เอเชียกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงอย่างน่าเป็นห่วง โดยมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัวต่อผู้คนหลายล้านชีวิตทั่วทั้งทวีป รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมและสร้างเกราะป้องกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูงต่อคลื่นความร้อน รูปแบบฝนที่แปรปรวน และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาคการเกษตรอันกว้างขวางของไทย ประกอบกับประชากรที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นตามแนวชายฝั่งและลุ่มแม่น้ำ ทำให้ประเทศต้องตกอยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศในเอเชีย

รายงาน WMO ชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิในเอเชียพุ่งเร็วกว่าที่อื่น คือขนาดของทวีปที่เป็นพื้นดินกว้างใหญ่ ทำให้แผ่นดินดูดซับความร้อนได้รวดเร็วและมีอุณหภูมิสูงกว่ามหาสมุทร ส่งผลให้เกิดความผันผวนของอุณหภูมิและสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งขึ้น “ความแปรปรวนของอุณหภูมิพื้นผิวโลกส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตมนุษย์” ข้อมูลนี้กระทบโดยตรงกับประเทศที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพิงเกษตรกรรม การประมง และการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย (news.un.org)

ในปี 2567 ที่ผ่านมา เอเชียได้ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งบนบกและในมหาสมุทร โดยเฉพาะมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิตในทะเล และวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่ง คลื่นความร้อนที่ยาวนานยังเร่งให้ธารน้ำแข็ง โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ละลายเร็วขึ้นจนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง ชุมชนชายฝั่งที่ลุ่มต่ำทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงภาคใต้ของไทย จึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่สูงขึ้น

รายงานยังย้ำเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังสร้างความผันผวนและความเสียหายอย่างต่อเนื่อง บางปีเกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่บางปีกลับแห้งแล้งรุนแรง ตัวอย่างเช่น ที่แคว้นทางตอนเหนือของรัฐเกรละในอินเดีย เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่หลังฝนตกหนักจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 350 คน ขณะที่คาซัคสถานต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปี จากหิมะที่ละลายอย่างรวดเร็วประกอบกับฝนที่ตกหนัก ส่วนจีนก็ประสบภัยแล้งยาวนานหลายเดือน กระทบประชาชนเกือบ 5 ล้านคน และพื้นที่เพาะปลูกอีกหลายแสนไร่ เหตุการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยสำหรับประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย

คำกล่าวของเลขาธิการ WMO ที่ว่า “สภาพอากาศสุดขั้วกำลังสร้างความเสียหายเกินกว่าที่มนุษย์จะแบกรับไหว” สะท้อนภาพเดียวกับคำเตือนของหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทย ที่มักประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับคลื่นความร้อนและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาทวีความรุนแรงในแต่ละปี (news.un.org)

ในรายงานของ WMO ยังได้หยิบยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากเนปาล ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบเตือนภัยน้ำท่วมในระดับท้องถิ่นสามารถช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2567 เนปาลเผชิญฝนตกหนักจนเกิดดินถล่มและน้ำท่วม มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบเตือนภัยในชุมชนและการจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินที่รวดเร็ว ช่วยให้สามารถอพยพและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในพื้นที่ที่มีระบบเตือนภัยต่ำกว่าพื้นที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด WMO จึงแนะนำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย เร่งขยายการเตรียมความพร้อมในลักษณะนี้

ผู้บริหารเทศบาลแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเนปาลให้สัมภาษณ์ในรายงานว่า “นี่เป็นน้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบ 65 ปี แต่เราไม่มีผู้เสียชีวิตเลย เพราะเรามีมาตรการเตรียมความพร้อมและกู้ภัยที่ดี แม้ทรัพย์สินจะยังคงเสียหายหนักก็ตาม” การช่วยเหลือที่รวดเร็วนี้เป็นผลมาจากการมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในระดับประเทศ ซึ่งเป็นต้นแบบที่ไทยควรนำไปต่อยอดทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น

ประเทศไทยสามารถนำบทเรียนจากเนปาลและประเทศเพื่อนบ้านมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี ผ่านการขยายระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยเฉพาะในจังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม เช่น นครศรีธรรมราช พิษณุโลก หรือพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม้ปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาไทยได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนเชิงรุกและเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์สู่สาธารณะแล้ว แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่การส่งข้อมูลให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลหรือชุมชนบนที่สูง (news.un.org)

ในอดีต ฤดูฝนและฤดูแล้งของไทยมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร เกษตรกรไทยเคยใช้การสังเกตสีของท้องฟ้า พฤติกรรมของสัตว์ หรือวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพื่อคาดการณ์ฤดูกาล แต่ปัจจุบัน สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ตรวจจับฝน และความร่วมมือด้านอุตุนิยมวิทยากับกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น

นักวิชาการด้านภูมิอากาศได้ออกมาเตือนว่า หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งจากคลื่นความร้อนที่ยาวนาน ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ผลการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยคาดการณ์ว่า หากภาวะโลกร้อนยังคงรุนแรงต่อไป ผลผลิตข้าวและอาหารจากแหล่งน้ำจะลดลงจนกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็อาจเผชิญน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้นหากไม่เร่งลงทุนในระบบระบายน้ำและเขื่อนป้องกันคลื่น (bangkokpost.com) หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน อุณหภูมิในไทยอาจเพิ่มขึ้นอีก 2–3 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาโรคระบาด การขาดแคลนน้ำ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น WMO และพันธมิตรระหว่างประเทศจึงแนะนำให้ทุกภาคส่วนเร่งลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ การส่งเสริมพันธุ์พืชทนแล้ง และการปรับผังเมืองให้รับมือกับปัญหาน้ำท่วมได้ดีขึ้น ผู้กำหนดนโยบายของไทยควรเร่งประสานงานกับเครือข่ายภูมิคุ้มกันด้านสภาพภูมิอากาศของอาเซียน และรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เยาวชน เกษตรกร ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ ตระหนักถึงความเสี่ยงและแนวทางรับมือที่เหมาะสม

ข้อคิดสำคัญสำหรับคนไทยคือ ทุกคนต้องร่วมมือกันและลงมือทำทันที ไม่ว่าจะเป็นการติดตามประกาศเตือนภัยจากทางการ เข้าร่วมการซ้อมรับมือภัยพิบัติในชุมชน การใช้น้ำและไฟฟ้าอย่างประหยัด หรือร่วมกันปลูกต้นไม้ในโรงเรียนและชุมชนเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐในเขตเมืองควรผลักดันให้มีพื้นที่สีเขียวที่สามารถชะลอน้ำ ถนนที่น้ำซึมผ่านได้ และฟื้นฟูเครือข่ายคูคลองเพื่อเป็นแก้มลิงรองรับน้ำส่วนเกิน

ท้ายที่สุด คนไทยควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แม้แนวโน้มอุณหภูมิโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่การปรับตัวเชิงรุกที่อาศัยทั้งองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความร่วมมือของชุมชน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามมรสุมภูมิอากาศครั้งนี้ไปได้

แหล่งข้อมูล: