งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดได้พลิกความเชื่อเก่าๆ ที่ว่ามนุษย์เป็น “สิ่งมีชีวิตที่รับกลิ่นได้ไม่ดี” พร้อมเผยให้เห็นว่าประสาทสัมผัสทางกลิ่นนั้นเก่าแก่และเชื่อมโยงกับความทรงจำและอารมณ์อย่างลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ การค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมเพียงกลิ่นที่คุ้นเคยก็สามารถปลุกภาพความทรงจำและอารมณ์ในอดีตให้หวนกลับมาได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการนำกลิ่นมาใช้เพื่อการบำบัด การเรียนรู้ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทั้งในไทยและต่างประเทศ

ในอดีต “กลิ่น” มักถูกมองข้ามและให้ความสำคัญน้อยกว่าการมองเห็นหรือการได้ยิน แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากแวดวงวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อนักวิจัยสมองชาวยุโรปสังเกตว่า “ปุ่มรับกลิ่นในสมอง” (olfactory bulb) ของมนุษย์มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่น ข้อสังเกตดังกล่าวได้นำไปสู่ความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกว่ามนุษย์มีความสามารถในการดมกลิ่นที่ด้อยกว่า ซึ่งแนวคิดนี้ยังถูกตอกย้ำโดยนักจิตวิเคราะห์ชื่อดังในอดีตและกลายเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในสังคมมานานหลายทศวรรษ (Quanta Magazine) ทว่างานวิจัยยุคใหม่กลับค้นพบความจริงที่ตรงกันข้ามว่า ระบบการรับกลิ่นของมนุษย์นั้นซับซ้อนและมีบทบาทสำคัญต่อประสบการณ์ชีวิตอย่างยิ่ง

นักวิจัยในปัจจุบันชี้ว่า “กลิ่น” คือประสาทสัมผัสที่เก่าแก่ที่สุดในเชิงวิวัฒนาการ โดยมีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่เซลล์สิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มของโลกที่สามารถตอบสนองต่อสารเคมีในสิ่งแวดล้อมได้ ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยาจากสวีเดนท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า “ไม่มีเซลล์ใดในโลกที่มองเห็นหรือได้ยิน แต่เซลล์เดี่ยวกลับสามารถตอบสนองต่อสารเคมีได้” ต่อมาในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลได้ค้นพบยีนที่ทำหน้าที่สร้างตัวรับกลิ่นในโพรงจมูกของมนุษย์ ซึ่งมีมากถึงราว ๔๐๐ ชนิด และแต่ละชนิดสามารถตรวจจับโมเลกุลกลิ่นที่แตกต่างกันได้หลากหลาย เมื่อเราสูดดมกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ โมเลกุลกลิ่นจำนวนมหาศาลจะเดินทางเข้าสู่จมูกและจับกับตัวรับกลิ่นนับล้านเซลล์ ก่อนจะส่งสัญญาณที่ซับซ้อนต่อไปยังสมอง

ความเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างกลิ่น ความทรงจำ และอารมณ์ สามารถอธิบายได้จากกระบวนการที่สมองประมวลผลข้อมูลกลิ่น เนื่องจากระบบการรับกลิ่นนั้นเชื่อมต่อโดยตรงกับสมองส่วนลิมบิก (Limbic System) ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมอารมณ์และความทรงจำ เช่น สมองส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) และฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ตัวอย่างเช่น นักวิจัยด้านกลิ่นชาวเยอรมันเคยเล่าว่า เพียงได้กลิ่นมะเขือเทศดิบก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวัยเด็กทันที ในขณะที่คนไทยหลายคนอาจหวนนึกถึงครัวของคุณย่าเมื่อได้กลิ่นข้าวหอมมะลิอุ่นๆ หรือกลิ่นหอมของตะไคร้ที่ลอยมาแตะจมูก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกลิ่นและรสในสหรัฐอเมริการะบุว่า “กลิ่นเป็นประสาทสัมผัสที่มีมิติซับซ้อนสูง และเรายังไม่สามารถตอบได้แน่ชัดว่าสารเคมีแต่ละชนิดถูกสมองแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกได้อย่างไร” แต่การค้นคว้าใหม่ๆ ก็กำลังค่อยๆ เติมเต็มช่องว่างแห่งความเข้าใจนี้

ปัจจุบันมีโครงการวิทยาศาสตร์และฐานข้อมูลหลายแห่งที่พยายามสร้างมาตรฐานทางภาษาเพื่ออธิบายกลิ่นแต่ละชนิดให้เป็นระบบมากขึ้น เช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Data ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างฐานข้อมูลกลิ่นของโมเลกุลสารเคมีหลายพันชนิด ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านการสร้างภาพสมองและชีวโมเลกุล ซึ่งบางส่วนเผยแพร่ในวารสาร Nature ก็กำลังไขความลับว่าสมองถอดรหัสกลิ่นให้กลายเป็น “ภาษาของระบบประสาท” ได้อย่างไร จนนำไปสู่ความทรงจำและอารมณ์ที่จับต้องได้ในที่สุด

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อนักวิทยาศาสตร์และสังคมพยายามจะสื่อสารเรื่องกลิ่นอย่างเป็นระบบ กลับพบว่าการใช้คำพูดเพื่อบรรยายคุณลักษณะของกลิ่นนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเยอรมนีกล่าวว่า “เรามักประเมินค่าประสาทรับกลิ่นของเราต่ำเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะเราขาดคลังคำศัพท์เฉพาะสำหรับใช้อธิบาย” ตัวอย่างเช่น เราอาจบรรยายรูปทรงของผลสับปะรดได้อย่างละเอียด แต่เมื่อต้องอธิบายกลิ่น เรามักทำได้เพียงบอกว่า “หอมเหมือนสับปะรด” หรือใช้คำเปรียบเทียบ เช่น “กลิ่นเหมือนหญ้า” “กลิ่นคาวปลา” หรือ “กลิ่นหอมเหมือนข้าว” ข้อจำกัดทางภาษานี้พบได้ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย แม้ว่าอาหารไทยจะมีการใช้สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมโดดเด่นอย่างตะไคร้ ใบมะกรูด หรือกะเพรา ซึ่งสะท้อนรสนิยมด้านกลิ่นในวัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน แต่การอธิบายกลิ่นเฉพาะตัวเหล่านั้นกลับยังมีข้อจำกัดอยู่

