ผลการทบทวนงานวิจัยกว่า 150 ชิ้นตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ จาก 23 ประเทศในทวีปแอฟริกา ได้ตีแผ่ช่องโหว่ครั้งสำคัญที่วงการแพทย์และวิชาการยังตามไม่ทัน นั่นคือบทบาทของผู้ชายต่อการวางแผนครอบครัว งานวิจัยชิ้นนี้นำโดยทีมนักประชากรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และนักวิทยาศาสตร์ประชากร ซึ่งได้จุดประกายคำถามสำคัญว่า ระบบสาธารณสุขควรหันมาทบทวนบทบาทของผู้ชายในการกำหนดทางเลือกและผลลัพธ์ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างไร ประเด็นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในแอฟริกา แต่ยังสะท้อนมาถึงสังคมไทยอย่างชัดเจน เพราะข้อค้นพบชี้ว่า การดึงผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการวางแผนครอบครัว คือหัวใจสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศและความยั่งยืนของระบบสุขภาพในอนาคต (The Conversation)

สังคมพร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยนมุมมองว่า “การวางแผนครอบครัว” ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิง

ในอดีต ไม่ว่าจะในแอฟริกาหรือหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย สังคมมักมองว่าการวางแผนครอบครัวเป็นภาระหน้าที่ของผู้หญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ภาพจำที่คุ้นตาผ่านสื่อรณรงค์ต่างๆ คือภาพผู้หญิงเข้าคิวรอรับบริการที่คลินิก เลือกยาคุมกำเนิด และเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำหนดขนาดของครอบครัว แต่งานวิจัยฉบับนี้ชี้ให้เห็นความจริงอีกด้านว่า ผู้ชายมีอิทธิพลอย่างสูงต่อพฤติกรรมการมีบุตร ความตั้งใจอยากมีลูก ไปจนถึงการตัดสินใจเลือกวิธีคุมกำเนิด ซึ่งอิทธิพลนี้ไม่ได้มาจากการตัดสินใจโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทัศนคติ ค่านิยมทางวัฒนธรรม และบรรทัดฐานทางสังคมที่ผู้ชายมักเป็นผู้กำหนดทิศทาง

การวัด “การมีส่วนร่วม” ของผู้ชายยังผิวเผิน และขาดเสียงสะท้อนจากตัวจริง

จากการวิเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2539 ถึง 2566 ทีมวิจัยพบความจริงที่น่าตกใจว่า ในบรรดางานวิจัยกว่า 100 ชิ้นที่อ้างว่าศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ชายในการวางแผนครอบครัว มีเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลกับผู้ชายโดยตรง ส่วนใหญ่กลับประเมินเพียงแค่ระดับการ “อนุญาต” หรือ “เห็นชอบ” ให้คู่ของตนใช้วิธีคุมกำเนิด หรือเน้นศึกษาแค่ความรู้ความเข้าใจในเชิงทฤษฎี โดยไม่ได้เจาะลึกลงไปในมิติอื่นๆ เช่น การสื่อสารพูดคุย การแบ่งปันความรู้สึก การตัดสินใจร่วมกัน หรือความรับผิดชอบร่วมกันต่อสุขภาพของครอบครัว หนึ่งในทีมผู้เขียนวิจัยเปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่า “การประเมินบทบาทของผู้ชายโดยที่พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงของตัวเอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการระบายสีภาพวิวโดยใช้สีแค่ครึ่งเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่มีวันสมบูรณ์”

สะท้อนนโยบายและบริการสาธารณสุขที่ยังมองข้ามผู้ชาย

แม้ว่าการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับผู้หญิงจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นในหลายด้านทั่วแอฟริกา เช่น ในช่วงปี 2553–2563 อัตราการเสียชีวิตของเด็กเล็กลดลงถึง 35% และอัตราการเสียชีวิตของมารดาลดลง 28% แต่การให้ความสำคัญกับผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียวก็ได้ตอกย้ำให้สังคมยึดติดกับความคิดว่าการวางแผนครอบครัวเป็น “เรื่องของผู้หญิง” ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายครัวเรือนหรือหลายชุมชน ผู้ชายกลับเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักหรือมีบทบาทสำคัญในเรื่องจำนวนบุตรหรือการคุมกำเนิด

สังคมไทยยังติดกรอบเดิม ผู้ชายแทบไม่ถูกนับรวมเข้ามาในวงจร

เมื่อหันกลับมามองบริบทของไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า แม้คนส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องการคุมกำเนิดอย่างกว้างขวาง แต่การพูดคุยเรื่องนี้ในกลุ่มผู้ชายและการที่ผู้ชายจะเดินเข้าไปรับคำปรึกษาที่คลินิกวางแผนครอบครัวยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมาก (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) ในขณะเดียวกัน กิจกรรมของเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และศูนย์สุขภาพชุมชนก็มักไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง แม้ว่าไทยจะเคยได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบความสำเร็จด้านประชากรและการวางแผนครอบครัวในเอเชีย แต่จุดนี้ถือเป็นช่องว่างสำคัญที่อาจกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนานโยบายและลดความเหลื่อมล้ำทางเพศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ค่านิยมดั้งเดิมยังคงฝังรากลึก

การ “ดึงผู้ชายเข้ามา” ไม่ใช่การลดทอนบทบาทผู้หญิง แต่คือการเสริมสร้างความร่วมมือ

ผลการทบทวนงานวิจัยทั่วแอฟริกาย้ำว่า เราต้องเปลี่ยนมุมมองให้การวางแผนครอบครัวเป็นเรื่องของ “คนสองคน” ไม่ใช่การผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การมีส่วนร่วมที่แท้จริงคือการสร้างวัฒนธรรมแห่งการตัดสินใจร่วมกัน เคารพซึ่งกันและกัน และสนับสนุนทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม

งานวิจัยยังขาดความหลากหลายและเสียงจากคนในพื้นที่

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการกระจุกตัวของพื้นที่ศึกษาและตัวตนของผู้วิจัย งานวิจัยส่วนใหญ่มักทำใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ไนจีเรีย เอธิโอเปีย ยูกันดา และเคนยา ขณะที่ผู้เขียนหลักมักมาจากสถาบันนอกทวีปแอฟริกา ซึ่งอาจทำให้มุมมองขาดความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมหรือปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่ แม้จะเป็นงานวิจัยระดับโลกก็ตาม

ประเด็นนี้สะท้อนมาถึงบริบทของไทยเช่นกัน ที่โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับต่างประเทศ หรือโครงการที่ได้รับทุนจากองค์กรข้ามชาติ มักจะเป็นผู้กำหนดโจทย์วิจัยหลัก มากกว่าที่จะมาจากความต้องการของชุมชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ตัวอย่างความสำเร็จจากแอฟริกา: แนวทางที่ไทยปรับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบสัญญาณบวก เมื่อการศึกษาที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ชายเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ตัวอย่างเช่น ในเซเนกัล มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ระดับชุมชนที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชายและสร้างผลลัพธ์ได้ในวงกว้าง ที่แทนซาเนีย อัตราการที่ผู้ชายเดินทางไปคลินิกพร้อมกับภรรยาสูงถึง 71% ส่วนที่เคนยามีการสร้างคลินิกสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ และที่กานามีโครงการให้ความรู้แก่คุณพ่อโดยตรง ซึ่งเห็นผลลัพธ์ด้านการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

แนวทางเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้กับบริบทของไทยได้ เช่น การใช้ผู้นำชุมชนชายหรือผู้ใหญ่ที่คนในชุมชนให้ความเคารพมาทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงเพื่อนชาย” คล้ายกับโครงการ Male Motivator ในมาลาวี หรือการจัดกิจกรรมนัดพบสำหรับกลุ่มผู้ชายโดยเฉพาะที่คลินิกสุขภาพ หรืออาจเปิดพื้นที่พูดคุยในเวทีอื่นๆ ที่ผู้ชายคุ้นเคย เช่น กลุ่มออกกำลังกายหรือชมรมกีฬา เพื่อสร้างความไว้วางใจ ลดความเขินอาย และทลายกำแพงทางสังคม

ผู้เชี่ยวชาญไทยย้ำ ต้องขยายบทบาทผู้ชายในระบบสุขภาพ

เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขผู้ดูแลงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ให้ทัศนะว่า “การเปิดพื้นที่ให้ผู้ชายได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง คือกุญแจสำคัญสู่การสร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ผู้ชายไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชี้ขาด แต่ต้องเป็นเจ้าของร่วมในสุขภาพของครอบครัว”

มิติทางวัฒนธรรมและสังคม: ชวนปรับมุมมองบนฐานความเข้าใจแบบไทย

ต้องไม่ลืมว่า ทัศนคติและภาพจำที่ผูกโยงคุณค่าของผู้ชายเข้ากับจำนวนบุตร หรือการมีอำนาจควบคุมในบ้าน ยังคงปรากฏให้เห็นในสื่อไทยและค่านิยมความเชื่อดั้งเดิม อย่างไรก็ดี ในสังคมเมืองก็เริ่มเห็นภาพครอบครัวสมัยใหม่ที่เน้นการร่วมมือกันมากขึ้น ซึ่งเราสามารถนำหลักคิดทางพุทธศาสนาเรื่องการให้เกียรติและดูแลซึ่งกันและกันมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความเท่าเทียมทางเพศได้

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อความเท่าเทียมที่ยั่งยืน

แนวทางจากงานวิจัยในแอฟริกาเสนอว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ผู้ชายกลายเป็นผู้มีบทบาทเชิงรุก ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ “อนุญาต” หรือ “อุปสรรค” ของผู้หญิง ต้องออกแบบงานวิจัยที่มุ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงจากผู้ชาย ทั้งทัศนคติต่อบริการสุขภาพและมุมมองต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งควรได้รับการอบรมให้สามารถทำงานกับผู้ชายได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน องค์กรระหว่างประเทศและผู้ให้ทุนควรมีเกณฑ์การกระจายโครงการอย่างเป็นธรรม เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ประชากรกลุ่มต่างๆ รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ได้เข้ามามีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางงานวิจัยและนโยบาย

ประเทศไทยควรเริ่มต้นอย่างไร

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสามารถนำร่องปรับรูปแบบบริการ “ให้คำปรึกษาคู่สามีภรรยา” ในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดสูงหรือในกลุ่มที่ยังมีวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้มแข็ง อาจดึง “พรีเซนเตอร์” ชายที่มีชื่อเสียงมาช่วยสร้างภาพลักษณ์และพฤติกรรมใหม่ๆ เพื่อปลูกฝังค่านิยมให้ผู้ชายหันมาใส่ใจบทบาทนี้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบติดตามข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลทัศนคติ ความรู้ และพฤติกรรมของผู้ชายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้โดยตรง

นอกจากนี้ การวิจัยที่นำโดยสถาบันการศึกษาของไทยหรือความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศ จะช่วยสะท้อนภาพประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในมิติเชื้อชาติและภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น

บทสรุป

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของความเท่าเทียมด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าในไทยหรือในเวทีโลก คือการสร้างพื้นที่ให้เสียงของผู้หญิงและผู้ชายได้ก้าวเดินไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง บทเรียนจากแอฟริกาได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การขยายบทบาทของผู้ชาย ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้หญิง แต่คือการสร้างระบบสุขภาพและงานวิจัยที่สะท้อนความจริงว่า การวางแผนครอบครัวคือความรับผิดชอบร่วมกัน” สำหรับประเทศไทย นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะผลักดันให้เราก้าวไปสู่ “การวางแผนครอบครัวเพื่อทุกคน” อย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ครอบครัว สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายของไทย จะต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจใหม่ ทำให้การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว ผู้ชายควรกล้าที่จะเดินเข้าคลินิกเพื่อซักถามและร่วมตัดสินใจ ขณะที่ผู้นำชุมชนก็ต้องช่วยสนับสนุนให้เกิดการเปิดใจและสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางสังคมที่เห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมของผู้ชาย หากเราขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ ประเทศไทยจะไม่เพียงรักษาสถานะความสำเร็จเดิมไว้ได้ แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้านความเท่าเทียมทางอนามัยการเจริญพันธุ์ในประชาคมอาเซียนได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมและศึกษาทรรศนะจากทั่วโลกได้ที่ The Conversation และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องใน PubMed และรายงานขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์และความเท่าเทียมทางเพศ