูลจึงมักเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงหรือจุดประเด็นถกเถียงในสังคม ในขณะที่คนดีมักจะสร้างภาพลักษณ์ที่มั่นคงและกลมเกลียว
ภาพลักษณ์ของความคูลยุคใหม่มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปจากอดีต โดยมีรากฐานมาจากการเป็นขบถของนักดนตรีแจ๊สผิวสีในยุค 1940 ต่อเนื่องมาถึงยุคบีทนิกในทศวรรษ 1950 แต่ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกัน แนวคิดนี้ได้ขยายวงกว้างออกไปไกล โดยได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากอุตสาหกรรมแฟชั่น ดนตรี และภาพยนตร์จากฝั่งตะวันตก ทำให้คุณสมบัติของความคูลกลายเป็นกระแสสากลและ “ขายได้” มากขึ้น “แม้ความคูลจะเปลี่ยนโฉมไปตามยุคสมัย แต่แก่นของความโดดเด่นยังคงอยู่ เพียงแต่มันถูกนำไปปรับใช้ในบริบทที่หลากหลายขึ้น” นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวถึงนัยยะที่มีต่อวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่
สำหรับบริบทของสังคมไทยที่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างลำดับชั้น ค่านิยมส่วนรวม และความคาดหวังของครอบครัว ท่ามกลางกระแสโลกที่ทรงอิทธิพลต่อวัยรุ่น งานวิจัยนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า เยาวชนไทยกำลังซึมซับมาตรฐานความคูลแบบสากลมาแทนที่ค่านิยม “ความดี” แบบดั้งเดิมหรือไม่? บรรดาครูและนักสังเกตการณ์วัฒนธรรมเริ่มแสดงความกังวลว่าเด็กรุ่นใหม่หันมายกย่องบุคลิกที่เป็นอิสระและความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยมีแรงบันดาลใจจากศิลปินเกาหลีหรืออินฟลูเอนเซอร์ชาวตะวันตก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรม ภาษา และอัตลักษณ์ “ทุกวันนี้ นักเรียนชื่นชมความมั่นใจและการแสดงออกของตัวเองมากกว่าสมัยก่อน และมักจะเลียนแบบศิลปิน K-pop กับคนดังฝั่งตะวันตกกันมากขึ้น” เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการรายหนึ่งให้ความเห็น “สิ่งนี้ท้าทายวิธีการปลูกฝังความสุภาพอ่อนน้อมและความเคารพที่สังคมไทยคุ้นเคย”
ในอีกมุมหนึ่งก็มีเสียงสนับสนุนว่าคุณสมบัติสากลเหล่านี้กลับสร้างโอกาสใหม่ๆ ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์อย่างไทย ไม่ว่าจะเป็นวงการแฟชั่น ภาพยนตร์ หรือคอนเทนต์ดิจิทัล การเปิดรับความกล้าที่จะทดลองและมุมมองที่แตกต่างได้นำไปสู่ผลงานที่สดใหม่และหลากหลาย “ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยทั้งในด้านอาหาร แฟชั่น และดนตรี ก็มีภาพของความคูลแบบสากลนี้ซ่อนอยู่ เพราะมันขับเคลื่อนด้วยความกล้าคิดกล้าทำ” นักวิจัยจากคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งให้มุมมอง “ถ้าเราเข้าใจว่าคุณสมบัติแบบไหนที่โดนใจวัยรุ่น ก็จะสามารถนำไปออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้หรือการสื่อสารรณรงค์ด้านสุขภาพที่ตรงจุดมากขึ้น”
สำหรับ ๖ คุณสมบัติที่นิยามความคูลในระดับสากล มีดังนี้
๑. ความกล้าแสดงออก (Extroversion): มีพลังเมื่ออยู่กับผู้คน ชวนคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมได้ ๒. รักสนุก (Hedonism): มองหาความสุขและความรื่นรมย์ให้กับชีวิต ๓. ความมีอิทธิพล (Power): มีความมั่นใจในตัวเองและสามารถโน้มน้าวผู้อื่นได้ ๔. ชอบผจญภัย (Adventurousness): กล้าเสี่ยงและพร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ๕. เปิดกว้าง (Openness): ยอมรับแนวคิดหรือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นเคย ๖. เป็นตัวของตัวเอง (Autonomy): มีความคิดเป็นอิสระและใช้ชีวิตในแบบของตนเอง