ผลการทดลองในช่วงหลังพบว่า กลิ่นไม่เพียงกระตุ้นความทรงจำ แต่ยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และส่งผลต่อสภาวะอารมณ์และการทำงานของสมองได้โดยตรง ในโรงพยาบาลบางแห่งมีข้อมูลว่า กลิ่นหอมอ่อนๆ หรือกลิ่นที่ผู้ป่วยคุ้นเคยสามารถช่วยลดความเครียดและทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ในห้องเรียนมีการทดลองใช้กลิ่นลาเวนเดอร์หรือเปปเปอร์มินต์เพื่อช่วยเสริมสร้างสมาธิและความจำ แม้จะยังต้องการการศึกษาวิจัยในวงกว้างเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นก็ตาม (Frontiers in Behavioral Neuroscience; NIH) สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว (ประชากรสูงอายุมีสัดส่วนเกือบ ๒๐% ในปี ๒๕๖๗) การนำ “กลิ่นบำบัด” มาประยุกต์ใช้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิตและสมองจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น

วิถีชีวิตแบบไทยนั้นผูกพันกับกลิ่นในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ควันธูปในศาลาวัดไปจนถึงกลิ่นข้าวสวยร้อนๆ จากร้านรถเข็น กลิ่นจึงเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติ ในช่วงการระบาดของโควิด-๑๙ ภาวะสูญเสียการรับกลิ่น หรือ “อะโนสเมีย” (Anosmia) ได้กระตุ้นให้สังคมหันมาตระหนักถึงความสำคัญของกลิ่นที่มีต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้น การรณรงค์ด้านสุขภาพในประเทศไทยจึงเริ่มมีการผนวกการประเมินความสามารถในการรับกลิ่นเข้าไปควบคู่กับการตรวจสุขภาพด้านอื่นๆ

วัฒนธรรมไทยเองก็มี “ภาษากลิ่น” ที่ฝังรากลึกอยู่ในงานวรรณกรรมมาแต่โบราณ ตั้งแต่บทกวีที่พรรณนากลิ่นหอมของดอกจำปา ไปจนถึงโฆษณายุคใหม่ที่นำเสนอเสน่ห์ของน้ำหอมหรือข้าวหุงสุกใหม่ๆ งานวิจัยยุคใหม่กำลังชี้ให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มทำความเข้าใจมนต์เสน่ห์ของกลิ่นในระดับที่ศิลปะและประเพณีได้วางรากฐานเอาไว้เนิ่นนานแล้ว

เมื่อมองไปในอนาคต งานวิจัยด้านกลิ่นยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคร้ายแรงล่วงหน้าได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากการรับกลิ่นที่เปลี่ยนไปอาจเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดขึ้นก่อนอาการหลงลืมปรากฏนานหลายปี (Alzheimer’s Association) สำหรับนักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายในไทย การลงทุนในงานวิจัยด้านกลิ่นและการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน จะมีส่วนช่วยในการคัดกรองโรคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ ก็สามารถต่อยอดเรื่องราวของกลิ่นในอาหารเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าดึงดูดยิ่งขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยว โดยผสานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการออกแบบรสชาติและการส่งเสริมวัฒนธรรม

เมื่อเรามีภาษาและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถบรรยายกลิ่นได้ดีขึ้น โอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในแวดวงศิลปะ การแพทย์ และวัฒนธรรมก็จะเปิดกว้างขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สถาบันการศึกษาในไทยควรบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกลิ่นเข้าไปในชั้นเรียน บุคลากรสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับกลิ่นในการวินิจฉัยและบำบัดโรค รวมถึงทุกคนก็ควรหันมาใส่ใจและสังเกตกลิ่นต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์เองก็กำลังเตรียมนำฐานข้อมูลและชุดทดสอบกลิ่นที่ทันสมัยมาใช้ในวงกว้าง

สำหรับคนไทยทุกคน เราสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการฝึกสังเกตกลิ่นในชีวิตประจำวัน ลองวิเคราะห์ว่ากลิ่นใดที่สร้างความสุขหรือปลุกความทรงจำดีๆ ของเราขึ้นมา เด็กไทยควรได้รับการส่งเสริมให้ฝึกบรรยายกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ในท้องถิ่น ตั้งแต่กลิ่นธูปในวัดไปจนถึงกลิ่นผัดกะเพรา เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและพัฒนาทักษะทางสมองไปพร้อมกัน หากใครสังเกตว่าการรับกลิ่นของตนเองเริ่มเปลี่ยนไปหรือลดลง ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคบางชนิดได้ ในขณะที่งานวิจัยยังคงเดินหน้าถอดรหัสภาษาของกลิ่นต่อไป การหวงแหนและส่งต่ออัตลักษณ์ด้านกลิ่นของไทยก็คือการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าไม่แพ้สมบัติอื่นใดเช่นกัน

แหล่งที่มา: สรุปและวิเคราะห์จากบทความของ Quanta Magazine, งานวิจัยล่าสุดใน Frontiers in Behavioral Neuroscience, Nature และแนวทางสาธารณสุขของ Alzheimer’s Association