งานวิจัยระดับโลกที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine ยืนยันว่า การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการรักษามะเร็ง สามารถลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำและลดอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้รอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้อาจพลิกโฉมแนวทางการดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งในหลายประเทศรวมถึงไทย โดยพบว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ สามารถลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาได้ถึง ๒๘% และลดความเสี่ยงเสียชีวิตลงถึง ๓๗% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เทียบเคียงได้กับการใช้ยารักษาชั้นนำ แต่ทั้งหมดนี้มาจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตล้วน ๆ (อ่านเพิ่มเติมจาก CNN)
การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวชาวไทย เนื่องจากมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมอบความหวังว่า นอกเหนือจากการรักษาหลักอย่างการผ่าตัด ฉายรังสี หรือเคมีบำบัดแล้ว “การเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน” หากทำอย่างมีแบบแผนและได้รับการติดตาม ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทรงพลังในการปกป้องสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งได้
ในการวิจัยนี้ นักวิจัยได้ติดตามผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ ๓ หรือระยะที่ ๒ ชนิดความเสี่ยงสูงเกือบ ๙๐๐ คน ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการรักษาทางการแพทย์ เป็นเวลานานเฉลี่ย ๘ ปี ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกได้รับเพียงคำแนะนำพื้นฐานด้านอาหารและการออกกำลังกายทั่วไป ซึ่งคล้ายกับแนวทางปฏิบัติในโรงพยาบาลไทย ส่วนอีกกลุ่มได้เข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีโค้ชดูแล มีอุปกรณ์ช่วยติดตาม และมีการตั้งเป้าหมายร่วมกัน
โปรแกรมออกกำลังกายดังกล่าวมีการโค้ชส่วนตัวทุก ๒ สัปดาห์ในช่วง ๖ เดือนแรก และปรับเป็นเดือนละครั้งหลังจากนั้น ซึ่งคล้ายกับโครงการสุขภาพชุมชนในไทย แต่มีความเข้มข้นและต่อเนื่องกว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายจะได้รับการวัดสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดเป็นระยะ และพบว่าสมรรถภาพทางกายดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบตลอดระยะเวลาติดตามผล พบว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายมีผู้ที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำเพียง ๙๓ คน ขณะที่กลุ่มควบคุมมีถึง ๑๓๑ คน ด้านอัตราการเสียชีวิต กลุ่มออกกำลังกายมีผู้เสียชีวิต ๔๑ คน เทียบกับ ๖๖ คนในกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่า “การเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย” สามารถช่วยชีวิตคนได้จริง
จุดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้คือการออกแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ซึ่งติดตามผลในระยะยาว ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในวงการวิจัย ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าการศึกษาเชิงสถิติหรือการเก็บข้อมูลย้อนหลัง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินและสาธารณสุขจากต่างประเทศท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “หากมียาตัวใหม่ที่ให้ผลลัพธ์เช่นนี้ คือลดโอกาสเกิดมะเร็งซ้ำ ๒๘% และลดอัตราเสียชีวิต ๓๗% ทั้งแพทย์และผู้ป่วยคงยกย่องให้เป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกไปแล้ว” (อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มจาก CNN)
กลไกที่การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งนั้นมีหลายปัจจัย ตั้งแต่การช่วยควบคุมน้ำหนักตัว (ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมที่พบบ่อยในไทย—ข้อมูลจาก World Cancer Research Fund) ไปจนถึงการปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบในร่างกาย และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยยับยั้งการเติบโตหรือการกลับมาของเซลล์มะเร็ง
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวชาวไทย
ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำว่า โดยทั่วไปควรออกกำลังกายความหนักระดับ “ปานกลางถึงหนัก” อย่างน้อย ๑๕๐ นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ ๓๐ นาที ๕ วันต่อสัปดาห์ กิจกรรมที่เข้ากับวิถีชีวิตคนไทย เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สามารถนำมาปรับใช้ได้ดีไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด (อ่านคำแนะนำของ CDC) สิ่งสำคัญที่งานวิจัยเน้นย้ำคือ “แค่ขยับก็เท่ากับดี” ใครที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายยาว ๆ สามารถแบ่งทำเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวันได้ เช่น การเดินขึ้นบันไดรถไฟฟ้า การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การทำสวนปลูกผัก หรือการยืดเส้นยืดสายระหว่างทำงานในออฟฟิศ ซึ่งสอดคล้องกับสังคมไทยยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขผนวก “การออกกำลังกาย” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรม แม้ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งในไทยจะมีคลินิกให้คำปรึกษาด้านการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานหรือโรคหัวใจ แต่การดูแลผู้ป่วยมะเร็งยังคงเน้นด้านยาและโภชนาการเป็นหลัก (อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ) หากนำหลักฐานใหม่นี้มาปรับใช้ ในอนาคตเราอาจได้เห็นบทบาทของโค้ชสุขภาพที่เพิ่มขึ้น การสนับสนุนชมรมกีฬาสำหรับผู้ป่วย หรือการสร้างเครือข่ายร่วมกับอาสาสมัครในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อยอดจากศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดกิจกรรมออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุอยู่แล้ว เช่น การเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ
ในแง่การสื่อสารสาธารณะ อาจต้องปรับเนื้อหาให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย เพราะทัศนคติบางอย่าง เช่น “เจ็บป่วยต้องอดทน” หรือความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วมกิจกรรม แต่หากมองผ่านแนวคิดเชิงพุทธที่ว่า “การเคลื่อนไหวและลมหายใจ” คือหัวใจของชีวิต ซึ่งหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทยผ่านการปฏิบัติธรรมหรือการเดินจงกรม การออกกำลังกายก็สามารถเป็นได้ทั้งการดูแลรักษาสุขภาพกายและช่วยเยียวยาจิตใจของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งไปพร้อมกัน
หากโรงพยาบาลและชุมชนสามารถนำโปรแกรมออกกำลังกายที่มีระบบมาปรับใช้ได้จริง ก็จะช่วยลดภาระจากโรคมะเร็งในภาพรวมของประเทศ ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว เหมือนดังตัวอย่างโครงการลดเบาหวานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จนสามารถลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและสร้างความพึงพอใจให้ผู้ป่วยได้อย่างสูง (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข) ในอนาคต ระบบประกันสุขภาพอาจพิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมโปรแกรมฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย นอกเหนือจากค่ายาหรือค่าตรวจวินิจฉัย
สำหรับคนไทยที่กำลังต่อสู้กับมะเร็ง ข้อความจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่า ไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือยาวิเศษ เพียงแค่เริ่มต้นขยับร่างกายตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือยืดเหยียด พร้อมปรึกษาทีมแพทย์เพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเอง แหล่งทุนชุมชน สวนสาธารณะ สนามกีฬาใกล้บ้าน หรือโปรแกรมของโรงพยาบาล ล้วนเป็นทรัพยากรสำคัญที่ช่วยได้ หากมีเพื่อนหรือครอบครัวร่วมกิจกรรมด้วยก็จะยิ่งเป็นกำลังใจที่ดี หรือแม้แต่กิจกรรมแบบไทย ๆ อย่างรำวงหรือแอโรบิกหมู่บ้าน ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพได้เช่นกัน หัวใจสำคัญคือ “ทำเท่าที่ไหว หาโอกาสทำให้ได้ และมั่นใจว่าทุกการขยับสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง”
สำหรับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเป็นภาษาไทย ผู้ป่วยสามารถปรึกษานักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล องค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง หรือศูนย์สุขภาพในชุมชนใกล้บ้าน โอกาสในการขยับร่างกายมีอยู่รอบตัว และงานวิจัยล่าสุดก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การขยับร่างกายนั้นช่วยชีวิตได้