แม้คุณสมบัติบางอย่างเช่น “การเปิดกว้าง” อาจเชื่อมโยงกับความเป็นคนดีได้บ้าง แต่นักวิจัยย้ำว่าสองกลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน คนคูลมักเป็นผู้ท้าทายกรอบเดิมๆ เป็นผู้จุดประกายการเปลี่ยนแปลง หรือสร้างวัฒนธรรมใหม่ ในขณะที่คนที่ถูกยกย่องว่าเป็น “คนดี” มีบทบาทในการรักษาธรรมเนียมปฏิบัติและความมั่นคงของสังคม ประเด็นนี้จึงเกี่ยวโยงกับการถกเถียงในสังคมไทยเรื่องการเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่ การปฏิรูปการศึกษา และการสร้างอัตลักษณ์ชาติอย่างลึกซึ้ง
ประวัติศาสตร์ของความคูลในไทยเองก็มีการหยิบยืมอิทธิพลตะวันตกมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง เช่น การไหว้ที่ถูกศิลปินชื่อดังปรับท่าทางให้น่ารักขึ้น หรือภาษาของวัยรุ่นที่ผสมคำไทย-อังกฤษ ซึ่งสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับวัฒนธรรมโลก ครูในโรงเรียนหลายแห่งมองเห็นทั้งศักยภาพและปัญหา เมื่อเด็กยุคดิจิทัลชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ แต่ขณะเดียวกันก็กังวลถึงแรงกดดันที่ต้องปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับ “นักเรียนไทยต้องรับมือทั้งมาตรฐานความคูลแบบโลกและคุณค่าที่เรียนรู้มาจากบ้านและวัด บางครั้งมันก็ไปด้วยกันได้ แต่ก็บ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งในใจ” นักแนะแนวจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังในกรุงเทพฯ เปิดเผย
ข้อค้นพบเหล่านี้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับพ่อแม่ ครู และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ เทคนิคการสร้างแรงจูงใจแบบใหม่คือการออกแบบกิจกรรมหรือบทเรียนที่สอดรับกับธรรมชาติที่กล้าคิดกล้าลองของวัยรุ่น แทนที่จะมองว่าความคูลเป็นภัยคุกคามต่อค่านิยมเดิม “ถ้าเราชี้นำให้เด็กๆ ใช้ความอยากรู้อยากลองไปในทางที่สร้างสรรค์ เช่น ฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น ก็จะทำให้กิจกรรมเหล่านั้นมีความหมายกับพวกเขามากขึ้น” ที่ปรึกษาด้านการปฏิรูปการศึกษาแนะนำ ในขณะที่แคมเปญด้านสุขภาพก็เริ่มนำภาพลักษณ์ของความคูลมาปรับใช้ เช่น โฆษณารณรงค์เรื่องสุขภาพจิต การลดสูบบุหรี่ หรือการขับขี่ปลอดภัย ซึ่งได้ผลดีในหลายพื้นที่
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมโลก ไม่ว่าจะเป็นกระแส K-pop หรือ #TikTok การทำความเข้าใจแก่นแท้ของความคูลก็ยิ่งทวีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ได้เตือนไว้ว่า การเป็นคนคูลอาจไม่ได้หมายถึงการเป็นคนดีเสมอไป เพราะคนดังที่ดูเท่หลายคนก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีด้านศีลธรรม และการให้ความสำคัญกับอิสรภาพส่วนตนมากเกินไปอาจขัดแย้งกับประโยชน์ของส่วนรวม “ความคูลเป็นทั้งเครื่องมือและกรอบอ้างอิงทางสังคม” นักวิจัยสรุป ผู้บริหารและนักวางนโยบายของไทยจึงควรดึงเสน่ห์ของความคูลมาใช้ประโยชน์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณค่าเรื่องน้ำใจ ความสามัคคี และความรับผิดชอบต่อสังคมในแบบไทย
หัวใจสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทยคือ การเรียนรู้ที่จะชื่นชมความกล้าแสดงออกและความเป็นอิสระ โดยยังคงอยู่ในกรอบของความเคารพ ความเห็นอกเห็นใจ และการคำนึงถึงส่วนรวม พ่อแม่และครูควรเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับต้นแบบที่ดีและค่านิยมใหม่ๆ อย่างเข้าใจและยืดหยุ่น ส่วนเยาวชนที่อยากจะแตกต่าง ก็ต้องไม่ลืมว่าความคูลที่แท้จริงไม่ใช่แค่การตามกระแส แต่คือการเป็นผู้นำทางความคิดที่สร้างสรรค์ กล้าหาญ และยังคงยึดมั่นในคุณธรรม
ผู้ที่สนใจสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ Journal of Experimental Psychology (บทสรุปทาง The Independent) และคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า “ความคูล” ระลอกใหม่ของไทยจะมีทิศทางเป็นอย่างไรในอนาคต